ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 265 ระวังคนแซ่หลิน
บทที่ 265 ระวังคนแซ่หลิน
หลิวซื่อกับหลี่ซื่อก็น่าสนใจทีเดียว ถูกลงโทษให้ยืนสำนึกผิดอยู่แท้ ๆ แต่ช่วงที่เย่อวี๋หรานกินข้าว พวกนางสองคนยังจะแอบถลึงตาใส่กัน ‘ด่ากันเอง’ ไปอีกยกหนึ่ง
คนหนึ่งโทษอีกคนว่าไม่มีเรื่องก็วอนหาเรื่อง ไม่อย่างนั้นนางจะถูกแม่สามีลงโทษให้ยืนสำนึกผิดเช่นนี้หรือ?
โตจนป่านนี้แล้ว คนทั้งครอบครัวล้วนกำลังทำงานกันอยู่ มีเพียงพวกนางสองคนที่ต้องมายืนตรงนี้ ไม่รู้สึกขายหน้าบ้างหรือไร?
ด่าก็ด่าไป แต่พวกนางสองคนก็ไม่กล้าด่าเสียงดังนัก กลัวว่าเย่อวี๋หรานจะได้ยินเข้า
ที่จริงแล้วเย่อวี๋หรานนั่งหันข้างให้พวกนาง แม้จะไม่ได้ยินเสียงคนทั้งคู่ แต่เพียงมองเงาของพวกนางที่ทอดลงบนพื้นก็รู้ได้ว่าพวกนางหาได้ยืนกันอย่างสงบเสงี่ยม
ทว่านางคร้านจะสนใจสองคนนั้นแล้ว ในบรรดาลูกสะใภ้ทั้งหมดก็มีพวกนางสองคนนี่แหละที่ไม่มีเรื่องก็ขยันสร้างเรื่อง มักสร้างปัญหาอยู่เป็นระยะ
ปกติเวลานางอยู่เรือน มีนางคอยข่มเอาไว้ หลิวซื่อกับหลี่ซื่อไม่กล้าทะเลาะกันหนักเกินไป แต่พอนางไม่อยู่เท่านั้นแหละ เฮอะ ๆ ทะเลาะกันจนมีสภาพแบบนี้ นางไม่แปลกใจเลยสักนิด
ครั้นกินข้าวเสร็จแล้วก็บอกให้คนอื่นแยกย้ายไปพักผ่อน จากนั้นให้หลิวซื่อกับหลี่ซื่อมาเก็บกวาด
“พวกเจ้าชอบทะเลาะกันนักไม่ใช่รึ? ได้เลย ข้าว่าพวกเจ้าคงว่างมากถึงได้ทะเลาะกัน เช่นนั้นก็เอาจานไปล้าง กวาดเรือนให้เรียบร้อยแล้วค่อยไปนอน”
ลั่นวาจาทิ้งไว้เสร็จสิ้น เย่อวี๋หรานก็ตักน้ำกลับห้องไปแช่เท้าแล้ว
หลิวซื่อกับหลี่ซื่อยังยืนจ้องตากันอยู่ในเรือน
“เจ้ากวาดพื้น ข้าจะล้างจาน”
“อาศัยอะไร?”
“ก็อาศัยว่าอีกเดี๋ยวข้าต้องกล่อมลูกเข้านอน เจ้ามีลูกหรือไม่?”
……
จูปาเม่ยเห็นมารดากลับเข้ามาในห้องแล้วก็เข้ามาช่วยยกม้านั่งให้อย่างกระตือรือร้น
เย่อวี๋หรานปรายตามอง “โบราณว่าไว้ ว่าการประจบเอาใจโดยไร้สาเหตุ ถ้าไม่ใช่คนชั่วก็ต้องเป็นโจรผู้ร้าย เจ้ารู้ไหมว่าหมายถึงอะไร?”
จูปาเม่ยส่ายหน้าอย่างพาซื่อ
“ก็เหมือนเจ้านี่แหละ อยู่ดี ๆ ก็มาเอาอกเอาใจเช่นนี้ จะต้องมีปัญหาแน่นอน”
“ท่านแม่…” จูปาเม่ยกระเง้ากระงอด “ท่านมาว่าข้าแบบนี้ได้อย่างไรเจ้าคะ? ข้าเห็นว่าท่านลำบากมาทั้งวันแล้ว ถึงได้มาปรนนิบัติท่านอย่างไรเล่า”
นางว่าพลางนั่งลงช่วยล้างเท้าให้เย่อวี๋หราน
“ไม่รังเกียจว่าเท้าข้าเหม็นรึ?” เย่อวี๋หรานจงใจแหย่
“ท่านแม่ล้างเท้าทุกวัน รักสะอาดขนาดนั้น เท้าจะเหม็นได้อย่างไร? ท่านแม่ ข้าทำดอกไม้ตากแห้งเอาไว้ ถ้าท่านรู้สึกว่าเหม็น ข้าเอามาโปรยให้ท่านสักหลายดอก แช่ไว้สักพักก็หอมเองเจ้าค่ะ” จูปาเม่ยเงยหน้าขึ้นยิ้มร่าแล้วกล่าวต่อไปว่า “ท่านแม่ ข้าเองก็เป็นสาวแล้ว ท่านว่าถึงเวลาที่จะช่วยทำอ่างไม้สำหรับอาบน้ำให้ข้าหรือยังเจ้าคะ?”
“เจ้าอยากแช่อ่าง?” เย่อวี๋หรานเลิกคิ้ว “อ่างอาบน้ำน่ะไม่เป็นไรหรอก แต่ถ้าทำมาแล้วเจ้าตั้งใจว่าจะตั้งไว้ที่ไหน? เรือนเราก็กว้างเท่านี้ เจ้าจะไปแช่ที่ใด?”
จูปาเม่ยกล่าวว่า “ข้าคุยกับซานเม่ยกับซื่อเม่ยแล้วเจ้าค่ะ ถึงตอนนั้นจะตั้งไว้ในห้องของพวกนาง ถ้าข้าอยากแช่อ่างค่อยไปใช้ที่ห้องพวกนาง พวกนางจะช่วยเฝ้าประตูให้ ถ้าพวกนางอยากแช่ก็ใช้ได้เหมือนกัน ท่านว่าทำแบบนี้ได้หรือไม่เจ้าคะ?”
“ได้ แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้ ต้องรอให้ผ่านไปสักพักก่อน”
จูปาเม่ยได้ยินเช่นนั้นก็ยินดียิ่งนัก “ข้ารู้ว่าช่วงนี้เป็นช่วงทำนา พี่ใหญ่กับพี่รองต้องไม่ว่างมาช่วยทำให้แน่ ๆ รอจนวันไหนพวกเขามีเวลาว่างแล้วค่อยช่วยทำให้ข้าก็ได้เจ้าค่ะ ท่านแม่ ท่านช่างดีจริง ๆ เจ้าค่ะ!”
“มีเรื่องขอร้องข้าก็กลายเป็นคนดีเชียว ปกติเวลาข้าสั่งสอนเจ้า ทำไมไม่เห็นเจ้าพูดว่าข้าดีเลย?”
สำหรับเรื่องอ่างอาบน้ำ เย่อวี๋หรานลอบทอดถอนใจ
ของสิ่งนี้ไม่ใช่ของล้ำค่าราคาแพงแต่อย่างใด ไปหาช่างไม้ไฉให้เขาช่วยทำให้ก็ได้ แต่ติดตรงที่เรือนของพวกนางเล็กเกินไป ไม่มีที่ให้ตั้งอ่างน้ำ
เด็กสาวดี ๆ คนหนึ่งแค่อยากได้อ่างอาบน้ำใบเดียวก็ยังต้องมาประจบเอาใจคนเป็นมารดา ครอบครัวนี้ช่างยากจนเกินไปจริง ๆ
นางคิดมาตลอดว่าลูกสาวพึงเลี้ยงดูอย่างเอาใจใส่ เลี้ยงให้เหมือนองค์หญิงตัวน้อย ๆ แบบนั้น ก่อนหน้านี้จูปาเม่ยถูกเจ้าของร่างเดิมโปรดปรานจนนิสัยเสียก็ไม่เห็นว่าจะถูกประคบประหงมจนกลายเป็นองค์หญิงตัวน้อยแต่อย่างใด เห็นได้ชัดว่าฐานะครอบครัวไม่ดีอย่างมาก
เย่อวี๋หรานคิดว่าตอนนี้เรื่องเร่งด่วนที่สุดคงเป็นการปลูกเรือนใหม่
ปีนี้จูปาเม่ยก็จะสิบเอ็ดขวบและเป็นสาวแล้ว ทางด้านหลี่ซื่อก็มีลูกสองคนแล้ว อีกสองปีก็คงจะวิ่งเล่นไปทั่ว ถ้าไม่รีบสร้างเรือนใหม่ ถึงตอนนั้นคงไม่มีที่อยู่แน่นอน
จูปาเม่ยหาได้คิดมากปานนั้น เห็นว่ามารดารับปากเรื่อง ‘อ่างอาบน้ำ’ แล้วก็ล้างเท้าให้มารดาอย่างเบิกบานใจ ทั้งยังอาสาช่วยเอาน้ำล้างเท้าออกไปเททิ้งให้อีกด้วย
ก่อนที่นางจะกลับห้อง ยังเดินอ้อมไปหาหลินซานเม่ยกับหลินซื่อเม่ยที่ห้องพักท้ายเรือนเพื่อแจ้งข่าวดีนี้แก่พวกนาง
เนื่องจากความเป็นอยู่ของครอบครัวไม่เอื้ออำนวย คนในครอบครัวเวลาอาบน้ำก็จะใช้ถังไม้เตี้ย ๆ หลายใบ ทั้งยังสูงไม่เท่าหัวเข่า ขนาดใหญ่กว่าอ่างน้ำสำหรับล้างเท้าไม่เท่าไหร่นัก
ความปรารถนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของสาวน้อยทั้งสามคนคงเป็นการได้ครอบครองอ่างไม้ที่สามารถลงไปนั่งข้างในได้และแช่อยู่ในนั้นเพื่ออาบน้ำอย่างสะดวกสบาย ดีที่สุดคือโปรยกลีบดอกไม้ที่พวกนางชอบลงไปด้วย
“ข้าชอบดอกจือจื่อ (ดอกพุดจีน) มันหอม ถึงตอนนั้นข้าจะใส่ดอกจือจื่อลงไปด้วย”
“ข้าชอบดอกกุ้ย ข้าคิดว่าดอกกุ้ยหอมกว่า ข้าจะโปรยดอกกุ้ยลงไป”
“ข้าไม่เอา ข้าอยากใส่ดอกไม้สวย ๆ มากกว่า”
……
เมื่อหลิวซื่อกลับเข้าห้องนอน จูเอ้อร์ก็นอนแผ่อยู่บนเตียงเรียบร้อยแล้ว
นางเตะขาเตียงด้วยความโมโห แต่กลับต้องเจ็บเท้าเสียเอง
พริบตานั้น น้ำตาพลันร่วงเผาะลงมา นางเอ่ยเสียงเบาว่า “โกหก ล้วนเป็นพวกโกหก!”
“บอกว่าท่านแม่เอ็นดูข้า ท่านแม่เอ็นดูข้าที่ไหนกัน?”
“ท่านแม่ลำเอียง รักแค่เมียเจ้าสี่นั่นแหละ”
……
หลี่ซื่อกลับเข้าห้องนอนไปก็บ่นกระปอดกระแปด บอกว่าพี่สะใภ้รองสมองมีปัญหาชัด ๆ ไม่รู้เรื่องรู้ราวก็ช่างเถอะ นางเห็นว่าจูซื่อกับแม่สามีไม่กลับมาเสียที อยากให้พ่อสามีออกไปรับครึ่งทางจะเป็นไรไป? นางก็ทำเพื่อครอบครัวนี้ กลัวว่าจะเกิดเรื่องกับคนในครอบครัวไม่ใช่หรือไร?
“เจ้าว่าพี่สะใภ้รองเป็นบ้าหรือเปล่า มาทะเลาะกับข้าด้วยเรื่องแค่นี้ ทั้งยังสาปแช่งให้พวกเจ้าเกิดเรื่อง ข้าจะไม่โมโหได้อย่างไร? ถึงได้ตีกันกับนางแบบนั้นอย่างไรเล่า”
จูซื่อฟังนางบ่นพลางบอกให้นางเบาเสียง ผนังเรือนของพวกเขาไม่เก็บเสียง ถ้ามีใครมาได้ยินเข้าคงไม่ดี นางเพิ่งถูกมารดาลงโทษให้ยืนสำนึกผิดมาหมาด ๆ หรืออยากให้มีคนเอาความไปฟ้องมารดา ถูกลงโทษให้ไปยืนสำนึกผิดอีกรอบ?
แต่คำพูดเต็มท้องหลี่ซื่อไม่อาจระงับลงได้ในทันที นางจึงกระเถิบเข้าไปกระซิบถามริมหูเขาว่า “เกิดอะไรขึ้นกันแน่? ว่ากันว่าน้องห้ากับน้องสะใภ้ห้าได้รับบาดเจ็บไม่ใช่หรือ ทำไมตอนกลับมาข้าเห็นยังดี ๆ อยู่เลยเล่า?”
“เจ้าอยากให้เกิดเรื่องกับพวกเขาหรือ?” จูซื่อตำหนิ แล้วกล่าวต่อไปว่า “เรื่องราวเป็นอย่างไรข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน พรุ่งนี้เดี๋ยวท่านแม่ก็คงอธิบายให้ฟัง ข้าแค่มองออกเรื่องเดียว นั่นก็คือมีคนจับน้องห้ากับน้องสะใภ้ห้ามัดเอาไว้ แล้วจงใจส่งคนมาแจ้งข่าวเพื่ออยากให้ท่านแม่ไปที่นั่น”
หลี่ซื่อสับสน “อยากให้ท่านแม่ไปที่นั่น? ให้ท่านแม่ไปที่นั่นทำไม?”
“ไปจัดการเรื่องหลี่ว์ต้าซุ่นกับหม่าซานเหนียง แล้วก็เรื่องหลินต้าเม่ยกับหลี่ว์มู่น่ะสิ” จูซื่อกระเถิบเข้าไปกระซิบข้างหูนาง เล่าเรื่องหลินต้าเม่ยเป็นชู้กับหลี่ว์มู่ให้ฟัง
หลี่ซื่อแทบไม่กล้าเชื่อ “เป็นไปได้อย่างไร? พวกเขา…”
“ชู่ว…” จูซื่อบอกให้นางเบาเสียงลง “เป็นไปได้หรือไม่นั้นข้าไม่รู้ อย่างไรเสียตอนที่พวกข้าจากมา เรื่องนี้ก็ใกล้จะจบลงแล้ว”
หลี่ซื่อทอดถอนใจ “คนเรามองกันภายนอกไม่ได้เลยจริง ๆ!”
“ก็ใช่น่ะสิ ดังนั้นเจ้าก็อยู่ห่าง ๆ จากน้องสะใภ้ห้าสักหน่อย ระวังตัวไว้บ้าง พี่สาวนางทำเรื่องพรรค์นั้นออกมาได้ นาง…เอาเป็นว่าข้ารับไม่ได้ก็แล้วกัน”
ครั้นนึกถึง ‘ความลับ’ ระหว่างเจ้าห้าและหลินซื่อ จูซื่อจึงรู้สึกว่าสมควรระวังคนแซ่หลินเอาไว้สักหน่อย