ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 351 น้ำหวาน
บทที่ 351 น้ำหวาน
“บ้านข้าเลี้ยงหมูตัวหนึ่ง ไปขอเคล็ดลับในการเลี้ยงมาจากป้าของซานจ้วง หมูอ้วนท้วนสมบูรณ์ดีเชียวล่ะ” จูซานเสิ่นกล่าว “ถึงช่วงข้ามปี คิดว่าคงหนักถึงร้อยกว่าจินเลยทีเดียว”
“แต่งานเลี้ยงหมูก็ค่อนข้างหนัก พวกข้าสองคนแก่แล้ว” จูซื่อเสิ่นกล่าวต่อไปว่า “ซานจ้วงอายุพอ ๆ กับซื่อหู่ของข้า ที่บ้านมีคนหนุ่มแค่พวกเขาสองคน แต่งงานแล้วจะแยกเรือนออกไปหรือไม่ ถึงตอนนั้นก็ขึ้นอยู่กับพวกเด็ก ๆ ให้พวกเขาจัดการกันเอง แต่ข้าคงอยู่ด้วยกันกับซานเสิ่น”
“ใช่แล้ว พวกข้าสองคนตกลงกันไว้แล้วว่าพอแก่ตัวก็จะอยู่ด้วยกัน” จูซานเสิ่นจูงมือจูซื่อเสิ่น แล้วกล่าวว่า “ตอนยังสาวอยู่ด้วยกันมาครึ่งค่อนชีวิตแล้ว ยามลำบากก็ลำบากมาด้วยกัน ถึงตอนแก่ก็ไม่อยากแยกจากกันแล้ว ใช้ชีวิตด้วยกันไปอย่างนี้ก็แล้วกัน”
จูซานเสิ่นและจูซื่อเสิ่นใช้โอกาสนี้แนะนำสถานการณ์ของครอบครัวตนเองคร่าว ๆ รวมถึงเรื่องที่พวกนางตั้งใจว่าจะใช้ชีวิตยามบั้นปลายด้วยกัน
ที่วางแผนไว้เช่นนี้ก็เพราะไม่มีทางเลือก
จูซานเสิ่นและจูซื่อเสิ่นไม่เหมือนเย่อวี๋หรานที่มีลูกชายหลายคน จูซานเสิ่นยังดีอยู่ ตั้งครรภ์สามครั้ง ลูกชายหนึ่งลูกสาวสอง ส่วนจูซื่อเสิ่นกลับตั้งครรภ์สองครา เป็นลูกชายลูกสาวอย่างละหนึ่งคน ไม่อย่างนั้นคงกลายเป็นคนบาปของสกุลจูแล้ว
พวกนางมีลูกชายคนเดียวหัวเดียวกระเทียบลีบ ดังนั้นพวกนางจึงตกลงกันว่าจะเลี้ยงลูกชายทั้งสองด้วยกันเสมือนพี่น้องแท้ ๆ
เมื่อเป็นเช่นนี้ วันหน้าเมื่อพวกนางแก่ตัวลง พวกเขาพี่น้องจะได้ดูแลซึ่งกันและกัน ก็สมัยนั้นพวกนางแตกหักกับเจ้าของร่างเดิมนี่นา
ลูกชายสองคนอยู่ด้วยกัน แล้วพ่อแม่ที่แก่เฒ่าจะทำอย่างไร?
จูเหล่าซานและจูเหล่าซื่อมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน พี่น้องอยู่ด้วยกันมาชั่วชีวิตแล้ว เช่นนั้นก็อยู่ด้วยกันต่อไปเถอะ ถึงตอนนั้นถ้าจะแยกเรือนก็ให้ลูกชายลูกสะใภ้แยกออกไป ส่วนคนแก่ทั้งสี่คนก็อาศัยอยู่ด้วยกัน ดูแลซึ่งกันและกัน เป็นการแบ่งเบาภาระให้ลูกชายลูกสาว
ผู้ใดจากไปเป็นคนสุดท้ายก็ได้แต่ต้องรบกวนลูก ๆ แล้ว
ถึงพวกนางจะไม่ได้เก่งกาจเหมือนเย่อวี๋หราน แต่ก็นับว่าเป็นมารดาที่ดีทั้งคู่ พยายามคิดเผื่อลูกชายลูกสาวของตัวเองให้มากที่สุด
พวกนางไม่ได้ทิ้งทรัพย์สมบัติใดไว้ให้พวกเขา ก็ได้แต่พยายามรบกวนพวกเขาให้น้อยที่สุด
คนสกุลจูแสดงท่าทีออกมาอย่างเปิดเผยเช่นนี้ กล่าวกันตามตรง หลิวเอ้อร์เสิ่นประทับใจอยู่ไม่มากก็น้อย นางกล่าวว่า “เช่นนั้นก็ดีเหมือนกัน พวกเจ้าพี่น้องสะใภ้สนิทสนมกันดี ช่วยดูแลกันและกันได้ นับว่าดียิ่งนัก”
จากนั้นก็บอกว่าหลิวเยี่ยนเป็นลูกสาวคนโต ในฐานะพี่ใหญ่ก็ต้องดูแลพวกน้อง ๆ เป็นธรรมดา ดังนั้นเรื่องนิสัยใจคอของนางย่อมไม่มีปัญหา จิตใจกว้างขวาง ทั้งยังเป็นเด็กที่กตัญญูรู้ความคนหนึ่ง
เพียงกล่าวถึงก็หยุด ไม่ได้พูดต่อไปอีก เป็นต้นว่าหลังจากแต่งเข้าครอบครัวพวกเจ้าไปแล้ว…
เพิ่งจะดูตัวกันเท่านั้น เรื่องราวยังไม่แน่นอน ไม่อาจพูดต่อไป ถ้าพูดก็เท่ากับว่ารีบร้อนอยากให้ลูกสาวออกเรือนเร็ว ๆ จะกลายเป็นเรื่องเสื่อมเสียเอาได้
สำหรับเย่อวี๋หราน หลังจากนางย้อนยุคมา นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้เห็นการเจรจางานมงคลของคนยุคนี้
เจ้าพูดประโยคหนึ่ง ข้าพูดประโยคหนึ่ง แปลกใหม่ยิ่งนัก
เจ้าว่าคนชนบทไม่พิถีพิถัน แม่สื่อสามารถพาฝ่ายชายมาดูตัวกับครอบครัวฝ่ายหญิงถึงเรือน ทั้งยังให้เวลาหนุ่มสาวพบปะทำความรู้จักกันสักครู่ แต่ก็หาได้ไม่พิถีพิถันเอาเสียเลย ศิลปะการพูดจาก็สำคัญ หากพูดจาโดยไม่คิดอาจเจรจากันจนขัดแย้งผิดใจกันได้
ก่อนหน้านี้แม่สื่อเป็นคนนำคำพูดมาบอกต่อ จริงหรือเท็จ ผู้ใดก็ไม่ทราบแน่ชัด
หลังจากสองฝ่ายฟังคำแม่สื่อก็จะตรวจสอบกันและกันเสียก่อน สืบข่าวจากทั่วสารทิศ จากนั้น เมื่อคิดว่าใช้ได้ก็จะเข้าสู่ขั้นถัดไป ให้แม่สื่อนัดหมายมาดูตัว
ถึงตอนดูตัวก็ไม่ใช่สนามที่แม่สื่อเป็นผู้เล่นหลักแล้ว แม่สื่อรับหน้าที่ดำเนินการจัด ส่วนบิดามารดาของฝ่ายชายและฝ่ายหญิงเจรจากันเอง
ถ้าเจรจากันเป็นที่พอใจก็จะเข้าสู่ขั้นถัดไป ให้หนุ่มสาวสองฝ่ายพบหน้ากัน
ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอน ‘การเจรจากัน’ ระหว่างจูซานเสิ่นจูซื่อเสิ่น และหลิวเหล่าไท่หลิวเอ้อร์เสิ่น พวกนางพูดคุยเกี่ยวกับชีวิตประจำวันทั่วไปพลางหยั่งเชิงฝ่ายตรงข้ามไปด้วย
จูซานเสิ่นและจูซื่อเสิ่นแน่ใจแล้วว่าฝ่ายหญิงไม่ถือสาที่ในอนาคตจูซานจ้วงและจูซื่อหู่จะช่วยกันดูแลผู้อาวุโสของครอบครัว ในใจนึกโล่งอกแล้วถอนหายใจออกมา บอกว่าแม่นางสกุลหลิวเป็นลูกสาวที่ดี ไม่รู้ว่าจะมีวาสนาได้แม่นางน้อยที่งดงามเช่นนี้มาเป็นลูกสาวครึ่งหนึ่งหรือไม่
ลูกสาวครึ่งหนึ่งหมายถึงลูกสะใภ้
หลิวเหล่าไท่กล่าวพร้อมยิ้มตาหยี “เรื่องนี้ต้องดูวาสนาของพวกเด็ก ๆ พวกเราไม่อาจเออออกันเอง หากพวกเขาไม่ถูกใจ พวกเราร้อนใจไปก็ไร้ประโยชน์”
“ใช่แล้วเจ้าค่ะ จะทะเลาะกันไปชั่วชีวิตหรือร่วมชีวิตกันอย่างสงบสุข คนเป็นพ่อแม่ใครบ้างไม่หวังให้ลูกชายลูกสาวของตัวเองได้มีชีวิตที่สงบสุข? เรื่องนี้ไม่มีปัญหา” จูซานเสิ่นยิ้มพลางดึงจูซานจ้วงออกมาอีกครั้ง “นี่คือลูกชายข้า พวกท่านพินิจพิจารณาได้เต็มที่ ข้ารับรองได้ว่าเขาเป็นเด็กดี วันหน้าจะต้องเป็นสามีที่ดีที่ทะนุถนอมภรรยาแน่นอน”
หลิวเหล่าไท่ชมเชยพอเป็นพิธี จากนั้นก็เรียกหาหลิวเยี่ยนที่อยู่ในห้องครัว “เยี่ยนเอ๋อร์ ยกน้ำหวาน”
อันว่า ‘น้ำหวาน’ ก็คือน้ำเปล่าที่เติมน้ำตาลลงไป เป็นการบอกเป็นนัยต่อแม่นางในเรือน รวมถึงผู้ที่มาดูตัวว่า ‘ถูกใจ’ แล้ว
ส่วนว่าแม่นางผู้นั้นจะยกน้ำหวานออกมาหรือไม่นั้นกลับเป็นอีกเรื่องราวหนึ่ง
ถ้านางออกมาก็แสดงว่านางต้องการจะดูตัวต่อไป ถ้าไม่ออกมาก็หมายความว่า ‘ยกน้ำส่งแขก’ สิ้นสุดแต่เพียงเท่านี้นั่นเอง
คนในครอบครัวถูกใจแล้ว แต่แม่นางน้อยไม่ยินดีก็ถือว่าการดูตัวครั้งนี้ล้มเหลว
แต่ใช่ว่าเด็กสาวทุกคนจะมีสิทธิ์เช่นนี้ บิดามารดาที่ท่าทีแข็งกร้าวไม่สนใจความสมัครใจของลูกสาวจะลุกขึ้นไปยกน้ำหวานออกมาเองชามหนึ่ง เรื่องนี้ก็นับว่าถูกกำหนดแน่นอนแล้ว
เรื่องทำนองนี้ใช่ว่าจะไม่เคยเกิดขึ้น
เย่อวี๋หรานนั่งอยู่บนม้านั่ง คอยมองสีหน้าของคนสกุลหลิวอยู่ตลอด ทั้งยังคอยสังเกตพฤติกรรมของพวกเขา
เปิดเผยตรงไปตรงมา ปราศจากท่าทีกังวลใจใด ๆ
หรือก็หมายความว่า พวกนางยกสิทธิ์ในการตัดสินใจให้ลูกสาวในบ้านอย่างแท้จริง ไม่ใช่เสแสร้งแกล้งทำ
เย่อวี๋หรานลอบตะลึง นี่เป็นครอบครัวที่รักเอ็นดูลูกสาวปานไหนกัน ถึงได้มอบอำนาจใหญ่ปานนี้ให้แก่ลูกสาว?
แม้นางจะเอ็นดูลูกสาวเช่นกัน ทั้งยังกล้าพูดว่ายุคสมัยนี้เกรงว่าคงไม่มีใครทำได้เท่านางอีกแล้ว คิดไม่ถึงว่าวันนี้จะได้มาพบเข้า รู้สึกค่อนข้างเหนือความคาดหมาย
“เจ้าค่ะ ท่านแม่…” หลิวเยี่ยนขานรับ คล้ายจะขัดเขินจนกระทืบเท้า
ขานรับแสดงว่าจะออกมา แต่ไม่ได้รับออกมาตรง ๆ แสดงว่าแม่นางผู้นั้นเขินอายจนต้อง ‘วอนนาง’
แม่สื่อยิ้มพราย ถึงคราวที่นางจะลงสนามแล้ว นางเริ่มร้องเพลงพื้นบ้าน ‘วอนนาง’ ทันที
“แม่นางเอยเขินอายไปไย ตรงนี้มีหนุ่มน้อยรูปงามหล่อเหลา ฐานะพอใช้มารับขวัญใจ
แม่นางเอยโปรดอย่าเฉยเมยเฉไฉ ตรงนี้มีหนุ่มน้อยสัตย์ซื่อจริงใจ ใคร่หวังวาสนาแม้ห่างกันพันลี้ยังได้พบพาน
แม่นางเอยโปรดอย่ารอช้า ตรงนี้มีหนุ่มน้อยร้อนใจนักหนา ปรารถนาได้พบบนสะพานสี่เชวี่ย [1]
แม่นาง แม่นางเอย แง้มม่านพบพักตร์พริ้มเพรางาม น้ำหวานหนึ่งชามสื่อความนัย หวังเพียงพี่ยาจริงใจไม่หลอกลวง…”
นั่นคือเพลงพื้นบ้านรูปแบบหนึ่ง แทนที่จะบอกว่าร้อง ไม่สู้บอกว่าท่อง แต่เนื่องจากกอปรด้วยจังหวะจะโคนจึงน่าสนใจไม่น้อย
เย่อวี๋หรานได้ฟังสิ่งแปลกใหม่อีกครั้ง นางค้นหาจากในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมก็พบว่ามีเพลงท่อนนี้อยู่จริง ๆ
แต่อันหนึ่งคือความทรงจำ อันหนึ่งคือได้สดับฟังด้วยตนเอง ความรู้สึกนั้นต่างกันอย่างมาก
รอจนแม่สื่อร้องจบ หลิวเยี่ยนที่หน้าแดงก่ำก็ยกถาดเดินชดช้อยออกมาจากในห้องครัว
ดวงหน้างามซับสีเรื่อ สายตาขวยเขินกวาดผ่านร่างจูซานจ้วงไปอย่างสะเทิ้นอาย คล้ายอยากมองแต่ก็ไม่กล้ามอง ไม่ทราบว่าฝากความหวั่นไหวทิ้งไว้ในจิตใจของผู้ใด
[1] สะพานสี่เชวี่ย 鹊桥 มาจากตำนานเรื่องหนุ่มเลี้ยงวัวสาวทอผ้า สาวทอผ้าเป็นเทพธิดาสวรรค์ แต่ไปพบรักกับหนุ่มเลี้ยงวัวที่เป็นมนุษย์ ทั้งคู่แต่งงานและมีลูกด้วยกัน เมื่อความรู้ไปถึงเจ้าแม่ซีหวังหมู่ (มารดาของสาวทอผ้า) ก็ทรงพิโรธยิ่งนัก เรียกสาวทอผ้ากลับสวรรค์ หนุ่มเลี้ยงวัวตามไปหาภรรยาแต่ก็ถูกกีดกั้นด้วยทางช้างเผือก ทั้งสองจึงได้แต่มองหากันอย่างโศกเศร้า นกสี่เชวี่ยที่สงสารคนทั้งคู่จึงมารวมตัวกันเป็นสะพานให้พวกเขาได้มาพบกันปีละครั้งในวันที่ 7 เดือน 7 (ภายหลังยังให้วันนี้เป็นเทศกาลแห่งความรักของจีน หรือวันชีซี)