ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 53 โจรกระจอก
บทที่ 53 โจรกระจอก
“เสี่ยวเม่ย…” เย่อวี๋หรานไม่สนใจเฉาเหล่าลิ่วที่อยู่บนพื้น รีบแหวกผ้าม่านรถม้าออกทันที
สภาพของจูปาเม่ยดูอเนจอนาถยิ่งนัก มือเท้าของนางล้วนถูกมัดเอาไว้ ปากก็ถูกอุดไว้ด้วยเช่นกัน
เรื่องดีเพียงหนึ่งเดียวก็คือมีนางเพียงคนเดียวที่ยังมีสติอยู่ ส่วนคนอื่น ๆ ล้วนหมดสติไปแล้ว
เย่อวี๋หรานช่วยจูปาเม่ยออกมาอย่างเงอะงะ ดึงผ้าเช็ดหน้าที่อุดปากนาง และแกะเชือกที่มัดบนร่างนางทิ้งไป
“ท่านแม่…” ครั้นเห็นผู้เป็นแม่ จูปาเม่ยก็ร้องไห้โฮออกมาอย่างน่าเวทนา
“ฮือ ๆ…ข้านึกว่าจะไม่ได้เจอท่านอีกแล้ว!”
“ท่านแม่ ข้ากลัวยิ่งนัก!”
“ท่านแม่ ข้าผิดไปแล้วเจ้าค่ะ ต่อไปข้าไม่กล้าที่จะไม่เชื่อฟังท่านอีกแล้ว”
“ฮือ ๆๆ…คุณชายหม่าผู้นั้น เขาเป็นพวกค้ามนุษย์ เขาหลอกข้า เขาเอากำไลเงินปลอม ๆ มาให้ข้า”
“เขาเอากำไลเงินของปลอมมาให้ข้าได้อย่างไรกัน? ฮือ ๆๆ…ทำกันเกินไปแล้ว! ข้าปวดใจยิ่งนัก!”
ฟังถึงท่อนท้าย ๆ เย่อวี๋หรานก็รู้สึกว่ามุมปากกระตุก ตกลงว่าเจ้าเสียใจเรื่องที่เกือบจะถูกลักพาตัวไป หรือปวดใจที่อีกฝ่ายเอากำไลปลอมมาให้เจ้ากันแน่?
“อะแฮ่ม!” กานอี้เซียนยืนอยู่ข้างหลังอย่างกระอักกระอ่วน เขากระแอมเสียงเบา “พวกเขาแค่สลบไปชั่วคราว พวกเจ้ารีบหาเชือกมามัดพวกเขาไว้ก่อนดีกว่าหรือไม่?”
จูปาเม่ยไม่คิดมาก่อนว่านอกรถม้ายังมีคนอื่นอยู่อีก ทั้งยังเป็นคุณชายหนุ่มน้อยผู้สง่างาม ชั่วขณะนั้นก็แทบสำลักน้ำตาตัวเอง พลางร้องว่า “กรี๊ด มีผู้ชายแปลกหน้า!”
เย่อวี๋หรานปิดผ้าม่านรถม้าลงด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ “เอาล่ะ หยุดร้องได้แล้ว รีบจัดแจงตัวเอง พวกข้าจะมัดโจรค้ามนุษย์พวกนี้ไว้ แล้วเจ้าก็ไปบอกกล่าวกับคนในหมู่บ้าน พวกข้าสองคนจัดการผู้ชายสองคนนี้ไม่ไหวหรอกนะ” จากนั้นก็ไม่สนใจจูปาเม่ยที่เช็ดหน้าเช็ดตาอยากจะแก้ไขความประทับใจใหม่อีกครั้ง
นอกจากจูปาเม่ย บนรถม้านี้ยังมีแม่นางน้อยเยาว์วัยอีกสามคน คนหนึ่งเป็นคนหมู่บ้านสกุลจู เย่อวี๋หรานค้นหาในความทรงจำเจ้าของร่างเดิมก็จำได้ว่าคือลูกสาวของจูเหวินรุ่ย
เย่อวี๋หรานสอบถามจูปาเม่ย จึงทราบว่าแม่นางน้อยสามคนนี้ ‘นอนหลับ’ มาตั้งแต่ก่อนที่นางจะขึ้นไปบนรถม้า คาดว่าน่าจะถูกวางยาสลบ ไม่อาจฟื้นขึ้นมาในเร็ว ๆ นี้
นางเริ่มเคลื่อนย้ายเด็กสาวที่ยังคงไม่ได้สติเหล่านั้น ปลดเชือกบนร่างของพวกนางแล้วเอาไปมัดผู้ร้ายค้ามนุษย์ทั้งสองคน
“เสี่ยวเม่ย เจ้าไปบอกจูเหวินรุ่ยให้มารับคน แอบไปอย่างเงียบ ๆ อย่าให้คนอื่นรู้”
“เจ้าค่ะท่านแม่ ข้าทราบแล้ว” จูปาเม่ยกระโดดลงมาจากรถม้าแล้วมองกานอี้เซียนด้วยสีหน้าแดงระเรื่อ น่าเสียดายที่กานอี้เซียนไม่ได้มองนาง แต่กำลังช่วยเหลือคนอื่น ๆ อยู่กับเย่อวี๋หราน
นางกระทืบเท้าอย่างหงุดหงิด วิ่งกลับไปที่หมู่บ้านสกุลจูอย่างว่องไวราวกับโผบิน
ผ่านไปไม่นาน จูเหวินรุ่ยก็พาพี่ใหญ่ของเขารวมถึงลูกชายอีกสองคนมาถึง
ครั้นเขาเห็นจูเสียวเสวี่ยผู้เป็นลูกสาวที่ยังคงสลบไสลอยู่บนรถม้า ผู้ชายอกสามศอกคนหนึ่งก็ถึงกับตาแดงขึ้นมา รีบแสดงความขอบคุณต่อเย่อวี๋หราน
ถ้าไม่ใช่เพราะนาง ลูกสาวคนหนึ่งหายไปตั้งแต่เมื่อใด เขาก็คงไม่รู้
แม้จะเป็นบุรุษชาวไร่ชาวนา แต่เขาก็ค่อนข้างให้ความสำคัญกับลูกชายมากกว่าลูกสาว ทว่าจิตใจคนสร้างขึ้นมาจากเลือดเนื้อ ทั้งยังเป็นสายเลือดของตนเอง ลูกสาวคนหนึ่งที่เลี้ยงมาตั้งแต่ยังแบเบาะจนโตเท่านี้ จะไม่มีความผูกพันต่อกันเลยได้อย่างไร?
“เอาล่ะ ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว พวกท่านก็อย่าเอะอะไป พาคนกลับไปก็พอ” เย่อวี๋หรานพูด “ถึงตอนนั้นก็อย่าพูดเรื่องพวกค้ามนุษย์ ให้บอกว่าพวกท่านจับได้ว่าพวกเขาเป็นโจรลักเล็กขโมยน้อยเข้าโดยบังเอิญ พวกเขาจะหนี ทว่าสวรรค์มีตา ทำให้รถม้าของพวกเขาพลิกคว่ำ ดังนั้นจึงถูกพวกท่านจับเอาไว้ได้”
“ขอบคุณ ขอบคุณจูต้าเหนียง” เมื่อก่อนจูเหวินรุ่ยเพียงรู้สึกว่าภรรยาของจูเหล่าโถวดุร้ายป่าเถื่อนยิ่งนัก ไม่สนใจเหตุผลแม้แต่น้อย ไม่ใช่ภรรยาที่ดี ทั้งยังเคยสบประมาทว่าจูเหล่าโถวไม่มีศักดิ์ศรีลูกผู้ชาย จึงถูกสตรีคนหนึ่งสยบไว้ได้
ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะมีวันที่อีกฝ่ายมาช่วยชีวิตลูกสาวของตัวเองเอาไว้ เขาไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรเลยจริง ๆ
“ข้าไม่รู้ว่าแม่นางน้อยสองคนนั้นเป็นคนหมู่บ้านไหน ประเดี๋ยวรบกวนพวกท่านหามคนไปทางป่าฝั่งโน้น ตอนนี้เป็นตอนกลางวัน ทุกแห่งหนในหมู่บ้านล้วนมีสายตาจับจ้อง หามกลับไปจะต้องเจอผู้คนระหว่างทางแน่นอน รออีกสักพักเมื่อพวกนางฟื้นแล้วค่อยปล่อยให้กลับไปเอง หรือมิเช่นนั้นหลังฟ้ามืดแล้วพวกเราค่อยหามกลับไปจะปลอดภัยกว่า”
จากนั้นเย่อวี๋หรานก็ชี้ไปทิศทางหนึ่ง และพูดต่ออีกว่า “กลับไปบอกให้ภรรยาพวกท่านลองถามดูหน่อยเถอะว่ามีแม่นางน้อยจากหมู่บ้านอื่นมาเล่นที่หมู่บ้านสกุลจูของพวกเราบ้างหรือไม่ ถ้ามีก็ให้บอกว่ามาเล่นกับเสี่ยวเม่ยที่เรือนข้า แต่กลับไปกินของในเรือนจนทำให้ข้าโมโห ถูกข้าจับตัวไว้ ให้พวกเขารีบมารับคน ถ้าไม่มารับ ข้าจะไปเอาเรื่องถึงเรือนเอง”
“พูดแบบนี้ไม่ดีกระมัง?” จูเหวินรุ่ยลังเลอยู่บ้าง “ชื่อเสียงของจูต้าเหนียงเดิมทีก็ไม่ค่อยดีอยู่แล้ว ถ้าพูดไปแบบนั้น…” เกรงว่าต่อไปคงยากจะดีขึ้นได้ ผู้อื่นมาเล่นกับลูกสาวท่าน ท่านกลับไม่ชอบที่คนเขากินของในเรือน หลังจากนี้ใครจะกล้ามาเล่นกับแม่นางน้อยบ้านท่านอีก?
“ไม่พูดแบบนี้ ถ้าพวกเขามารับคนกลับไปไม่ทัน เด็กสาวอยู่ข้างนอกนานเกินไปจะทำให้ชื่อเสียงของพวกนางเสื่อมเสียได้ ไหน ๆ ชื่อเสียงข้าก็ย่ำแย่อยู่แล้ว ทั้งยังเป็นย่าคนแล้ว ข้าจะอย่างไรก็ได้ แต่แม่นางน้อยเหล่านี้อายุมากที่สุดก็เพิ่งจะสิบสามสิบสี่เท่านั้น ไม่แน่ว่าตอนนี้อาจกำลังดูตัวอยู่ก็ได้ ถ้าเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป พวกนางยังจะมีชีวิตอยู่ได้หรือ? เรื่องนี้พวกเราปล่อยให้เน่าสลายไปในท้องเถอะ เรื่องอื่น ๆ ก็ไม่ต้องพูดถึงอีก”
จูเหวินรุ่ยประทับใจยิ่งนัก คิดไม่ถึงเลยว่า ‘หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์’ ในสายตาพวกเขากลับเป็น ‘คนดี’ เช่นนี้ ชื่อเสียงไม่ดีนางเป็นคนแบกรับไว้ ส่วนชื่อเสียงดีงามกลับมอบให้พวกเขา
เขาพลันสาบานในใจว่าต่อไปนี้จะไม่ฟังคนพวกนั้นพูดจาเหลวไหลอีกแล้ว คนแบบจูต้าเหนียงจะเป็นคนไม่ดีได้อย่างไรกัน?
จะต้องเป็นแค่ข่าวลือแน่นอน
ผ่านไปสักพัก จูเหวินรุ่ยก็พาพี่ใหญ่และลูกชายสองคนไปงัดแผ่นไม้ของรถม้าออก หามจูเสียวเสวี่ยผู้เป็นลูกสาวและเด็กสาวอีกสองคนไปที่ป่าข้างทาง ส่งมอบคนให้กับพวกเย่อวี๋หราน ส่วนตนเองและคนอื่น ๆ ก็พา ‘โจรกระจอก’ เหล่านั้นกลับไปที่หมู่บ้าน
เขาก็อยากจะพาจูเสียวเสวี่ยกลับไปด้วยเหมือนกัน แต่รู้สึกว่าจูต้าเหนียงกล่าวได้ถูกต้อง ตอนนี้เป็นเวลากลางวัน หามลูกสาวกลับไปตอนนี้จะต้องถูกคนอื่นสังเกตพบความผิดปกติแน่นอน ไม่สู้ปล่อยให้นางรู้สึกตัวขึ้นเองเหมือนแม่นางน้อยสองคนนั้นดีกว่า หรือไม่อย่างนั้นก็รอฟ้ามืดก่อนแล้วค่อยว่ากัน
ภรรยาของจูเหวินรุ่ยย่อมรู้ดีว่าสามีของตนเองพาลูกชายสองคนออกไปทำอะไร สุดท้ายพบว่าพวกเขาจับตัว ‘โจรกระจอก’ กลับมา แต่ไม่พาลูกสาวกลับมาด้วย ก็ตกใจจนแข้งขาอ่อนยวบ
แต่นางก็ยังนับว่าสงบนิ่ง ทราบว่าเรื่องนี้ไม่อาจแพร่งพรายออกไป มิเช่นนั้นก็เท่ากับทำลายทั้งชีวิตของลูกสาว
หลายปีมานี้ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น นับวันผู้คนก็ยิ่งให้ความสำคัญกับชื่อเสียงทางฝั่งสตรีมากขึ้นเรื่อย ๆ พวกเขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากคล้ายตามกระแสของยุคสมัย
จูเหวินรุ่ยส่งสายตาให้ภรรยา แล้วก็ไปหาเจ้าหน้าที่ทางการ ส่งเรื่อง ‘โจรกระจอก’ เหล่านั้นให้เจ้าหน้าที่ไปจัดการต่อ
แน่นอนว่าพวกเขาไม่ได้ปิดบังเรื่องจริงต่อเจ้าหน้าที่ จึงแจ้งเรื่องราวทั้งหมดให้ทราบ จะได้ไม่จัดการเรื่องนี้เฉกเช่นเรื่องธรรมดาทั่วไป จนสุดท้ายอาจทำลายชื่อเสียงของเด็กสาวในหมู่บ้าน
เจ้าหน้าที่ฟังแล้วก็ทำความเข้าใจรูปคดีใหม่ ไม่ให้พวกเขากลับไปบอกกล่าวกับภรรยา แต่ส่งลูกสะใภ้คนหนึ่งของตัวเองไปแทน ป้องกันไม่ใช้คนนำสองเรื่องนี้มาปะติดปะต่อกัน ทั้งยังบอกให้ภรรยาของตนเองไปแจ้งเรื่องต่อเจ้าหน้าที่ในหมู่บ้านใกล้เคียงอีกด้วย
‘คุณชายหม่า’ ผู้นี้เป็นคุณชายเจ้าสำราญที่มาท่องเที่ยวในหมู่บ้านชนบท คนอื่นไม่ทราบเรื่อง แต่ในฐานะเจ้าหน้าที่ทางการ เขาทราบดีว่าคุณชายหม่าผู้นี้จ่ายเงินให้ครอบครัวไหน พักอยู่เรือนใคร ไปที่ไหนมาแล้วบ้าง
เขาไม่เหมือนเย่อวี๋หรานที่เดาสุ่มและต้องอาศัยโชค ดังนั้นต้องไปหมู่บ้านไหนบ้าง เขาย่อมมีเป้าหมายที่ชัดเจนอยู่ในใจแล้ว