ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 805 สร้างความประหลาดใจ
บทที่ 805 สร้างความประหลาดใจ
อีกอย่างที่ไม่ควรลืมก็คือ นี่คือ ‘เก้าอี้เด็ก’ ที่ถูกทำให้ใหญ่ขึ้นเล็กน้อย
“ท่านแม่ เป็นอะไรไป? ทั้งหมดนี้เป็นความคิดของพี่สามทั้งหมด ท่านไม่ชอบหรือขอรับ?” แผลบนใบหน้าของจูชีหายไปแล้ว เขาจึงกล้าปรากฏตัวต่อหน้าเย่อวี๋หราน เวลานี้เขายืนข้างเก้าอี้รถเข็นพร้อมยกยิ้มอย่างมีความสุข
เขาเพิ่งเดินเข้าประตูมา และลองผลักมันไปด้านหน้าก่อนจะสัมผัสได้ถึงประโยชน์ของมัน
หากมีสิ่งนี้ เขาจะสามารถเข็นท่านแม่ออกไปเดินเล่นด้านนอกได้
หลังจากที่เขารู้จักกับอวี๋จิ้งฉี ชายผู้นั้นได้พาเขาและเยี่ยนเหออันเดินเตร่ไปในสถานที่ต่าง ๆ มากมาย และทุกแห่งล้วนน่าสนใจ
แน่นอนว่าจะเป็นการดีหากไม่ต้องพบเจอกับเจียงจิ่งถงอีก
เย่อวี๋หรานเลิกคิ้วขึ้น “ยอดเยี่ยมมาก ข้าแทบจะรอไม่ไหว อยากลองนั่งมันเต็มทีแล้ว”
“พี่สาม ท่านแข็งแรงกว่าข้า รีบไปอุ้มท่านแม่มาที่เก้าอี้นี้เร็วเข้า ข้าจะเข็นเอง” ส่วนจูชีเองก็แทบจะรอไม่ไหว เขาต้องการเข็นมารดาของตนไปรอบ ๆ อย่างกระตือรือร้น
จูซานอดไม่ได้ที่จะกล่าวเตือนจูชี เพราะการเข็นเก้าอี้ว่างเปล่านั้นง่ายกว่าการเข็นเก้าอี้ที่มีใครบางคนนั่งอยู่
เมื่อมีคนนั่งอยู่บนเก้าอี้ ผู้เข็นจะต้องใส่ใจและออกแรงอย่างระมัดระวัง ค่อย ๆ ผลักทีละน้อยอย่างสม่ำเสมอ
แต่ละคนฟื้นตัวแตกต่างกัน และหมอไป๋หลี่น้อยยังไม่อาจมั่นใจว่าเย่อวี๋หรานจะสามารถเคลื่อนไหวแบบใดได้บ้าง เวลานี้นางเพียงต้องลองเคลื่อนไหวด้วยตนเองทีละน้อย
จูซานอุ้มนางขึ้นมาอย่างระมัดระวังก่อนจะเอ่ยปากว่า “หากท่านเจ็บ รีบบอกกล่าวกับข้า”
“ไม่เป็นไร ข้าพอจะนั่งได้แล้ว เจ้าไม่ต้องกังวล” เย่อวี๋หรานรู้สึกมั่นใจในร่างกายของตนเองพอสมควร
จูซานวางเย่อวี๋หรานลงบนเก้าอี้ตัวใหม่อย่างเบามือ
“พี่สาม ข้าจะเข็นเอง” จูชีพยายามอย่างหนักเพื่อจะยื้อแย่งเก้าอี้
“เอาละ เจ้าเข็นได้ แต่เจ้าต้องกระทำให้เบามือ ตอนนี้ท่านแม่เพิ่งนั่งครั้งแรกและยังต้องทำความคุ้นเคยกับมันด้วย” จูซานก้าวออกไปด้านข้าง
“โธ่ ข้ารู้แล้วขอรับ” จูชีตอบกลับก่อนจะเริ่มออกแรง
ทว่าการผลักคราวนี้กลับไม่มีสิ่งใดเคลื่อนไหว
จูชีตกตะลึงไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวพึมพำ “เหตุใดจึงไม่ขยับเลยเล่า?”
หลังกล่าวจบ เขาก็ลองออกแรงเพิ่มอีก
“พี่สาม ดูเหมือนว่าสิ่งนี้จะใช้งานไม่ง่ายอย่างที่คิดนะขอรับ”
หลังจากพยายามอย่างหนัก สุดท้ายจูชีก็สามารถเข็นได้เสียที เขาถึงกับถอนหายใจ
“มันไม่ใช่เพราะเก้าอี้รถเข็นใช้งานยาก แต่เพราะเจ้าอ่อนแอเกินไปต่างหาก ถอยไปก่อน ข้าจะเข็นเอง” จูซานเดินเข้ามาหา
สุดท้ายแล้วแม้เขาจะแข็งแรงกว่าบัณฑิตผู้อ่อนแออย่างจูชี แต่เขาก็ยังเข็นมันได้อย่างยากลำบากไม่น้อย
“อืม มันค่อนข้างยาก” จูซานบ่น “ถ้าเป็นซุ่ยเอ๋อ ข้าเกรงว่านางคงไม่สามารถเข็นได้แน่นอน”
“ข้าบอกแล้วว่าเก้าอี้รถเข็นนี้ไม่ได้ใช้งานง่าย” จูชีเน้นย้ำ
เย่อวี๋หรานยิ้มก่อนจะพูดขึ้นว่า “หากมันง่ายปานนั้น รถลากจะใช้ม้าทำไมเล่า? เพียงหาคนมาลากก็พอไม่ใช่หรือ?”
“จริงด้วย” จูชีเกาศีรษะและรู้สึกว่าสิ่งที่มารดาพูดมานั้นถูกต้อง
แน่นอนว่ากำลังของมนุษย์ไม่อาจแข็งแกร่งเท่าม้า ดังนั้นม้าจึงสามารถดึงเกวียนลากได้ แต่มนุษย์กลับทำได้ยาก
เก้าอี้รถเข็นคันนี้เป็นเพียงเกวียนขนาดย่อส่วน และไม่สามารถเข็นได้โดยง่าย หากสามารถผลักดันสิ่งนี้ไปด้านหน้าได้เพียงเล็กน้อยก็นับว่าดีมากแล้ว
“หากท่านแม่อยากออกไปข้างนอก พวกเราสองพี่น้องจะต้องร่วมแรงกัน” จูซานครุ่นคิดก่อนจะพูดว่า “พี่สะใภ้กับคนอื่น ๆ คงไม่สามารถเข็นได้ ท่านแม่ ถ้าอย่างนั้นเมื่อเราต้องซื้อสาวใช้ เราไม่ต้องซื้อบุรุษร่างใหญ่กำยำหรอกหรือขอรับ?”
สิ่งที่เขาคิดไว้คราวแรกก็คือ หากมีสิ่งเหล่านี้ แม้พี่น้องจะไม่อยู่ใกล้เคียง แต่สะใภ้และเด็ก ๆ ในตระกูลก็ยังสามารถพามารดาของเขาไปเดินเล่นรอบหมู่บ้านได้
น่าเสียดายที่ความจริงไม่เป็นดั่งที่จินตนาการ
“แน่นอนว่ามีหลายสิ่งหลายอย่างด้านนอก และมีสถานที่มากมายที่ต้องใช้กำลัง เราไม่เพียงแต่จะซื้อสาวใช้เท่านั้น แต่ต้องซื้อบุรุษร่างใหญ่สักสองสามคนด้วย พวกเขาเหล่านั้นยังจะทำให้พี่น้องของเจ้าคลายเหนื่อยได้หากพาพวกเขาไปทำงานด้วยกัน”
ทันทีที่เย่อวี๋หรานพูดจบ จูซานก็หัวเราะลั่น ก่อนจะเอ่ยว่า “ท่านแม่ ท่านคิดอะไรอยู่? หากให้คนเหล่านั้นมาช่วยทำไร่ทำนา แล้วพี่น้องของข้าจะทำอะไรเล่า? หากพี่ใหญ่กับพี่รองรู้เข้า พวกเขาต้องไม่มีความสุขแน่ เพราะพวกเขารักงานของตัวเองยิ่งกว่าอะไร”
สำหรับเขาแล้ว ไม่เป็นอะไรเลย เพราะเขากำลังศึกษาอยู่นอกบ้านกับเจ้าเจ็ด และเขาก็มีความสุขที่จะมีคนรับใช้คอยช่วยเหลือพี่ชายของตน แต่พี่น้องของเขาจะมีความสุขด้วยหรือ?
ที่บ้านมีที่ดินเพียงเล็กน้อย หากมีคนอื่นมาร่วมลงมือ…
“เป็นเพราะตอนนี้ตระกูลของเรายังมีที่ดินน้อยนิด พวกเขาจึงทำงานเองได้ แต่วันหนึ่งหากพวกเรามีที่ดินมากขึ้นเล่า? พวกเขาจะทำงานไหวหรือไม่? เวลานั้นพวกเขาคงจะไม่มีข้อโต้แย้งแล้ว” เย่อวี๋หรานอธิบายอย่างใจเย็น
“ท่านแม่ ท่านคิดจะซื้อที่ดินเพิ่มหรือขอรับ?” จูซานอุทานอย่างประหลาดใจ
หากมองจากเงินภายในครอบครัว พวกเขาสามารถซื้อที่ดินเพิ่มได้นานแล้ว แต่เพียงเพราะมารดาของพวกเขาไม่ต้องการซื้อด้วยเกรงว่าจะตกเป็นเป้าสายตาจากทุกคน นางไม่อยากให้ผู้ใดจับจ้องมากนัก
แต่คราวนี้มารดาของเขากลับเอ่ยปากกล่าวถึงเรื่องนี้เสียเอง?
“ไม่ใช่แค่ตระกูลของเราที่อยากจะซื้อ แต่คนอื่น ๆ ในหมู่บ้านก็อยากซื้อด้วยเช่นกัน” เย่อวี๋หรานอธิบายต่อไปว่า “ข้าคิดไว้แล้ว หลังจากมันเทศของปีนี้ถูกเก็บเกี่ยวและขายจนหมด พวกเขาจะมีเงินเหลือสักหน่อย สุดท้ายพวกเขาไม่สามารถจ่ายได้มากนัก คงจะซื้อได้เพียงหนึ่งหรือสองหมู่เท่านั้น เวลานั้นให้หัวหน้าหมู่บ้านและผู้อาวุโสจัดการให้ชาวบ้านทั้งหมดซื้อที่ดินพร้อมกัน ราคาของมันก็จะถูกลง…”
ได้ยินเย่อวี๋หรานพูดอย่างนั้น ในที่สุดจูซานก็ตระหนักได้ว่า นี่คือปีแรกที่มันเทศจะถูกเก็บเกี่ยวอย่างมหาศาล
และด้วยมันเทศที่มีมากมาย ชาวบ้านจึงไม่คิดเก็บมันเอาไว้ พวกเขาจะต้องเอามันไปแลกกับเงินแน่นอน
เมื่อมีเงินก็จะสามารถสร้างบ้านใหม่และซื้อที่ดินเพิ่มได้
จูซานยิ้มก่อนจะพูดว่า “ท่านแม่ หากท่านบอกข่าวดีเหล่านี้ให้ชาวบ้านได้ทราบ พวกเขาคงจะดีใจแทบตายแน่ ส่วนใหญ่แล้วที่ดินของพวกเขาเป็นที่ดินที่ตกทอดจากบรรพบุรุษหลายรุ่น มีเพียงไม่กี่คนที่สามารถซื้อเพิ่มได้ ไม่มีใครคาดคิดว่าตนเองจะสามารถซื้อที่ดินในรุ่นของตน…”
“เมื่อถึงเวลานั้น พี่เป้าคงจะเก็บมันเทศสดมาตากแห้ง และนำไปทำแป้งมันเทศ ด้วยกระบวนการต่าง ๆ เหล่านี้จะทำให้ทุกคนยินดี พวกเขาจะยิ่งมีความสุขมากขึ้นอีกในปีหน้าเมื่อเห็นว่าตนเองสามารถสร้างรายได้จากการปลูกมันเทศได้” เย่อวี๋หรานกล่าวต่อไปว่า “ไม่อย่างนั้นในปีนี้ หลังจากปลูกข้าวเสร็จแล้ว พวกเขาจะได้พักเหนื่อยเร็วขึ้น สุดท้ายข้าวก็ยังมีราคาแพงกว่า บางทีปีหน้าข้าคงไม่ต้องปลูกมันเทศแล้ว อีกอย่างการค้าขายของเราก็ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ หากไม่มีใครยอมปลูกมันเทศ ก็จะไม่มีมันเทศขายจนล้นตลาดเช่นนี้”
นางบ่นสัพเพเหระถึงเรื่องภายในครอบครัว
เพราะปีที่แล้วมีมันเทศไม่เพียงพอ นางจึงไม่กล้าขายมันเทศสด และได้แปรรูปให้มันกลายเป็นแป้งมันเทศ
แต่ปีนี้กลับมีแป้งมันเทศมากมาย ดังนั้นมันจึงถึงเวลาที่จะทำมันเทศตากแห้ง มันเทศทอดกรอบ และมันเทศรสเผ็ด
“อ้อ จดหมายที่เขียนมามีกล่าวถึงปัญหาของพริกด้วย พริกนี่สำคัญมากเชียว หากข้าไม่อยู่ก็ไม่มีใครดูแล แล้วหากพริกมีปัญหา ปีหน้าเราก็จะได้กินมันน้อยลง…”
“ท่านแม่ ท่านไม่ต้องกังวลเรื่องนั้นหรอกขอรับ พวกเขาไม่กล้าเกียจคร้านในสิ่งที่ท่านบอกกล่าวแน่นอน”
……
ห่างออกไปหลายพันลี้ ภายในหมู่บ้านสกุลจูอันไกลโพ้น เวลานี้พี่น้องสกุลจูกำลังกังวลเรื่องหนึ่ง
เพราะว่าทุกวันนี้พวกเขาเอาแต่สนใจนาข้าวและไร่มันเทศจนลืมสนใจแปลงผัก
ด้วยเหตุนี้ ขณะที่หลี่ซื่อกำลังก้มเก็บผักในแปลง นางจึงพบว่าแปลงพริก…