ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 67 แม่สามีมารับเจ้า
บทที่ 67 แม่สามีมารับเจ้า
ความเป็นอยู่ของครอบครัวหลินซานโก่วย่ำแย่เพียงนั้น ห้องย่อมเก็บเสียงไม่มิด
หลินซื่อที่อยู่ในห้องได้ยินทั้งหมดแล้ว แต่ไม่สะดวกใจจะเดินออกมาเอง ทว่าครั้นได้ยินมารดาเรียกตนเอง ก็ตัดสินใจรีบออกมา “เจ้าค่ะ ท่านแม่ ข้ามาแล้ว”
ตอนที่จวนจะถึงเบื้องหน้าเย่อวี๋หราน นางยังลดฝีเท้าลง ร้องทักเย่อวี๋หรานอย่างประจบเอาใจว่า “ท่านแม่”
ดียิ่งนัก แม่สามีมารับนางแล้ว นางคงไม่ถูกปลดแล้วใช่ไหม?
นางไม่เหมือนกับพี่สาว อย่างน้อยพี่สาวก็มีลูกแล้ว แต่นางเพิ่งจะแต่งเข้าไปได้ไม่กี่เดือน ยังเป็นสะใภ้หมาด ๆ อยู่เลย ถ้าถูกปลดเร็วขนาดนี้ ต่อไปนางยังจะมีหน้าไปพบผู้คนอีกหรือ?
“อืม!” เย่อวี๋หรานพยักหน้ารับอย่างเฉยเมย พลางถามนางว่าร่างกายเป็นอย่างไรบ้าง ได้หาหมอแล้วหรือยัง
แม้นางจะรู้ว่าด้วยฐานะครอบครัวของหลินซื่อไม่อาจหาหมอได้ แต่อะไรที่ควรถามก็ยังคงต้องถามออกไป
เมื่อหลินหมู่ได้ยินคำว่า ‘หมอ’ ก็พูดแทรกขึ้นมาอย่างกระอักกระอ่วนว่า “ขอโทษจริง ๆ จูต้าเหนียง หมู่บ้านสกุลหลินของพวกข้าไม่มีหมอ ดังนั้นเรื่องนี้…เรื่องนี้จึงชักช้าไปบ้าง”
นางไม่กล้าขอร้องให้เย่อวี๋หรานพาลูกสาวไปหาหมอ แต่นางก็ไม่อาจให้ลูกสาวแบกรับชื่อเสียงเลวร้ายได้ จึงบอกว่าหลินซื่อสุขภาพแข็งแรงมาตลอด ครั้งนี้เป็นเพียงเหตุสุดวิสัย ขอเพียงพักรักษาตัวให้ดี ผ่านไปไม่กี่ปีรับรองว่าต้องสามารถคลอดเด็กตัวอ้วนให้สกุลจูได้แน่นอน
คิดถึงลูกสาวคนโตที่คลอดออกมาได้เพียงลูกสาว หลินหมู่กลับพูดอย่างร้อนตัวอยู่บ้าง เพื่อให้ลูกสาวคนรองไม่ต้องกัดฟันพูดออกมาเอง
ในบทสนทนาเช่นนี้ ผู้ชายตัวโตอย่างหลินซานโก่วไม่สะดวกจะเข้ามาร่วมวงด้วย ได้แต่ร้อนใจตามอย่างเงียบ ๆ นึกทอดถอนใจว่าเหตุใดจูเหล่าโถวถึงไม่มาด้วยนะ? ถ้าจูเหล่าโถวมาด้วย เขายังพูดด้วยสักประโยคได้ ขอให้อีกฝ่ายช่วยพูดให้สักหน่อย…
หลินซื่อตระหนักถึงความร้ายแรงของเรื่องนี้ดี ไม่พูดอะไรก็คุกเข่าลงตรงหน้าเย่อวี๋หราน โขกศีรษะอย่างนอบน้อม “ท่านแม่ ข้าผิดไปแล้วเจ้าค่ะ ข้าไม่ได้ปกป้องลูกหลานสกุลจูให้ดี เป็นข้าที่ไร้ประโยชน์…”
นางตบหน้าตัวเองไปหนึ่งฉาด เบ้าตาแดงก่ำร่ำไห้พร้อมทั้งพูดว่า “ท่านแม่ ท่านตีข้า ด่าข้าเถอะเจ้าค่ะ ท่านจะให้ข้าทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น ขอแค่ไม่ปลดข้า ไล่ข้ากลับบ้าน ท่านแม่ ข้าสำนึกผิดแล้วจริง ๆ เจ้าค่ะ!”
“เจ้าร้องไห้ทำไม?” เย่อวี๋หรานคิดไม่ถึงเลยว่าถึงขั้นนี้แล้วหลินซื่อยังจะมาไม้นี้กับนางอีก พลันตีสีหน้าเย็นชา “ข้าก็เพิ่งพูดไปไม่ใช่หรือว่าข้ามารับเจ้ากลับเรือน ทำเสียราวกับว่าปกติข้าปฏิบัติต่อเจ้าอย่างโหดร้ายทารุณ ข้าเคยตีเจ้า ด่าเจ้าด้วยรึ? เจ้าพูดมาต่อหน้าพ่อแม่ของเจ้าให้ชัด ๆ”
หลินซื่อนึกว่าแม่สามีจะประคองนางลุกขึ้นทันทีเสียอีก กลายเป็นว่าแม่สามีกลับไม่พอใจเสียอย่างนั้น ทันใดนั้นก็รู้ว่าตนเองทำพังเสียแล้ว จึงรีบพูดอย่างร้อนรนว่า “เปล่าเจ้าค่ะ ท่านแม่ไม่เคยตีข้า ด่าข้า ข้า…ข้าแค่กลัว ข้าเสียลูกไป ข้ากลัวว่าท่านแม่จะโกรธ”
“เจ้าเสียลูกไป ข้าต้องโกรธอยู่แล้ว แต่เจ้าไม่ได้ตั้งใจเสียหน่อย ข้าจะโกรธก็ไม่มีทางโกรธมาถึงเจ้า เจ้าสบายใจได้ ข้าไประบายความโกรธใส่ย่าเจ้าทางโน้นแล้ว” เย่อวี๋หรานคิดถึงว่าหลินซื่อเพิ่งจะแท้งมา ไม่ควรคุกเข่าอยู่บนพื้นเย็น ๆ นานเกินไป จึงบอกให้นางลุกขึ้น
“อย่างนั้นท่านย่า…” หลินซื่อถามอย่างระมัดระวัง
ตั้งแต่เล็กจนโต ครอบครัวของนางถูกท่านย่ากดจนโงหัวไม่ขึ้น คราวนี้ถ้าไม่ใช่เพราะนางรีบร้อนกลับบ้านมารดา ท่านย่าของนางก็คงจะให้คนคุมตัวน้องสามกับน้องสี่ของนางไปขายแล้ว
แน่นอนว่าสิ่งที่ทำให้ท่านย่าของนางตกใจจนล้มเลิกความตั้งใจนั้นไม่ใช่นาง แต่เป็นคราบเลือดที่ไหลออกมาตอนที่นางแท้งลูกต่างหาก
“ตกลงกันแล้วว่าระหว่างที่เจ้าอยู่เดือน ค่ารักษาทั้งหมดนั้นให้ย่าเจ้าเป็นคนรับผิดชอบ” พูดถึงตรงนี้ เย่อวี๋หรานก็มองนางแวบหนึ่ง แล้วเอ่ยว่า “เจ้ากังวลว่าน้องสาวเจ้าสองคนจะถูกขายไม่ใช่หรือ ข้าปูทางให้เจ้าแล้ว บอกนางให้ส่งคนสองคนมาที่เรือนข้า จะได้มารับผิดชอบงานช่วงที่เจ้าไม่สบาย เจ้าก็ลองคิดดูว่าจะให้ทางนั้นส่งคนมา หรือให้น้องสาวสองคนของเจ้าไปแทน”
“ท่านแม่หมายความว่า…”
“ปกติฉลาดนักไม่ใช่หรือ? หากน้องสาวเจ้ามาทำงานให้ข้าที่เรือน ย่าเจ้ายังจะเอาน้องสาวเจ้าไปขายได้อีกรึ?”
พริบตานั้น หลินซื่อไม่รอให้หลินหมู่พูดอะไร นางก็รีบร้องเรียกน้องสามกับน้องสี่ออกมาทันที และดึงพวกนางเข้ามาคำนับเย่อวี๋หราน “ท่านแม่ ขอบคุณ! ขอบคุณท่าน! ขอบคุณท่านที่ช่วยเหลือน้องสาวทั้งสองคนของข้า มอบทางออกให้กับพวกนาง ฮือ ๆๆ…”
“ขอบคุณท่านอาจู”
“ขอบคุณท่านอาจู”
หลินซานยากับหลินซื่อยาต่างก็พากันร้องไห้ตามพี่สาว
บางทีพวกเด็ก ๆ อาจไม่เข้าใจ แต่หลินซื่อกระจ่างแจ้งแก่ใจยิ่งนัก แม่สามีดึงเรื่องนี้มาที่ตนเอง มิเช่นนั้นก็คงจะไม่พูดประโยคเมื่อครู่ออกมา
ก่อนนี้นางยังคิดว่าถ้านางจากไปแล้ว ไม่รู้ว่าบิดามารดาจะคุ้มครองน้องสามและน้องสี่ได้หรือไม่ แต่กลายเป็นว่าแม่สามีมอบทางออกของเรื่องนี้ให้แก่นาง
นางร่ำไห้พูดว่า “ท่านแม่ ชาติที่แล้วข้าจะต้องสั่งสมคุณงามความดีไว้ไม่น้อย จึงได้แต่งเข้าไปเป็นสะใภ้บ้านท่าน ท่านวางใจเถอะ ต่อไปข้าจะไม่หาเรื่องจับผิดหลี่ซื่ออีกแล้ว ทั้งจะไม่สร้างปัญหาให้ท่านอีก ท่านพูดอย่างไร ข้าล้วนทำตามโดยไม่บิดพลิ้ว”
หลินหมู่ซาบซึ้งใจยิ่งนัก ดวงตาแดงก่ำ ริมฝีปากสั่นระริก กล่าวขอบคุณเย่อวี๋หราน
เพียงแต่นางเป็นคนรุ่นเดียวกับเย่อวี๋หราน ลูกสาวสามคนล้วนคุกเข่าอยู่ นางไม่สะดวกจะคุกเข่า แม้นางเกือบจะคุกเข่าลงไปแล้วจริง ๆ ส่วนหลินซานโก่วสามีของนางผู้นั้น นางไม่หวังอะไรจากเขาแล้ว คนตาขาวไร้ประโยชน์เช่นนั้นไม่อาจปกป้องลูกสาวของนางได้
ความคิดของนางกับหลินซื่อต่างกันอยู่บ้าง นางคิดว่าสามารถหนีพ้นได้หนึ่งคนก็คือหนึ่งคน และปกป้องได้หนึ่งคนก็คือหนึ่งคน ลูกสาวคนโตกับลูกสาวคนรองกลายเป็นคนในครอบครัวผู้อื่นไปหมดแล้ว แม่เฒ่าหลินแตะต้องไม่ได้
ทั้งยังเพิ่งเกิดเรื่องราวเช่นนี้ แม่เฒ่าหลินก็คงจะไม่มาหาเรื่องทางนี้รวดเร็วถึงปานนั้น ดังนั้นนางตั้งใจไว้ว่าจะอาศัยช่วงเวลานี้ รีบหาวิธีหมั้นหมายให้ลูกสาวคนที่สามและคนที่สี่ เพื่อให้พวกนางมีทางรอดสายหนึ่ง
ทว่าในเวลาสั้น ๆ เช่นนี้ จะหาคนที่เหมาะได้อย่างไร?
ถ้าหาคนที่เหมาะสมไม่ได้จริง ๆ ก็ได้แต่พึ่งพาโชควาสนาของพวกนาง ปล่อยไปตามยถากรรมแล้ว แต่ถึงอย่างไรก็ดีกว่าถูกขายออกไปกระมัง?
“ขอบคุณ! ขอบคุณ! ขอบคุณ!” หลินหมู่ไม่รู้ว่าตนเองพูดขอบคุณไปกี่รอบแล้ว ทั้งยังไม่รู้ว่าควรแสดงความซาบซึ้งใจของตนเองออกไปอย่างไรดี
นางเพิ่งจะค้นพบเป็นครั้งแรกว่า บางทีการมีแม่สามีเข้มแข็งสักหน่อยก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร อย่างน้อยก็ช่วยคุ้มครองลูกสาวของนางได้ไม่ใช่หรือ?
ไม่เหมือนนางที่ไร้ประโยชน์
“เอาล่ะ ไม่ต้องคุกเข่าแล้ว แม่หนูสาม แม่หนูสี่ พี่รองของพวกเจ้าเพิ่งจะแท้งมา เป็นช่วงที่ต้องระวังสุขภาพ ประคองนางขึ้นมาเถอะ” สิ่งที่เย่อวี๋หรานต้องการไม่ใช่คำขอบคุณเหล่านี้ นางเพียงแต่เห็นใจสตรียุคนี้ คิดว่าตนเองสามารถดูแลได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น
เฮ้อ…ใครใช้ให้นางมีความสามารถเช่นนี้กันล่ะ?
“ท่านแม่ ท่านช่างเป็นคนดีจริง ๆ!” หลินซื่อยืมถ้อยคำของหลี่ซื่อมาใช้อย่างบริสุทธิ์ใจ เพราะนางเพิ่งค้นพบว่า อย่างน้อยในด้านการประจบแม่สามี หลี่ซื่อนั้นเก่งกาจกว่านางจริง ๆ
“ไม่ต้องมาป้อยอข้า รอจนสุขภาพเจ้าดีขึ้นแล้ว งานที่ควรทำก็ยังต้องทำเหมือนเดิม ถึงตอนนั้นเจ้าก็อย่ามาโอดครวญว่าข้าลำเอียง หาว่าข้าน่ารำคาญก็แล้วกัน”
“เจ้าค่ะ!” ใบหน้าที่น้ำตายังไม่ทันแห้งของหลินซื่อเปี่ยมไปด้วยความยินดี พลางรับปากว่า “ท่านแม่สั่งความมาได้เลย ข้าจะไม่ปริปากบ่นสักคำ ข้ารู้ว่าท่านแม่หวังดีกับข้า”
“เจ้าไม่ต้องเลียนแบบหลี่ซื่อ เจ้าทำอย่างนางไม่ได้หรอก เป็นตัวเจ้าเองก็พอแล้ว” พูดจบ เย่อวี๋หรานก็หันไปคุยกับหลินซานโก่วและหลินหมู่
เพราะนางไม่เข้าใจ เหตุใดคนเป็นบิดามารดาจึงปกป้องลูก ๆ ของตัวเองไม่ได้?
หลินซานโก่วกับหลินหมู่ก็ไม่ใช่ว่าทำงานไม่ได้เสียหน่อย ‘ความกตัญญูรู้คุณ’ จะยิ่งใหญ่ถึงขนาดที่ว่า สามารถทำให้มารดาชราผู้นั้นบังคับให้ขายลูกสาวของตัวเองได้เลยหรือ?
ในโลกย่อมไม่มีหลักการเช่นนี้