ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 41 มีคนแอบฟังอีกแล้ว
บทที่ 41 มีคนแอบฟังอีกแล้ว
หลินซื่อเห็นพ่อแม่สามีไปทางท้ายเรือนก็ห้ามใจไม่ไหว อาศัยช่วงที่ไม่มีใครสนใจแอบตามไปท้ายเรือนด้วย
ทว่านางหละหลวมไปบ้าง ลืมนึกถึงหลี่ซื่อที่มักจะจ้องจับผิดนาง ด้วยเหตุนี้ เมื่อนางเพิ่งปลีกตัวจากไป หลี่ซื่อก็ตามหลังมาติด ๆ
หลี่ซื่อยังนึกในใจว่า จุ๊ ๆๆๆ…ดูซิ พฤติกรรมแย่ ๆ นอกลู่นอกทางในคราวนั้นผ่านไปไม่นานก็กำเริบเสิบสานขึ้นมาอีกแล้ว ดูท่าบทเรียนที่แม่สามีมอบให้ตอนนั้นคงจะยังไม่พอ!
ข้าจะต้องจับเจ้าให้ได้คาหนังคาเขา ให้ท่านแม่สั่งสอนเจ้าให้หลาบจำ
หลี่ซื่อทันได้ยินประโยคนั้นของพ่อสามีเข้าพอดี ‘ข้าพูดเรื่องสอนหนังสือให้ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าต่างหาก เจ้าคงไม่ได้คิดจะส่งพวกเขาไปที่สำนักศึกษาจริง ๆ หรอกใช่ไหม?’
หลี่ซื่อที่ตระเตรียมจะเปิดโปงหลินซื่อพลันพูดไม่ออก
อะไรนะ?! สำนักศึกษา?!
นี่เป็นเรื่องที่แม้แต่จะคิดนางยังไม่กล้า หลี่ซื่อนึกถึงทารกในครรภ์ก็รู้สึกตื่นตัวขึ้นมา
ถ้าต้าเป่ากับเอ้อร์เป่ากล้าเข้าสำนักศึกษา นางเองก็กล้าโวยวายให้แม่สามีส่งทารกในครรภ์ของนางเข้าสำนักศึกษาด้วยเหมือนกัน
ขณะที่หลินซื่อกำลังคิดว่าไม่ใช่ว่าครอบครัวไม่มีเงินหรอกหรือ ตอนแต่งข้าเข้ามา กระทั่งสินสอดก็ยังไม่ยอมให้ เหตุใดจึงมีเงินมาส่งเสียลูกชายสองคนของพี่สะใภ้ใหญ่ไปสำนักศึกษา?
ข้าคงไม่ได้ถูกหลอกกระมัง?
ข้าว่าแล้ว แม่สามีไม่ชอบข้า
จูอู่เจ้าคนไม่ได้เรื่องก็รู้จักแต่หลอกลวงข้า ดูเอาเถอะว่าเย็นนี้ข้าจะจัดการเจ้าอย่างไร
ขณะนั้นจูอู่ที่กำลังพูดคุยเรื่อยเปื่อยกับพวกพี่ชายพลันจามขึ้นมา และบ่นพึมพำว่า “ใครกำลังคิดถึงข้ากัน?”
“หนึ่งครั้งคิดถึง สองครั้งก่นด่า สามครั้งพร่ำเพ้อหา มีคนคิดถึงเจ้าแน่ะ” จูซานหยอกเย้า
“ไปไหนก็ไปเลย!” จูอู่ต่อยหมัดใส่เขา พี่น้องทั้งหลายพลันครึกครื้นขึ้นมา
จูซื่อรีบปราม “ระวังหน่อย เตียงข้าเพิ่งจะซ่อมมาหมาด ๆ อย่าทำมันพังอีก ไม่อย่างนั้นเมียข้าได้มาคิดบัญชีกับข้าแน่”
“ฮ่า ๆๆๆ…เจ้าสี่ เจ้านี่ขี้ขลาดจริง ๆ”
จูซื่อที่ถูกหัวเราะเยาะไม่สะทกสะท้านเลยสักนิด และยังพูดขึ้นว่า “ขี้ขลาดก็ขี้ขลาดสิ ดีกว่าไม่มีเตียงนอนก็แล้วกัน”
ยามนั้นจูปาเม่ยกลับไปที่ห้อง อาศัยช่วงที่ไม่มีใครอยู่ล้วงกำไลเงินวงนั้นออกมาอย่างทะนุถนอม ชื่นชอบจนวางมือไม่ลง
ครั้นนึกถึงคนที่มอบกำไลเงินวงนี้ให้ ดวงหน้าก็พลันแดงขึ้นมาเสียอย่างนั้น
เคราะห์ดีที่เย่อวี๋หรานไม่อยู่ที่นี่ มิฉะนั้นเป็นต้องโมโหแน่ มารดามันเถอะ จูปาเม่ยเพิ่งจะสิบขวบเองนะ คนหน้าไม่อายคนไหนบังอาจมาทำร้ายผู้เยาว์ลับหลังนาง?!
นางจะต้องลากเขาออกมาให้ได้ แล้วทำลายขาที่สามของคนคนนั้นทิ้งซะ
แน่นอนว่าเย่อวี๋หรานไม่ได้อยู่ที่นี่ นางรู้แค่ว่าจูปาเม่ยมีความเคลื่อนไหวบางอย่าง แต่ยังไม่มีหลักฐานชัดเจน
เวลานี้นางถูกจูเหล่าโถวเรียกตัวออกไปพูดคุย ฟังเหตุผลกองพะเนินของเขา และฟังเข้าใจอยู่ประโยคเดียวว่าครอบครัวพวกเราจนเกินไป ไม่มีปัญญาส่งเด็กเรียนหนังสือ เพราะฉะนั้นเจ้าก็ควรหยุดทำเรื่องไร้สาระพวกนี้ได้แล้ว
“เจ้าพูดเองว่าในครอบครัวนี้ให้ข้าเป็นคนตัดสินใจไม่ใช่หรือ แล้วจะมาพล่ามแบบนี้อยู่ทำไม?” เย่อวี๋หรานสิ้นเปลืองกำลังไม่น้อยจึงนึกถึงเรื่องราวหนึ่งระหว่างเจ้าของร่างเดิมกับจูเหล่าโถวขึ้นมาได้
ปีนั้นเป็นปีที่ผู้เป็นนายจะขายเจ้าของร่างเดิมออกไป สิ่งที่นางสามารถเลือกได้มีไม่มาก แต่สาเหตุที่เลือกจูเหล่าโถวคนขี้ขลาดผู้นี้จากตัวเลือกที่มีอยู่อย่างจำกัดก็คือคำสัญญานี้เอง ‘ขอเพียงเจ้าสมัครใจไปกับข้า ต่อไปเรื่องใหญ่น้อยในครอบครัวล้วนฟังเจ้าทุกอย่าง’
เจ้าของร่างเดิมอยู่ในเรือนของนายน้อยก็โดดเด่นกว่าใครมาตลอด นิสัยของนางมีแต่จะให้คนอื่นฟังนาง ไฉนเลยที่นางจะเคยฟังคำของคนอื่น
ดังนั้นในยามที่คนอื่น ๆ ให้คำมั่นกับเจ้านายของนางว่าหลังพานางกลับไปแล้วจะ ‘กำราบ’ นางให้ดี นางจึงเลือกเจ้าคนขี้ขลาดผู้นี้เพราะหมายจะเป็นใหญ่ในเรือนสักครา
น่าเสียดายยิ่งนัก เจ้าของร่างเดิมเหมือนจะคาดเดาสถานการณ์ทางบ้านของจูเหล่าโถวผิดไป คิดเพียงว่าเขาสามารถออกไปรับจ้างได้ แม้ฐานะทางบ้านไม่ดีก็คงจะไม่ย่ำแย่เกินไปนัก แต่กลับคิดไม่ถึงว่าจูเหล่าโถวจะยากจนข้นแค้นจนแทบจะไม่มีกางเกงขาสั้นใส่อยู่แล้วถึงได้ออกไปรับจ้างทำงานข้างนอก
จุดมุ่งหมายของจูเหล่าโถวนั้นแสนเรียบง่าย ครอบครัวยากจนก็ใช้แรงงานแลกเงินมาสู่ขอภรรยากลับเรือน
คิดไม่ถึงว่ามาครั้งแรกก็ได้พบเจ้าของร่างเดิมซึ่งเป็นสาวใช้ที่กำลังจะถูกขายออกมาคนนี้ เขาไม่สนใจว่านางจะปราศจากมลทินหรือไม่ ทราบเพียงแค่ว่าสตรีผู้นี้สามารถคลอดลูกได้
ชีวิตจูเหล่าโถวค่อนข้างเรียบง่ายเช่นเดียวกับชาวนายากจนทั้งหลาย ความคิดจิตใจมีอยู่เรื่องเดียวก็คือ ‘ให้กำเนิดลูกชาย’
แล้วก็เป็นอย่างที่เย่อวี๋หรานเดาไว้ จูเหล่าโถวสามารถอดทนอดกลั้นต่อเจ้าของร่างเดิมมาได้หลายปีขนาดนี้ก็เพราะนางอาศัยแรงฮึดสำเร็จการใหญ่ คลอดลูกชายออกมาให้เขาถึงเจ็ดคน ทั่วหมู่บ้านสกุลจูไม่มีใครมีลูกชายมากเท่าเขาอีกแล้ว
เย่อวี๋หราน “…”
จังหวะของแม่หมูเช่นนี้ คนทั่วไปจะเทียบได้หรือ?
จูเหล่าโถวพยายามทุกวิถีทางแล้ว หวังว่านางจะเข้าใจสถานการณ์ของครอบครัว และหยุดทำเรื่องไร้สาระเสียที แต่เย่อวี๋หรานกลับพูดว่า “ครอบครัวนี้ข้าเป็นคนตัดสินใจ!”
“เจ้าคิดจะทำให้คนทั้งบ้านต้องอดตายหรือ?” จูเหล่าโถวเห็นนางพูดไม่รู้เรื่องก็โมโห ถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“เจ้าทำนามาทั้งชีวิต คนในครอบครัวเคยได้กินอิ่มหรือไม่?” เย่อวี๋หรานถามกลับอย่างไม่ไว้หน้า “ทำไมตอนนั้นข้าถึงล้ม? ยังไม่ใช่เพราะครอบครัวยากจน เมียเจ้าสี่อุ้มท้องโตขนาดนั้น กระทั่งจะกินไข่สักฟองยังต้องไปแอบข้ากินหรอกหรือ? ถ้าทุกคนได้กินอิ่ม มีไข่กิน ใครยังจะมัวมาขโมยกินอยู่อีก?”
“ข้าจับตามองอยู่ทั้งวี่ทั้งวันก็เพราะกลัวพวกนางจะขโมยกินนี่แหละ แล้วมันมีประโยชน์ไหม?”
“ในเรือนเราก็มีของกินอยู่น้อยนิดเท่านี้ยังจะทำให้ใครกินอิ่มได้? วัน ๆ กินแต่โจ๊กเปล่า ไม่เห็นหรือว่าเมียเจ้าสามยังหนีกลับบ้านเดิม จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่กลับมา?”
“คนไม่รู้คงคิดว่าครอบครัวสกุลจูเราเลี้ยงลูกสะใภ้ไม่ไหว นางถึงได้กลับบ้านเดิมไป แบบนี้เจ้ามีหน้ามีตามากเลยสินะจูเหล่าโถว?”
จูเหล่าโถวชี้หน้านาง โมโหจนนิ้วมือสั่นสะริก “แล้วข้าไม่ได้ทำนา? ไม่ได้ทำงานงก ๆ อยู่ทุกวันหรือ? ครอบครัวใหญ่ขนาดนี้เจ้าคิดว่ามันง่ายนักเรอะ? เจ้าดูเอาเถอะว่าในหมู่บ้านมีครอบครัวไหนเลี้ยงลูกชายหลายคนจนโตมาได้เหมือนครอบครัวเราบ้าง?”
“เฮอะ! เจ้าแน่ใจนะว่าเจ้าเป็นคนเลี้ยงลูกมาจนโต? ถ้าไม่ใช่เพราะข้าเอาเครื่องประดับที่แอบพกติดตัวมาด้วยไปแลกเงินมาจุนเจือครอบครัวเป็นบางครั้งบางคราว ลูกชายเจ้าคงตายไปหลายคนแล้ว”
“เจ้า…”
“พอเถอะ ข้าเข้าใจความหมายของเจ้าแล้ว” เย่อวี๋หรานทำให้เขาโมโหจริง ๆ แล้ว จึงรีบผ่อนคลายบรรยากาศ “เจ้าก็แค่กลัวว่าครอบครัวจะไม่มีกินไม่ใช่หรือ? ข้าลองใคร่ครวญแล้ว พวกเราไม่อาจทำนาอย่างเดียว ต้องคิดหาทางออกอื่นด้วย ข้าสอนความรู้ให้ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าก็ไม่แน่ว่าจะต้องส่งพวกเขาเข้าสำนักศึกษา แต่เจ้าลองคิดดู หากพวกเขารู้อักษรสักหลายตัว ไม่แน่ว่าอาจส่งพวกเขาไปเป็นเด็กฝึกงานในเมืองอะไรพวกนี้ก็เป็นได้ อย่างไรก็ดีกว่าต้องทำนาขาเปื้อนโคลนไปทั้งชีวิตกระมัง? เจ้าทำนามาทั้งชีวิตแล้ว ลูกชายของเจ้าก็ทำนา แต่ครอบครัวเรามีที่ดินอยู่สักกี่หมู่?”
“เจ้าดูเอาเองว่าปกติเจ้าพาพวกเขาไปทำนา มีสักกี่คนที่ลงแรงทำจริงจัง?”
“สมาชิกในครอบครัวเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่ที่นากลับมีอยู่แค่นั้น ที่นาหนึ่งหมู่เจ้าสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เท่าที่นาสิบหมู่ไหม? นั่นเป็นไปไม่ได้”
จูเหล่าโถวเงียบ เขาจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าที่นาหนึ่งหมู่สร้างผลผลิตออกมาได้เท่าไหร่? ตอนพาลูกชายหลายคนไปทำงาน คนไหนลอบเกียจคร้าน คนไหนทำงานจริงจัง เขาย่อมกระจ่างแจ้งกว่าใคร
แต่ครอบครัวก็มีที่นาอยู่เท่านี้ พวกเขาแอบอู้ก็ยังทำงานเสร็จ เขาจึงลืมตาข้างหนึ่งปิดตาข้างหนึ่ง คร้านจะสนใจ
อย่างไรเสีย ขอแค่ทุกคนทำงานเสร็จก็พอแล้ว
แต่ว่า…
“นอกจากทำนาแล้วยังจะทำอะไรได้?” เขาพูด “หรือจะให้พวกเขาออกไปรับจ้างทำงานเหมือนข้าในปีนั้น? รับจ้างก็ทำเงินได้ไม่เท่าไหร่ แค่พอเลี้ยงตัวเอง เสื้อผ้าอาหารล้วนต้องใช้เงิน แต่งเมียคลอดลูก ทุกอย่างต้องใช้เงินทั้งนั้น…”