ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 72 เยี่ยมเยือนปู่ย่า
บทที่ 72 เยี่ยมเยือนปู่ย่า
ต้องยินดีถึงเพียงนั้นเลยหรือ?
แน่นอนว่าย่อมเป็นเช่นนั้น
ตอนที่จูปาเม่ยพาต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าไปเยือน อย่าว่าแต่พ่อเฒ่าจูกับแม่เฒ่าจูที่ตกใจอย่างมาก เพราะแม้แต่พี่น้องจูเหล่าซานและจูเหล่าซื่อก็ลุกพรวดขึ้น แหงนศีรษะมองว่าดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าทิศตะวันตกไปแล้วหรือยัง
“สวัสดีท่านปู่ท่านย่าเจ้าค่ะ!”
“สวัสดีปู่ทวดย่าทวดขอรับ ข้าคือต้าเป่า”
“สวัสดีปู่ทวดย่าทวดขอรับ ข้าคือเอ้อร์เป่า”
“พวกข้ามาเยี่ยมพวกท่านแล้ว” ทั้งสามคนกล่าวขึ้นพร้อมกัน
“อา ต้าเป่า เอ้อร์เป่าหรือ…” พ่อเฒ่าจูกับแม่เฒ่าจูหรี่ตา พยายามมองเด็กน้อยตัวเล็กจ้อยทั้งสองที่อยู่ตรงประตูเรือนให้ชัด ๆ
แม้ว่าจะแยกเรือนกันแล้ว กว่าสิบปีไม่ได้ไปมาหาสู่กัน แต่ล้วนอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน พวกเขาจะไม่ได้ยินข่าวคราวของทางนั้นเลยได้อย่างไร?
ต่อให้โกรธลูกชายคนโตที่ถูกผู้หญิงคนเดียวบงการและไม่รู้กตัญญูมากแค่ไหน แต่ถึงอย่างไรนั่นก็คือเลือดเนื้อของตนเอง ยังคงหวังว่าอีกฝ่ายจะมีชีวิตที่ดี
ดังนั้น เมื่อได้ยินว่าทางนั้นได้ลูกชายหลายคนติดต่อกัน ทั้งยังได้อุ้มหลานชายแล้ว พวกเขาก็พลอยยินดีไปด้วยอย่างเงียบ ๆ
เฮ้อ…จะเสียดายก็แต่เหลนชายเหล่านั้น ชีวิตนี้พวกเขาคงไม่มีโอกาสได้อุ้มแล้ว
คิดไม่ถึงว่าถึงยามแก่ชราลง คิดว่าตนเองคงอยู่ได้อีกไม่กี่ปีแล้ว หลานสาวคนเล็กกลับพาเหลนชายหัวแก้วหัวแหวนมาเยี่ยมเยือนถึงเรือน!
ผู้เฒ่าทั้งสองยินดียิ่งนัก ดวงตาพลันแดงก่ำ
“สวัสดีอาสามและอาสะใภ้สาม สวัสดีอาสี่และอาสะใภ้สี่เจ้าค่ะ”
“สวัสดีท่านปู่สามและท่านย่าสาม สวัสดีท่านปู่สี่และท่านย่าสี่ขอรับ”
“สวัสดีญาติผู้พี่เจ้าค่ะ”
“สวัสดีท่านอาสาม ท่านอาสี่”
จูปาเม่ย ต้าเป่า และเอ้อร์เป่าเข้ามาในเรือนแล้วกล่าวทักทายผู้คนที่ยืนอึ้งอยู่ข้างใน
สุดท้ายจูปาเม่ยก็ชี้แจงเหตุผลที่มาเยือน “คราวที่แล้วญาติผู้พี่ทั้งสองช่วยเหลือบ้านข้าไว้ ท่านแม่ให้ข้าเป็นตัวแทนครอบครัวมาแสดงความขอบคุณเจ้าค่ะ ต้องขออภัยยิ่งนัก เดิมทีควรจะมาเร็วกว่านี้ แต่เนื่องจากที่เรือนมีเรื่องราวมากมาย ค่อนข้างยุ่ง ท่านแม่ไม่อาจหาเวลามาได้ ครั้งนี้ในที่สุดท่านแม่ก็มีเวลาเสียที ดังนั้นท่านแม่จึงไปตลาดนัดซื้อเนื้อกลับมาทำอาหารอร่อยส่งมาให้แทนคำขอบคุณ”
นางพูดพลางเปิดฝาตะกร้าออก ยกถ้วยใส่น้ำพริกหมูเผ็ดขึ้นมาวางลงบนโต๊ะภายในห้องโถง
ทางนี้เองก็กำลังกินข้าวกันพอดี นับว่ามาถูกจังหวะยิ่งนัก
“ปู่ทวดย่าทวดขอรับ คราวหน้าพวกข้าจะมาเล่นกับท่านนะขอรับ” ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าดึงมือผู้เฒ่าทั้งสองไปมา จากนั้นกล่าวลาทุกคนไปพร้อมกับจูปาเม่ยอย่างร่าเริง แล้วทั้งสามคนก็จากไป
หลังจากที่พวกเขาจากไปแล้ว คนทั้งบ้านจึงได้สติกลับมา พ่อเฒ่าจูและแม่เฒ่าจูพูดรัว ๆ ว่า “ดี ๆๆ…”
แต่น่าเสียดายที่ฝ่ายตรงข้ามจากไปนานแล้ว ไม่รู้ว่าได้ยินหรือไม่
“อะไรกัน อยู่ดี ๆ ก็ส่งสิ่งของมาให้?” จูเหล่าซานสงสัย
จูเหล่าซื่อส่ายศีรษะ “ไม่รู้สิ”
คราวที่แล้วจูซานจ้วง[1] กับจูซื่อหู่ช่วยหามคน หลังเกิดเรื่องพวกเขาก็ได้ยินแล้ว เพราะเรื่องนี้ ภรรยาของพวกเขายังบ่นให้เด็กสองคนนั้นไปยกหนึ่ง ไม่มีธุระจะไปช่วยทางนั้นทำไม? พวกเจ้าช่วยแล้วทางนั้นก็ไม่ซาบซึ้งใจหรอก
และก็เป็นเช่นนั้น หลังจากนั้นหลายวันก็ไม่เคยได้รับคำขอบคุณจากทางนั้นมาตลอด แต่แล้ว ในตอนที่พวกเขาคิดว่าเรื่องนี้คงจบไปแล้ว ทางนั้นกลับมาเยือนถึงเรือน
“จะสนใจอันใด หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์คนนั้นหรือจะมีเจตนาดี?” จูซานเสิ่นกลอกตาแล้วว่า “ฮึ! ข้าว่าคงเป็นเพราะทางนั้นไปเจอปัญหาอะไรเข้าแล้วคิดจะดึงพวกเราลงน้ำไปด้วยมากกว่า”
“ใช่แล้ว หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์เป็นคนอย่างไร หลายปีมานี้พวกเรายังไม่รู้เช่นเห็นชาติอีกรึ?” จูซื่อเสิ่นก็พูดขึ้นมาจากข้าง ๆ “อย่าหลงกลนาง ถึงตอนนั้นถูกนางขายแล้วยังช่วยนางนับเงิน แบบนั้นทุกอย่างก็สายเกินไปแล้ว”
จูซานจ้วงกับจูซื่อหู่ไม่กล้าพูดอะไร พวกเขาก้มหน้ามองถ้วยหนึ่งเดียวที่มี ‘เนื้อ’ บนโต๊ะ พลางกลืนน้ำลายอึก ๆ
อย่างนั้นเนื้อหมูถ้วยนี้พวกเรายังกินได้อยู่หรือไม่?
ไม่รอให้พวกเขาพูดออกมา แม่เฒ่าจูก็ถามขึ้นเสียงเบา “กิน ทำไมจะไม่กิน?” จูซานเสิ่นจ้องเขม็ง “ของขวัญขอบคุณที่ผู้อื่นเอามาส่งให้ถึงเรือน ไม่กินก็โง่แล้ว”
นางไม่ยอมรับหรอกว่าครอบครัวของพวกนางไม่ได้กินเนื้อมานานมากแล้ว ทั้งนางยังชิมแล้วด้วย
เฮ้อ…หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ทำแบบนั้น ชีวิตยังดีกว่าพวกนางเสียอีก เหตุใดจึงน่าหงุดหงิดใจเช่นนี้?
ผู้ที่หงุดหงิดดุจเดียวกันยังมีจูซื่อเสิ่น นางอยากไปคิดบัญชีกับฝ่ายตรงข้ามยิ่งนัก!
แต่นางก็รู้ดีว่าตนเองสู้หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ผู้นั้นไม่ได้ ปีนั้นทะเลาะกันไปตั้งหลายครั้งและนางล้วนพ่ายแพ้
จูซานจ้วงกับจูซื่อหู่ไม่ได้คิดอะไรมากมายถึงเพียงนั้น หลังจากได้ยินว่าเนื้อถ้วยนั้นกินได้แล้วก็รีบเชิญท่านปู่ท่านย่ารับประทานอาหารอย่างดีอกดีใจ เพราะเมื่อท่านปู่ท่านย่าขยับตะเกียบ พวกเขาในฐานะผู้เยาว์ก็เริ่มกินได้แล้ว
พวกเขาไม่ได้เก็บท่าทีเลยสักนิด รีบใช้ช้อนตักขึ้นมาคำโต
ยามนั้นจูปาเม่ยที่ออกมาไกลแล้วรู้สึกว่าตนเองเหมือนจะลืมอะไรไป
คืออะไรนะ?
นางครุ่นคิดเล็กน้อย แต่คิดไม่ออกจึงคิดว่าช่างมันเถอะ ปล่อยไปทั้งอย่างนี้แหละ รีบกลับเรือนไปกินข้าวดีกว่า
อีกด้านหนึ่ง พ่อเฒ่าจูกับแม่เฒ่าจูน้ำตาคลอ พลางใช้ตะเกียบคีบเนื้อด้วยมืออันสั่นระริกส่งเข้าปาก และทั้งสองคนก็ร้อง “ซี้ด…”
ดวงตายิ่งแดงกว่าเดิม
“ท่านปู่ ท่านย่า พวกท่านอย่าได้สะเทือนอารมณ์จนเกินไปเลยขอรับ” จูซานจ้วงเห็นท่าทางพวกเขาก็พูดกล่อม ทว่าถึงตอนที่เขาคีบน้ำพริกหมูเผ็ดเข้าปากก็ต้องร้องขึ้นมาว่า “ร้อน ๆ…”
แล้วก็ลุกขึ้นมาหาน้ำดื่มไปทั่ว
จูซื่อหู่รู้สึกงุนงง แต่เขาก็ยังคีบคำหนึ่งเข้าปาก “ซี้ด นี่มันอะไรกันเนี่ย?!”
จากนั้นก็ลุกขึ้นไปหาน้ำดื่มเป็นคนที่สอง
จูซานเสิ่นกับจูซื่อเสิ่นมีปฏิกิริยาทันที น้ำพริกถ้วยนี้มีปัญหา พวกนางต่างก็ร่ำร้องว่า “ข้าว่าแล้วเชียว หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ผู้นั้นต้องไม่มีเจตนาดี”
“นี่มันอะไรกัน?! คิดจะวางยาพิษพวกเรางั้นเรอะ?”
“ข้าจะไปคิดบัญชีกับคนพวกนั้น ทำกันเกินไปแล้ว!”
……
พวกนางเป็นคนกลุ่มที่สามที่ลุกขึ้นยืน แต่ยังไปไหนได้ไม่ไกลก็เห็นจูซานจ้วงกับจูซื่อหู่รีบกลับมา แล้วคีบน้ำพริกหมูใส่ถ้วยของตนเอง ผสมกับโจ๊กแล้วกินต่อ
จูเหล่าซานกับจูเหล่าซื่อเดิมทีคิดจะห้ามพวกเขา แต่กลับเห็นพวกเขาสองคนแหงนหน้าขึ้นด้วยสีหน้าเดียวกัน “สะใจ! อร่อยยิ่งนัก!”
จูเหล่าซานกับจูเหล่าซื่อ “…”
“อร่อยจริง ๆ ชีวิตนี้ข้าไม่เคยกินเนื้อที่อร่อยเช่นนี้มาก่อนเลย…” พ่อเฒ่าจูตาแดง คลุกโจ๊กแล้วกินต่อ
“ใช่แล้ว ๆ เมียเจ้าใหญ่นิสัยแย่ไปหน่อย แต่ฝีมือทำอาหารกลับไม่เลวเลย” แม่เฒ่าจูพูดขึ้นแล้วคนโจ๊กคลุกน้ำพริก “เฮ้อ…เห็นชีวิตพวกเขาเป็นไปด้วยดีเช่นนี้ ข้าก็วางใจได้แล้ว”
จูซานเสิ่นกับจูซื่อเสิ่นที่ไปถึงหน้าประตูแล้ว ก็พบว่ามีบางอย่างแปลก ๆ
กระทั่งพวกนางกลับมานั่งที่โต๊ะแล้วชิมรสชาติอาหารในถ้วย จึงเข้าใจว่าเหตุใดพวกเขาถึงมีท่าทางเช่นนั้น
จูปาเม่ยมาถึงหน้าประตูเรือนค่อยนึกขึ้นมาได้ ไอ้หยา ข้าลืมเตือนท่านปู่ท่านย่าว่าน้ำพริกหมูถ้วยนั้นเผ็ด ต้องกินร่วมกับอาหารอย่างอื่น
แต่คงไม่มีปัญหาอะไรกระมัง ถึงชิมแล้วจะรู้สึกว่าเผ็ด พวกเขาก็น่าจะรู้ว่าเอาน้ำพริกถ้วยนั้นไปกินแกล้มโจ๊กหรือแป้งกรอบจะอร่อยขึ้นใช่ไหม?
นางวิ่งเข้าไปในครัว ร้องเรียก “ท่านแม่ ข้าไปส่งมาเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ”
“อืม พาต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าไปล้างมือ แล้วเรียกซานยากับซื่อยามาเตรียมตัวกินข้าว” เย่อวี๋หรานบอก
“เจ้าค่ะ ท่านแม่” นึกถึงรสหอม ๆ เผ็ด ๆ ที่ได้ชิมไปวันนี้ จูปาเม่ยก็น้ำลายสอแล้ว
เจ้านี่อร่อยเกินไปแล้ว อร่อยกว่าของที่เคยกินมาก่อนหน้านี้ไม่รู้กี่เท่า
[1] จูซานจ้วง เป็นลูกชายคนที่สามของจูเหล่าซาน (จูเหล่าซานเป็นน้องชายคนที่สามของจูเหล่าโถว) แต่บางทีก็เรียกกันว่า ‘จูอู่จ้วง’ เพราะเมื่อนับญาติรวมกับลูก ๆ ของจูเหล่าซื่อแล้ว เขาอยู่ลำดับที่ห้า (อู่五 หมายถึง ห้า)