ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 830 คำปลอบเงอะงะเพียงไม่กี่คำ
บทที่ 830 คำปลอบเงอะงะเพียงไม่กี่คำ
“พี่อู๋ อย่าเพิ่งต่อว่าข้า คนสกุลจูของเราไม่ได้ ‘ค้าขาย’ เพียงแค่เพาะปลูกหลายอย่างแล้วงอกงามเกินไป ทำให้ต้องเหลือทิ้งเสียเปล่า จึงนำมันมาแปรรูปขายเป็นเงินเพื่อ ‘จุนเจือ’ ครอบครัวอีกทางหนึ่ง” จูซานจ้องเขม็งพลางกล่าวเสียงแข็ง “สกุลจูของเรามีกฎเกณฑ์อยู่ ยังไม่ได้ ‘ป้ายอนุญาต’ ย่อมไม่ทำการค้า เราเป็น ‘ครอบครัวบัณฑิตชาวนา’”
อู๋เจียง “…”
ไม่ต้องเน้นย้ำกระมัง หูข้าจะแตกอยู่แล้ว!
มิน่าเล่า สิ่งเหล่านี้จึงต้องได้รับอนุญาตเสียก่อน เป็นเพราะอย่างนี้นี่เอง
“ข้ารู้ ปลาแท่งและเนื้อกระต่ายแดดเดียวไม่ได้รสชาติดีไปกว่าเจ้าอื่น แต่ก็เพราะยังขาดวัตถุดิบ ท่านรออีกสักหน่อย เมื่อชาวบ้านเก็บเกี่ยวและได้วัตถุดิบมา ท่านจะรู้ว่าเหตุใดข้าถึงได้เสนอแนะเรื่องนี้นัก” จูซานบอกต่อ “นี่เป็นเพียงความคิด เราไม่อาจทำเงินโดยการพึ่งพากิจการบริการขนส่งเท่านั้น แต่ยังต้องหา ‘รายได้เสริม’ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องเปิดร้านค้า ถึงอย่างไรหากมีครอบครัวใดต้องการสั่งของล่วงหน้า เราก็ให้บริการส่งถึงบ้านได้ทันที…”
หากเย่อวี๋หรานมาได้ยินแบบนี้คงทึ่ง เพราะจูซานนำกิจการขนส่งสินค้ามารวมกับการขายของ นี่มัน ‘รูปแบบการค้าส่งเป็นกลุ่ม’ เหมือนในศตวรรษที่ 21 ไม่ใช่หรือ?
การให้บริการขนส่งในเมืองผู่โซ่วสามารถทำให้พวกเขารู้ถึงความต้องการของลูกค้า และรับคำสั่งซื้อล่วงหน้า ก่อนเหมาซื้อของมาขายต่อได้
ส่วนต่างระหว่างราคาซื้อและราคาขายถือเป็น ‘กำไร’ ของกิจการรถลาก ซึ่งดูเหมือนจะน้อยนิด ทว่า ‘กำไรน้อยยอดขายมาก’ ใช่ว่าจะทำกำไรไม่ได้
วัตถุดิบที่จูซานเอ่ยว่ายัง ‘ขาด’ ที่แท้สิ่งนั้นก็คือ ‘พริก’
ปีแรกที่ทดลองปลูก หญิงปากสว่างพยายามอยู่หลายต่อหลายครั้ง แทบจะเก็บเมล็ดไปปลูกไม่ได้
ปีนี้เป็นปีที่สอง และเพราะยังไม่ได้ขยายพื้นที่ปลูก ผลผลิตจึงไม่มากนัก แต่ก็เพียงพอจะนำมาทำอาหารเผ็ดที่เป็น ‘เอกลักษณ์’
จูเอ้อร์ครุ่นคิดอย่างรอบคอบ แต่นึกไม่ถึงว่า ‘วัตถุดิบ’ ที่มีรสชาติที่เขาโปรดปรานที่สุดจะเป็นปัญหา
“เจ้าเคยบอกว่าพ่อเจ้าก็เคยเห็นมันมาก่อนไม่ใช่หรือ?” เดิมทีหลังถูกพี่ชายปราม จูเอ้อร์ก็ต้องการหลีกเลี่ยง นึกไม่ถึงว่าคราวนี้จะย้อนกลับมาหาตน นี่เป็นเรื่องสำคัญ เขาทำได้เพียงยืนกรานกับอีกฝ่าย
เปี้ยนชิวอิ่งพยักหน้า “อื้ม!”
จูเอ้อร์รีบบอก “เช่นนั้นตอนนั้นพ่อเจ้าทำอย่างไร เขาได้บอกหรือไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น?”
เปี้ยนชิวอิ่งแสร้งทำเป็นนึกไม่ออก “ข้ารู้ว่าเคยเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น แต่เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ข้าก็ไม่อาจจำได้แน่ชัด…”
“เจ้าจะจำไม่ได้ได้อย่างไร” จูเอ้อร์ร้อนรน “เรื่องนี้สำคัญมาก เจ้ารีบคิดทบทวนว่าจำสิ่งใดได้บ้าง”
“ข้าคิดแล้ว พี่จูเอ้อร์ ไม่อย่างนั้นท่านพาข้าไปที่ไร่เถอะ บางทีข้าอาจจำได้เมื่อเห็นว่าตอนนี้พริกเป็นอย่างไร…”
จูเอ้อร์ไม่คิดมาก เขารีบลากเปี้ยนชิวอิ่งออกไปนอกประตู
“ได้ ข้าจะพาเจ้าไปที่ไร่”
หลิวซื่อที่เพิ่งออกมาจากครัวงุนงง คลาดสายตาไปแวบเดียว เปี้ยนชิวอิ่งก็หายไปเสียแล้ว
เจ้าตัวหายไปยังไม่เท่าไหร่ ปัญหาอยู่ที่สามีนางก็หายไปด้วยกัน!
“พี่สะใภ้ ท่านเห็นคนสกุลเปี้ยนบ้างหรือไม่?”
หลิ่วซื่อเพิ่งกลับมาจากให้อาหารกระต่ายหลังบ้าน นางส่ายหน้าพลางเอ่ยว่า “ไม่นะ นางไม่ได้ไปที่หลังบ้าน”
หลิวซื่อหันหลังและไม่ได้ถามใครอีก พลันนึกไม่สบายใจขึ้นมาทันที สองคนนี้คงไม่ทำเรื่องลับหลังนางใช่ไหม?
จูเอ้อร์พาเปี้ยนชิวอิ่งเดินมา ชาวบ้านหลายคนต่างเห็นกันหมด
โดยเฉพาะหญิงปากสว่าง นางตกใจและรีบบอกคนข้างตัว ‘นี่ ผู้หญิงคนนั้นเป็นใครกัน?’
“คนไหน?”
“คนที่อยู่ข้างจูเอ้อร์ไงเล่า”
คนข้างนางมองตามแล้วก็แปลกใจเช่นกัน “ดูเหมือนจะไม่ใช่คนในหมู่บ้านเราเลยไม่ใช่หรือ?”
“ไม่ใช่แน่นอน หน้าตาสะสวย ผิวพรรณขาวผ่อง ดูเหมือนจะทำไร่ทำนาไม่เป็น…” หญิงปากสว่างพูด “จูเอ้อร์ผู้นี้วาสนาดีนัก ได้เจอกับหญิงงามขนาดนี้เชียวหรือ นี่ คงไม่ใช่บ้านเล็กที่เขาพบข้างนอกใช่ไหม?”
“ไม่ใช่… กระมัง?”
“ทำไมจะไม่ใช่ ครอบครัวพวกเขาไม่ได้ร่ำรวย หญิงแก่ผู้เข้มงวดก็ไม่อยู่บ้าน เป็นธรรมดาที่จะอ่อนไหวไปกับสาวงาม…”
……
จูต้าได้ข่าวจากคนรอบตัว เมื่อเขามองไปก็เห็นจูเอ้อร์เดินอยู่กับหญิงสาวผู้หนึ่ง
เมื่อพิจารณาดูจึงเห็นว่าคนผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นเปี้ยนชิวอิ่งที่มาพักที่บ้านของพวกเขา
เขาสะดุ้ง เหล่าเอ้อร์พานางออกมาได้อย่างไร?
พวกเขาคุยกันแล้วว่าห้ามนางออกไปไหนและให้อยู่แต่ในบ้าน
หากคนรู้ว่านางอาศัยอยู่ที่บ้านพวกเขา ข่าวลือคงได้แพร่สะพัดออกไป
“เจ้ารอง มาทำอะไรที่นี่?” มีคนนอกอยู่ด้วย เขาจึงไม่อาจพูดสิ่งใดไปมากกว่านี้ ทำได้เพียงกัดฟันถาม
“พี่ใหญ่ ข้าพาแม่นางเปี้ยนมาที่นี่ นางบอกว่ารู้ว่าเหตุใดใบพริกถึงได้งอ เพียงแค่ไม่รู้ว่าเป็นอย่างไร นางจึงมาดูด้วยตนเอง…”
ไม่รอให้จูเอ้อร์พูดจบ เปี้ยนชิวอิ่งก็รับรู้ได้ถึงสายตาพิกลที่จูต้าจ้องมา จึงพูดว่า “ข้าหมายถึงพ่อข้าเคยเล่าให้ฟัง แต่ข้าเองก็ไม่ได้เพาะปลูก ผ่านมานานแล้วจึงจำไม่ได้ หากได้มาดูด้วยตนเองอาจพอรื้อฟื้นและช่วยได้บ้าง…”
สิ้นคำนั้น นางก็กล่าวขอโทษจากใจ “ข้าขอโทษที่ทำให้พวกท่านวุ่นวาย”
“พ่อเจ้าเล่าให้ฟังจริงหรือ?” เทียบกับความเดือดร้อนที่นางทำให้เกิดขึ้นแล้ว จูต้าสนใจเรื่องพริกมากกว่าไม่ต่างกับจูเอ้อร์
“อื้ม!” เปี้ยนชิวอิ่งพยักหน้ารับแล้วกล่าวด้วยความมั่นใจ “พ่อข้าบอกว่าพริกนี้เป็นสมบัติของเขา เขาเป็นคนขายให้กับจูต้าเหนียง น่าเสียดายที่เขาล่วงลับไปแล้ว ไม่อย่างนั้น…”
แววเศร้าสร้อยปรากฏบนใบหน้านาง
จูเอ้อร์กล่าวปลอบเงอะงะไม่กี่คำ
จูต้า “…”
จะว่าไม่ใช่การปลอบก็ฟังไม่ขึ้น
จะว่าเป็นการปลอบก็ดูจะผิดแปลกไป
ไม่รู้ว่าจูต้าคิดมากไปเองหรือไม่ แต่เขารู้สึกว่าสายตาของทุกคนที่จ้องมองมาคล้ายกำลังรับชมการแสดง
“อะแฮ่ม!” เขากระแอมเบา ๆ “ผู้อาวุโส ลองดูกับต้นที่เราเพิ่งปลูกดีหรือไม่ หากช่วยได้ก็ดีไป ต่อให้เราแก้ไม่ได้ก็เสียของเพียงไม่มาก ยังสามารถคิดหาวิธีอื่นกับต้นพริกที่เหลือได้”
เปี้ยนชิวอิ่งได้ยินเขาพูดถึงวิธีการจึงรีบเงี่ยหูฟัง
ไม่มีทาง ใครใช้ให้นางหาเรื่องออกมาโดยอ้างว่าสามารถรักษาต้นพริกพวกนี้ได้กัน
นางเป็นเพียงหญิงสาวคนหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องทำงานในไร่ในนา จะรู้วิธีการเพาะปลูกของบิดาได้อย่างไร
บิดาอาจเล่าให้ฟังบ้าง ทว่านางไม่ได้สนใจแต่อย่างใด จึงจดจำได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
“แม่นางเปี้ยนคนนี้รู้หนทางแก้จริงหรือ?” ผู้อาวุโสเอ่ยถาม “เราไม่มีหนทางอื่น พูดอะไรไม่ได้มาก แต่หากมีหนทางคงไม่ต้องสูญเสียเมล็ดพันธุ์ดีไปอีก”
“แต่แม่นางเปี้ยนจำไม่ค่อยได้ไม่ใช่หรือ?” จูต้ากล่าว
“เช่นนั้นไม่ต้องรีบร้อน ให้นางเดินดูรอบ ๆ เสียก่อน เผื่อว่านางจะจำได้ขึ้นมา หากเป็นเช่นนั้นก็ลองกับเมล็ดเพียงเล็กน้อย ไม่อย่างนั้นคงเสียดายแย่… เมล็ดเพียงน้อยนิดก็เก็บเกี่ยวพริกได้ตั้งมากไม่ใช่หรือ” ผู้อาวุโสว่าใส่อารมณ์ “ที่ผืนนี้เป็นของครอบครัวเจ้า ปีก่อนมีพืชยังไม่มาก ดูตอนนี้สิว่ามันใหญ่โตเพียงใด…”