ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 76 ท่านทำอะไรให้แม่สามีขุ่นเคือง
บทที่ 76 ท่านทำอะไรให้แม่สามีขุ่นเคือง
“พวกเขาไปเล่นที่ไหนกัน?”
“ไม่ทราบเจ้าค่ะ”
“เจ้าเป็นแม่ ไม่ได้ถามพวกเขารึ?”
“ข้าทราบแล้วเจ้าค่ะ ท่านแม่”
เย่อวี๋หรานแทบเสียสติ ข้าถาม แต่กลับตอบมาว่าทราบแล้ว?!
“ตอนที่เจ้าออกมา พวกนางทำอะไรกันอยู่?” เย่อวี๋หรานที่พยายามหาหัวข้อสนทนาคิดว่าตัวเองใกล้จะหมดมุกแล้ว
เจ้าของร่างเดิมไม่ชอบภรรยาของลูกชายคนโตก็มีเหตุผลอยู่จริง ๆ เงียบกริบไม่พูดไม่จาเช่นนี้ ช่างเหนื่อยยิ่งนัก
ภรรยาเจ้ารองแม้ไม่ค่อยพูดจา แต่จะมากน้อยก็ยังตอบนางอยู่บ้าง แต่พอเป็นภรรยาเจ้าใหญ่…
นางมีให้แค่สองคำ เฮอะ เฮอะ!
หลิ่วซื่อคล้ายกับงุนงงเล็กน้อย แต่ก็ตอบกลับโดยดีว่า “ทำงานกันอยู่เจ้าค่ะ”
เย่อวี๋หรานหมดคำพูดโดยสิ้นเชิงแล้ว ช่างมันเถอะ ถึงจะอึดอัดก็ปล่อยให้มันอึดอัดไป นางไม่รู้จะพูดอะไรแล้ว
ด้วยเหตุนี้ คนทั้งสองจึงเดินไปด้วยกันอย่างอึดอัดท่ามกลางความเงียบจนถึงหน้าประตูเรือน
ไม่ใช่แค่หลิ่วซื่อที่ถอนหายใจออกมา แม้แต่เย่อวี๋หรานก็อดไม่ไหว พรูลมหายใจออกมาเช่นกัน
ทว่าเมื่อเดินเข้าประตูเรือนมา เย่อวี๋หรานก็ต้องโมโหขึ้นมาอีกครั้ง เพราะนางเห็นหลิวซื่อ หลี่ซื่อ หลินซื่อ จูปาเม่ย หลินซานยา และหลินซื่อยาแบ่งงานกันทำ เด็ก ๆ รับผิดชอบดึงหญ้าออกจากมัดข้าวแล้ววางทิ้งไว้ข้าง ๆ ส่วนผู้ใหญ่หยิบมัดข้าวกองเล็กกองน้อยเหล่านั้นไปกองไว้บนเสื่อไม้ไผ่ แล้วใช้ท่อนไม้ทุบตี
จุดไท่หยางตรงขมับของเย่อวี๋หรานกระตุกยิบ “…”
“ท่านแม่ ท่านกลับมาแล้ว” หลี่ซื่อเห็นนางก็ปาดเหงื่อเต็มหน้าแล้วกล่าวทักทาย
“อืม!” เย่อวี๋หรานมีสีหน้าปั้นปึ่ง
จะไม่ให้หงุดหงิดอย่างไรไหว มีวิธีที่ดีกว่านี้อยู่ชัด ๆ แต่กลับใช้วิธีการที่โง่งมที่สุดเช่นนี้ นี่ไม่ใช่หาเรื่องใส่ตัวหรอกหรือ?
นางเข้าไปในเรือน
หลี่ซื่อมองตามเงาหลังของแม่สามีด้วยสีหน้างุนงง นางหันมาถามหลิ่วซื่อ “พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านไปทำอะไรให้แม่สามีขุ่นเคืองหรือเปล่า?”
“น่าจะ…ไม่กระมัง” หลิ่วซื่อไม่มั่นใจ
นางไม่รู้ว่าได้ไปทำอะไรให้ท่านแม่ขุ่นเคืองหรือไม่ แต่นางคิดว่าตนเองเชื่อฟังยิ่งนักแล้ว หากแม่สามีก็ยังคงไม่ค่อยพอใจในตัวนางอยู่ดี แล้วนางจะทำอย่างไรได้?
“ท่านทำอะไรลงไป?”
“ข้าไม่รู้” หลิ่วซื่อหยิบท่อนไม้ที่วางทิ้งไว้ก่อนหน้านี้ขึ้นมาเริ่มตีมัดข้าวอีกครั้ง
หลี่ซื่อไม่ได้ถอดใจง่าย ๆ นางขยับเข้ามาใกล้ ๆ “พี่สะใภ้ใหญ่ ขากลับท่านพูดอะไรไปใช่ไหม?”
“เปล่า”
“หรือท่านไม่ได้พูดอะไรกับท่านแม่เลย?”
“พูดอยู่”
“แล้วท่านพูดอะไรไป?”
“ไม่ได้พูดอะไรมาก”
หลี่ซื่อท้อใจ พูดกับพี่สะใภ้ใหญ่นี่เหนื่อยจริง ๆ นางถามอย่างไม่สบอารมณ์นัก “ท่านคงไม่ได้พูดกับท่านแม่เช่นนี้กระมัง ท่านแม่ถามหนึ่งประโยค ท่านก็ตอบกลับไปหนึ่งประโยค เหมือนโบยสามไม้ก็ทำให้ผายลมออกมาไม่ได้[1]เช่นนี้?”
“อุ๊บ” หลินซื่ออดไม่ไหว หลุดหัวเราะออกมา
“เจ้าหัวเราะอะไร?” หลี่ซื่อหันไปถลึงตาใส่นาง
“ไม่มีอะไร ก็แค่นึกเรื่องเมื่อเย็นวานขึ้นมาได้ ไม่มีอะไร ท่านพูดต่อเถอะ พูดต่อเลยเจ้าค่ะ”
หลี่ซื่อหมดอารมณ์ “เชอะ!”
นางยังจะไม่รู้ว่าภรรยาเจ้าห้าหัวเราะอะไรอีกงั้นหรือ? ก็คงจะหัวเราะคำที่นางพูดให้พี่สะใภ้ล่ะสิ?
แต่นางก็ไม่ได้พูดผิดไปเลยนี่นา พูดจากับพี่สะใภ้ใหญ่เหน็ดเหนื่อยยิ่งนัก ถามอยู่ครึ่งค่อนวันก็ไม่ได้อะไร
หลี่ซื่อถอยกลับไปตำแหน่งของตัวเองก่อนหน้านี้ ตระเตรียมจะตีมัดข้าวอีกรอบ แต่เวลานั้นเอง นางก็ได้ยินเสียงคนตะโกนเข้ามาจากหน้าประตูเรือน “นี่คือเรือนของจูเหล่าโถวใช่ไหม?”
“ใช่แล้ว ๆ” หลี่ซื่อโยนงานที่ทำอยู่ทิ้งไปทันทีแล้วยืนขึ้น “ท่านมาซื้อน้ำพริกหมูใช่ไหมเจ้าคะ?”
“ใช่แล้ว พวกเขาบอกว่าที่นี่มีน้ำพริกหมูขาย”
ระหว่างที่พูดอยู่ หญิงชราแปลกหน้าคนหนึ่งก็ถือตะกร้าเดินเข้ามา
ครั้นหลี่ซื่อเห็นว่าเสื้อผ้าบนร่างของอีกฝ่ายไม่มีรอยปะชุนเลยแม้แต่น้อย รอยยิ้มบนใบหน้าพลันกว้างกว่าเดิม “มีเจ้าค่ะ แต่ถ้าท่านอยากซื้อน้ำพริกแบบเผ็ด ตอนนี้ไม่มีแล้ว อันนั้นทำค่อนข้างยาก พวกข้าใช้เวลาไม่น้อยกว่าจะทำออกมาได้ มีแค่โถเดียวเท่านั้น คนที่เรือนได้กินกันอยู่ไม่กี่คำก็ขายให้คนอื่นหมดแล้ว ตอนนี้มีแต่แบบไม่เผ็ด ท่านยังจะเอาอยู่หรือไม่เจ้าคะ?”
“ไม่มีแบบเผ็ดแล้ว? ข้าได้ยินมาว่าอันที่เผ็ดอร่อยกว่า” หญิงชราถาม
“แบบเผ็ดย่อมอร่อยอยู่แล้วเจ้าค่ะ แต่แบบเผ็ดไม่เหมาะกับคนท้องแบบข้า เด็ก รวมถึงคนอายุมากอย่างแม่สามีของพวกข้า มีแค่พวกผู้ชายในเรือนที่กินได้มากหน่อย…” หลี่ซื่อเอ่ยพลางยิ้มกว้าง “ดูจากท่าทางของท่านป้า คงจะซื้อไปกินกันทั้งครอบครัวแน่เลยใช่ไหมเจ้าคะ? ถ้าอยากให้คนทั้งบ้านกินได้อย่างสบายใจ ข้าแนะนำว่าซื้อแบบไม่เผ็ดดีกว่านะเจ้าคะ”
“แบบเผ็ดยุ่งยากถึงเพียงนี้เชียว? ก็ได้ เช่นนั้นซื้อแบบไม่เผ็ดก็แล้วกัน ข้าได้ยินมาว่าถ้าซื้อเยอะจะได้ถูกลงหน่อยใช่หรือไม่?”
“ใช่เจ้าค่ะ หนึ่งช้อนสามเหรียญ สองช้อนลดราคาหนึ่งเหรียญ จากเดิมหกเหรีญลดเหลือห้าเหรียญ สามช้อนลดราคาสองเหรียญ จากเดิมเก้าเหรียญลดเหลือเจ็ดเหรียญ เป็นเช่นนี้เจ้าค่ะ แน่นอนว่าพวกข้าเป็นแค่ครอบครัวชาวนาธรรมดา ๆ มีขายแค่ประมาณสามช้อนเท่านั้น ถ้าอยากซื้อมากกว่านี้ก็ไม่มีแล้วเจ้าค่ะ”
คิดไม่ถึงว่าหลี่ซื่อเพิ่งจะพูดจบ หญิงชราท่านนั้นก็พูดขึ้นว่า “งั้นเจ้าก็เข้าใจผิดแล้ว ข้าตั้งใจว่าจะซื้อปริมาณมาก จะต้องมีคนที่อยากซื้อน้ำพริกของพวกเจ้าเพื่อเอาออกไปขายที่อื่นแน่นอน”
จากนั้นอีกฝ่ายก็แนะนำตนเอง บอกว่ามาจากหมู่บ้านข้างเคียงสักแห่ง เดินทางมาต้องใช้เวลาราวครึ่งค่อนวัน ถ้าคนจากทางนั้นอยากซื้อน้ำพริกก็นับว่าต้องเดินทางมาไกลมากจริง ๆ ดังนั้นนางจึงคิดว่าตนเองจะซื้อกลับไปมากหน่อย เอาไปขายให้คนในหมู่บ้าน แล้วเก็บค่าเหนื่อยเล็กน้อย ทั้งยังถามหลี่ซื่อว่าจะขายให้นางในราคาถูกลงมาหน่อยได้หรือไม่
“หา? ท่านจะซื้อเยอะขนาดนั้นเชียว? ไม่ได้เจ้าค่ะ ถูกกว่านี้ไม่ได้แล้ว ท่านซื้อเพิ่มส่วนหนึ่ง ข้าลดราคาให้หนึ่งเหรียญ นับว่าข้าขายถูกมากแล้ว” เมื่อหลี่ซื่อได้ยินคำว่า ‘ราคาถูก’ ก็ตอบกลับไปโดยไม่ต้องคิด
“ถูกตรงไหนกัน? เจ้าลองคิดดู ข้าเดินทางมาตั้งไกล ถ้าข้าขายราคาเท่ากันกับของพวกเจ้า หนึ่งชุดข้าก็ทำเงินได้เพียงหนึ่งเหรียญ เจ้าก็น่าจะลดราคาให้ข้าสักหน่อย เช่นนี้การค้าขายของข้าจึงจะทำได้นานขึ้น เจ้าอาจเห็นว่าทำเงินได้น้อยลง แต่เจ้าลองคิดดู ของข้าคือการค้าในระยะยาว เทียบกับการที่เจ้าขายของเล็ก ๆ น้อย ๆ ยังทำเงินได้ง่ายกว่ากันเยอะ”
“นี่…” หลี่ซื่อคิดว่านางไม่อาจตัดสินใจเรื่องนี้ได้ จึงให้หญิงชรารอสักครู่ นางจะเข้าไปเรียกแม่สามีออกมา
“ได้ ข้าจะรอคนที่ตัดสินใจได้อยู่ตรงนี้”
หลี่ซื่อรีบเข้าไปหาคนในเรือน
หลินซื่อเห็นว่าการค้ารายใหญ่มาเยือนถึงเรือนจึงลุกขึ้นไปเอาเก้าอี้มาให้หญิงชรานั่ง ทั้งยังยกน้ำมาให้อีกฝ่าย “ต้องขออภัยด้วยนะเจ้าคะ ตอนนี้ที่เรือนอยู่ในช่วงเก็บเกี่ยว ยุ่งกันมากเชียวเจ้าค่ะ”
“ไม่เป็นไร ฤดูกาลเก็บเกี่ยวเช่นนี้ถ้าไม่ยุ่ง แล้วจะไปยุ่งกันตอนไหน? ต้องยุ่งสิถึงจะมีกิน” ฐานะครอบครัวของหญิงชราดีกว่าสกุลจูอย่างเห็นได้ชัด นางวางตะกร้าลง พลางมองไปรอบ ๆ ก็เห็นจูปาเม่ย หลินซานยา กับหลินซื่อยาที่กำลังช่วยงานอยู่ ยังออกปากชมเปาะว่าแม่นางน้อยทั้งหลายหน้าตารื่นหูรื่นตายิ่งนัก
ในยุคสมัยนี้เด็กสาวที่ยังไม่ออกเรือนมักจะถักเปียหรือปล่อยผมลงมา ถ้าแต่งงานออกเรือนแล้ว ก็จะเก็บผมขึ้นไม่ปล่อยสยายลงมาอีก
นอกจากนี้ เด็กสาวทั้งสามต่างก็มีอายุราวสิบขวบ จึงไม่แปลกที่จะมีคนมาพูดเช่นนี้
หลินซื่อกล่าว “ขอบคุณเจ้าค่ะ” แล้วบอกว่าเด็กสาวเหล่านี้ล้วนเป็นคนในครอบครัวของตนเอง และได้แม่สามีเลี้ยงดูมาอย่างดี
“มีคู่หมั้นแล้วหรือยัง?” หญิงชรายิ้มแย้มถาม
“ยังเจ้าค่ะ แม่สามีของข้าบอกว่าเรื่องนี้ดูกันที่วาสนา ไม่อาจรีบร้อน” หลินซื่อกล่าวอย่างอ้อมค้อม มีความหมายว่าพวกนางเองกำลังเมียงมองอยู่ เพียงแต่ยังไม่พบคนที่เหมาะสม
“ไอ้หยา ช่างบังเอิญอะไรเช่นนี้ ข้าบอกเจ้าเลยนะ ที่บ้านข้ามีหลานชายอยู่คนหนึ่ง…”
หลินซื่อได้ยินเช่นนั้นก็เบิกตากว้าง หูกางผึ่งขึ้นมาทันที
มารดาของนางต้องการจะหมั้นหมายน้องสาวทั้งสองคนให้เร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดี เพื่อเลี่ยงไม่ให้แม่เฒ่าหลินทำอะไรคลุ้มคลั่งขึ้นมาอีก
หลินซื่อคิดว่าความเป็นอยู่ของหญิงชราผู้นี้น่าจะดีพอสมควร ถ้าหลานชายของฝ่ายตรงข้ามมีนิสัยใช้ได้ด้วยละก็ น้องสาวของนางแต่งออกไปก็คือการเสวยสุขชัด ๆ ไม่ใช่หรือ?
[1] โบยสามไม้ก็ทำให้ผายลมออกมาไม่ได้ เป็นคำอุปมา หมายถึง คนซื่อ ๆ ที่ไม่ค่อยพูด