ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 6 กินไม่อิ่ม
บทที่ 6 กินไม่อิ่ม
“แบ่งอาหารกันเถอะ” จูเหล่าโถวเห็นทุกคนนั่งเรียบร้อยแล้วก็ขยับลำคอขึ้นลงกลืนน้ำลาย
แม้ในห้องจะเงียบ แต่ไม่รู้ทำไมเย่อวี๋หรานกลับรู้สึกเหมือนทุกคนกำลังร่ำร้องอยู่ ทุกสายตาจับจ้องตะเกียบในมือนาง สายตาพวกเขาเคลื่อนไหวไปพร้อมกับตะเกียบ
“แต่ละคนเอาไปก่อนหกชิ้น ตอนนี้อย่าเพิ่งกิน ข้าสอนพวกเจ้าว่ากินอย่างไรก่อนค่อยเริ่ม”
จานตรงหน้าทุกคนมีแป้งกรอบเพิ่มมาหกชิ้น
ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าอย่างไรก็ยังเล็กอยู่ก็อดใจไม่ไหว แต่แค่พวกเขายื่นมือออกไปก็ถูกหลิ่วซื่อตีเพียะ
“ท่านแม่!” ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าน้อยเนื้อต่ำใจ ได้แต่หดมือกลับมา
เย่อวี๋หรานพูดกับหลิ่วซื่อ “เมียเจ้าใหญ่ เจ้าเอาตะเกียบมาจิ้มน้ำเชื่อมผลไม้สีแดงให้ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าชิมก่อนว่าชอบหรือไม่”
“ท่านแม่ ข้ายังไม่ได้กิน แล้วจะให้เด็กมันกินก่อนได้อย่างไร?” จูต้าพูดขึ้น
เย่อวี๋หรานมองเขา “เจ้านี่เรื่องเยอะจริง ข้าบอกว่าทำอย่างไรก็ทำอย่างนั้น”
จูเหล่าโถวจึงพูดขึ้น “ทำตามที่แม่เจ้าบอก”
ความจริงเขาก็ยังนึกสงสัย ทำไมไม่รีบกินข้าว ทำอะไรอยู่ จะทรมานกันหรือ?
เพียงแต่บนหน้าเขาเต็มไปด้วยรอยยับย่นที่เกิดจากการขัดเกลาของชีวิต ต่อให้อยากยิ้มก็ไม่ทราบว่าควรทำอย่างไรจึงจะสามารถแสดงสีหน้ายินดีออกมาได้
อย่างไรเสียเขาก็มีลูกชายมากขนาดนี้ ถึงจะภาคภูมิใจ แต่อยากจะเลี้ยงให้รอดทุกคนก็ต้องทุ่มเทมากกว่าคนทั่วไป
“เจ้าค่ะ ท่านแม่” หลิ่วซื่อใช้ตะเกียบแตะน้ำเชื่อมผลไม้ ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่ายื้อแย่งกันอ้าปาก
ต้าเป่า “หวาน”
เอ้อร์เป่า “เปรี้ยว”
“ตกลงหวานหรือเปรี้ยวกันแน่?” หลี่ซื่อมองตาปริบ ครั้นเห็นว่าถามเด็กสองคนนี้แล้วไม่ได้คำตอบ จึงได้แต่มองไปทางเย่อวี๋หราน “ท่านแม่ ข้าก็อยากชิมเหมือนกัน”
เย่อวี๋หรานไม่สนใจนาง พลางถามหลานชายต่อไปว่า “แล้วพวกเจ้าชอบหรือไม่?”
ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่ารีบพยักหน้าตอบ “ชอบ”
ยังอยากพยักหน้าให้มากกว่านั้นหน่อย แสดงให้เห็นว่าตนเองชอบมากแค่ไหน
เย่อวี๋หรานคาดว่ายุคโบราณน่าจะไม่มีของกินเล่นอะไร แม้นางจะรู้สึกว่าน้ำเชื่อมผลไม้ในจานนี้ทำออกมาได้ไม่ค่อยดีอยู่บ้าง แต่สำหรับพวกเขาแล้ว นี่กลับเป็นของอร่อยที่หากินไม่ได้ในยามปกติ
ดังนั้น สิ่งที่นางคิดเอาไว้ก็ถูกแล้ว อาหารการกินพวกนี้ไม่อาจใช้มาตรฐานของชาติที่แล้วมาตัดสิน แต่ต้องพิจารณาจากความคิดเห็นของทุกคน
“ชอบก็ดีแล้ว!” นางกล่าว “คนตัวโตคนอื่น ๆ หยิบแป้งกรอบขึ้นมาแบบนี้ ทาน้ำเชื่อมนิดหน่อย วางหัวไชเท้าฝอยลงไป ข้างบนเอาแป้งกรอบอีกอันประกบ…”
พูดพลางสาธิตวิธีกินที่ถูกต้องให้ทุกคนดู
“แบบนี้ก็กินได้แล้ว”
ไม่รอให้นางพูดว่านี่เป็นเพียงหนึ่งในวิธีกินเท่านั้น คนทั้งโต๊ะก็รอไม่ไหว เริ่มลงมือกินกันแล้ว
“…”
นางขอแบ่งกันกินอย่างมีความสุขได้ไหม? ไม่อย่างนั้นด้วยสภาพที่พวกเขาแย่งกันกินอย่างบ้าคลั่งเช่นนี้ นางคงกินข้าวไม่อร่อยแน่นอน
ในขณะที่หลี่ซื่อหยิบตะเกียบขึ้นมา ลองชิมน้ำเชื่อมสีแดงที่อยากกินมานาน “ที่แท้รสชาติเปรี้ยวอมหวานนี่เอง มิน่าล่ะ ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่า คนหนึ่งบอกเปรี้ยว คนหนึ่งบอกหวาน”
“ทำไมหวานล่ะ ใส่น้ำตาลด้วยหรือ?”
ความเคลื่อนไหวของจูซื่อรวดเร็วยิ่ง ไส้ผักในแป้งกรอบสองแผ่นแทบจะหกออกมา แต่เขาหัวไว เอาถ้วยมารองไว้ด้านล่างจะได้ไม่เสียของ
เขายัดเข้าไปในปากอย่างว่องไว รสเปรี้ยวหวานของน้ำเชื่อมผลไม้กับรสเค็มของหัวไชเท้าฝอยคลุกเคล้าเข้าด้วยกัน ทั้งยังมีกลิ่นหอมของไข่ไก่ รสชาตินั้นสุดยอดมากจริง ๆ
“อร่อย!”
กัดไปสามสี่คำ แป้งกรอบสองชิ้นที่ยัดไส้ผักก็ถูกเขาเอาเข้าปากจนหมด
ก็อร่อยอยู่หรอก แต่ว่ามีน้อยเกินไป แป้งกรอบหกแผ่นไม่กี่คำก็หมดแล้ว
จูซื่อมองไปทางหลี่ซื่อตาปริบ ฉวยจังหวะที่ไม่มีใครสนใจพูดเสียงเบาว่า “ขอแป้งกรอบเจ้าสักแผ่นได้ไหม?”
หลี่ซื่อเพิ่งกินแป้งกรอบไปได้สองแผ่น หากแต่โปรดปรานยิ่งนัก แล้วจะตัดใจแบ่งให้ได้อย่างไร?
นางรีบปิดป้องถ้วยกับจานอาหารของตัวเอง และมองเขาอย่างระแวง “ไม่ได้! ตอนนี้ข้ากินปากเดียวสองชีวิต ไม่ได้เด็ดขาด”
ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่ากินลำบากอยู่บ้าง พวกเขายังเด็ก ความเคลื่อนไหวยังไม่คล่องแคล่ว ไม่อาจทำแบบพวกผู้ใหญ่ที่กินแป้งกรอบยัดไส้ผักไปพร้อม ๆ กันได้
กินแป้งกรอบหมดไปแผ่นหนึ่ง เศษอาหารก็หกลงถ้วยตรงหน้าพวกเขาไปกว่าครึ่ง
พวกเขาไม่ใช้ตะเกียบอีกต่อไป ประคองถ้วยและใช้มือหยิบกินแทน
“ไม่ต้องรีบกินขนาดนั้น นี่คือแป้งกรอบ ไม่ใช่โจ๊ก กินมากไปเดี๋ยวอาหารไม่ย่อย” ไม่ใช่ว่าเย่อวี๋หรานพูดช้า แต่พวกเขากินกันเร็วเกินไป ตอนนี้นางยังกินแป้งกรอบแผ่นเดียวไม่หมดด้วยซ้ำ
“ท่านแม่ ข้าว่าไม่ใช่อาหารไม่ย่อยหรอก แต่เป็นทุกคนกินไม่อิ่มกันมากกว่า”
จูซานกินส่วนของตัวเองหมดแล้ว เขาก็เหมือนกับจูซื่อ ได้แต่มองคนที่ยังกินไม่เสร็จตาละห้อย
ที่แย่กว่านั้นก็คือจูซื่อยังดีที่มีภรรยาอยู่ด้วย เขาจึงขอเพิ่มจากภรรยาได้ แต่ภรรยาของเขากลับบ้านเดิมไปแล้ว คิดจะขอกับใครก็ยาก
เย่อวี๋หรานกินแป้งกรอบชิ้นแรกหมดคำสุดท้าย จากนั้นหยิบแป้งกรอบมาเพิ่มอีกสองชิ้น แบ่งเป็นชิ้นเล็ก ๆ วางไว้ในถ้วย เติมหัวไชเท้าฝอยกับน้ำแกงลงไป จากนั้นค่อย ๆ แบ่งแป้งกรอบให้ทุกคนอีกคนละสองแผ่น ยกเว้นต้าเป่ากับเอ้อร์เป่า
นางแบ่งพลางพูดว่า “ถ้ากินไม่อิ่มก็เปลี่ยนวิธีกิน บิเป็นชิ้น ๆ เติมน้ำแกง ดื่มน้ำแกงให้มาก กินแป้งกรอบให้น้อย ในเรือนมีอาหารอยู่เท่านี้ แต่มีคนเยอะ ยังห่างจากช่วงเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วงอีกพักใหญ่ หากไม่กินให้ประหยัดหน่อย ถึงยามเก็บเกี่ยวไม่มีข้าวกิน พวกเจ้าจะเอาเรี่ยวแรงจากไหนมาทำงาน?”
ถึงที่สุดนางก็ไม่อยากให้ทุกคนกินกันอย่างเต็มที่เกินไป แม้ว่านางจะมีนิ้วทองคำอยู่ แต่ก็จำเป็นต้องใช้เวลา
ตอนนี้ได้แต่รังแกพวกเขาไปก่อน รอจนนิ้วทองคำของนางแสดงประโยชน์ออกมาได้อย่างแท้จริง ถึงตอนนั้นค่อยให้พวกเขาได้กินอิ่มท้อง กลัวแต่ว่าเมื่อเวลานั้นมาถึง พวกเขาก็คงจะไม่อยากกินแล้ว
ทุกคนรู้สึกผิดหวัง แต่ก็ทราบว่าที่ท่านแม่พูดนั้นล้วนเป็นเรื่องจริง
แป้งกรอบสู้โจ๊กไม่ได้ แป้งกรอบใช้วัตถุดิบมาก ท่านแม่ทำตะกร้าใหญ่ขนาดนั้นจะต้องใช้เสบียงไปไม่น้อยทีเดียว
ถ้ากินหมดในมื้อเดียว มื้อต่อไปจะเป็นเมื่อไหร่ก็ไม่อาจทราบได้
โดยเฉพาะช่วงเก็บเกี่ยวหน้าสารท ถ้าไม่ได้กินอิ่มก็คงไม่มีแรงทำงานหนัก
สาเหตุที่จางเยียนผู้เป็นภรรยาของจูซานกลับบ้านเดิมไปตอนนี้ก็เพราะว่าครอบครัวสกุลจูกินแต่โจ๊ก นางรับไม่ไหวอยู่บ้าง จึงกลับเรือนไปกินอิ่มสักหลายมื้อแล้วค่อยกลับมาใหม่
เพราะเป็นแป้งกรอบสองแผ่นสุดท้ายแล้ว จูซานและจูซื่อจึงกินอย่างกระเบียดกระเสียรยิ่ง ไม่กล้าเอาอย่างท่านแม่ของพวกเขาที่บิแป้งกรอบสองแผ่นลงถ้วยในคราวเดียว แต่ค่อย ๆ แบ่งกินทีละแผ่น
ทั้งยังไม่รีบร้อนกินจนหมด แต่ละเลียดดื่มน้ำแกงช้า ๆ คีบหัวไชเท้าฝอยขึ้นมากิน ถ้าหนีบถูกแป้งกรอบเข้า ชิ้นใหญ่หน่อยก็วางคืนไป ชิ้นเล็ก ๆ ก็ช่างมันเถอะ กินลงไปทีเดียวพร้อมหัวไชเท้าฝอย
ความจริงแล้วแป้งกรอบแช่อยู่ในน้ำแกงไม่นานก็อ่อนร่วน เมื่อผสมกับน้ำแกงหัวไชเท้าฝอยก็ไม่ต่างจากกินโจ๊กเท่าไหร่นัก
ครั้นกินน้ำแกงหัวไชเท้าที่ผสมแป้งกรอบชิ้นเล็กชิ้นน้อยรวดเดียวไปสองถ้วย ทุกคนก็รู้สึกว่าอิ่มมาก!
ไม่ได้กินอย่างจุใจเท่านี้มานานแล้ว ถ้าทุกมื้อล้วนได้กินแบบนี้จะดีเพียงไหน?
แน่นอนว่านี่เป็นความคิดเท่านั้น
เย่อวี๋หรานสังเกตว่าแม้จูชีจะเป็นคนโง่งมคนหนึ่ง แต่เขาไม่ได้โง่งุ่มง่ามเหมือนในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม เขาไม่จำเป็นต้องให้ผู้อื่นป้อน เพียงนั่งอยู่สุดปลายโต๊ะอย่างสงบเสงี่ยม ประคองถ้วยของตนเอง ค่อย ๆ กินช้า ๆ
เขาหยิบแป้งกรอบขึ้นมา ทาน้ำเชื่อม ใส่ไส้ผัก ดื่มน้ำแกง…
เขาเพียงช้ากว่าทุกคนอยู่บ้าง แลดูเก้งก้างนิดหน่อย แต่ไม่ได้ทำอาหารหกเรี่ยราดสักน้อย ทั้งยังดูแลตัวเองได้เป็นอย่างดี