ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 831 จำต้องยอมรับ
บทที่ 832 กลายเป็น ‘ผู้มีพระคุณ’
“ไม่เป็นไร แค่รอยข่วน แผลเล็กนิดเดียว ไม่กี่วันก็หายแล้ว” จูเอ้อร์นึกไม่ถึงว่าเปี้ยนชิวอิ่งจะเป็นห่วงเขาถึงเพียงนี้
“น่าจะเจ็บมาก พี่จูเอ้อร์ ท่านต้องมาเจ็บเพราะข้า…” นางเอ่ยทั้งตาแดงก่ำ
เมื่อเห็นฉากนี้ หลิวซื่อที่เพิ่งเข้าใจผิดไปก็โมโหขึ้นมาอีกครั้ง ให้ตายเถิด ทำเอาอยากตบนางอีกสักที
ยังจะโทษว่าข้าเข้าใจผิดอีกหรือ? แบบนี้จะไม่เข้าใจผิดได้อย่างไร
ดูคนสกุลเปี้ยนผู้นี้ นางทำสิ่งใดลงไป?
หลี่ซื่อเกรงว่าพี่สะใภ้รองจะก่อเรื่องวุ่นวายอีก ทุกคนจะเสียหน้าเอาได้ จึงรีบถลาไปคลี่คลายสถานการณ์ “แม่นางเปี้ยน ท่านไม่ต้องวิตกเรื่องอาการบาดเจ็บของพี่รอง ปล่อยให้พี่สะใภ้รองเป็นห่วงไปเถิด เรื่องนี้ท่านไม่เข้าใจ แม้ว่าพี่รองจะเจ็บตัว ทว่าพี่สะใภ้รองเจ็บใจยิ่งกว่า บางทีในใจอาจมีสายฝนโหมกระหน่ำ…”
ระหว่างนั้นนางก็สะกิดหลิ่วซื่อให้ร่วมมือด้วย
เคราะห์ไม่ดีที่หลิ่วซื่อหัวช้า บนใบหน้านางจึงมีเพียงความโกรธต่อเปี้ยนชิวอิ่ง ไร้ซึ่งแววเห็นใจจูเอ้อร์
บาดแผลเพียงเล็กน้อย มีสิ่งใดให้ต้องเป็นห่วงกัน
บุรุษทำงานไร่ไถนามามากตั้งเท่าไหร่ ไม่เคยบาดเจ็บบ้างเลยหรือไร?
มีบุรุษคนใดคร่ำครวญเรียกร้องความสนใจจากคนอื่นทั้งที่ตนเองบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยบ้าง
ที่ผ่านมาไม่คิดชายตามองด้วยซ้ำ เพิ่งมานึกใส่ใจในช่วงไม่กี่ปีมานี้
ดูอย่างจูเอ้อร์ เหอะ เคยใส่ใจนางบ้างไหม?
แสดงออกเช่นนั้นเรียกว่าใส่ใจนางได้อย่างนั้นหรือ
หลี่ซื่อเห็นว่าพี่สะใภ้ใหญ่ไม่เล่นตามน้ำไปด้วยก็ไม่มีหนทางอื่น ทำได้เพียงจำใจบอก “สามีภรรยามีเรื่องระหว่างกันอยู่ แม่นางเปี้ยน ท่านไม่ต้องสนใจ ฮ่า ๆ… ทุกคู่ย่อมใช้ชีวิตคู่แตกต่างกันไป ใช่ว่าคนนอกจะสามารถเห็นและเข้าใจได้ คนถึงกล่าวกันว่าคู่รักขัดแย้งกันหัวเตียง กลมเกลียวกันปลายเตียง แม่นางเปี้ยน เรื่องพริกเราสกุลจูต้องขอบคุณท่านจริง ๆ หากไม่ได้ท่านคงอับจนหนทาง”
เปี้ยนชิวอิ่งแย้มยิ้มเอียงอาย “ข้ายินดีที่ได้ช่วย ข้ามาพึ่งพาอาศัยสกุลจู ละอายใจมากที่ทำให้พวกท่านเดือดร้อน”
หลิวซื่อปั้นหน้าบึ้งตึง เหอะ! หากละอายใจแล้วเหตุใดไม่รีบไสหัวออกไปเล่า!
“แหม เพียงเพิ่มตะเกียบมาคู่หนึ่งเท่านั้นเอง เราซาบซึ้งมากที่ท่านช่วยเหลือเรามากขนาดนี้” หลี่ซื่อยิ้มพลางเอ่ยยกยอเปี้ยนชิวอิ่ง บอกว่าไม่เพียงแต่สะสวยและน้ำใจงาม แต่ยังมีความรู้ มิน่าเล่าถึงได้ถูกตาต้องใจคุณชายใหญ่จนเว้าวอนให้นางกลับไปอยู่กับพวกเขา
ครึ่งแรกเปี้ยนชิวอิ่งยังรับฟังอย่างมีความสุข ทว่าครึ่งหลังกลับทำให้ชะงักไป สุดท้ายไม่อาจทราบได้ว่าเชยชมหรือเสียดสีนางกันแน่
หากกล่าวชม เหตุใดต้องเอ่ยถึงชายคนนั้นด้วย?
หากกล่าวชม เหตุใดต้องเอ่ยถึงคุณชายใหญ่ด้วย?
ทว่าหลี่ซื่อยังเอ่ยสำทับราวกับแสร้งไม่รู้เรื่องราว “ท่านกลายเป็นผู้มีพระคุณแบบนี้ เราต้องตอบแทนท่านให้ดี เย็นนี้ท่านอยากกินสิ่งใด ข้าจะทำให้สุดฝีมือ ไม่ว่าจะเนื้อ ปลา หรืออะไรก็ตาม ถึงอย่างไรก็มีติดครัวที่บ้านอยู่แล้ว”
เปี้ยนชิวอิ่งอยากจะเอ่ยบางอย่าง เหตุใดนางถึงได้รู้สึกพ่ายแพ้ทุกครั้งเมื่อเผชิญหน้ากับหญิงผู้นี้
เคราะห์ดีที่ไม่ได้มีเรื่องกับนาง ไม่เช่นนั้น…
เทียบกับสตรีที่เอาใส่ใจมากกว่า ความคิดของจูต้า จูเอ้อร์ และชายคนอื่น ๆ เถรตรงกว่า พวกเขาจึงไม่รับรู้สิ่งใดนอกจากเห็นว่าหลี่ซื่อสามารถคลี่คลายสถานการณ์ได้ ดูสิ นี่เป็นท่าทีที่ควรมีต่อผู้มีพระคุณอย่างไรเล่า
‘บิดาของเปี้ยนชิวอิ่ง’ ทำให้สกุลจูวางใจว่าจะแก้ปัญหาเรื่องต้นพริกได้
ต้นพริกส่วนหนึ่งถูกรดน้ำและให้ร่มเงาเพียงไม่กี่วัน ทว่าผลลัพธ์กลับเห็นได้ชัดเจน
ไม่กี่วันก่อนใบยังหงิกงอเหี่ยวเฉา ไม่แน่ว่าจะอยู่รอดปลอดภัยหรือไม่ แต่หลังจากนั้นไม่นานกลับ ‘ฟื้นคืนชีพ’ มีชีวิตชีวาขึ้นมา
“พี่ใหญ่ ดูสิ ได้ผลจริง ๆ ด้วย!” จูเอ้อร์ตบบ่าจูต้าด้วยความตื่นเต้น
จูต้ายิ้มกริ่มคล้ายคนบ้า “ดูสิ ดู มันได้ผลด้วย!”
สมาชิกสกุลจูที่เหลือมีความสุขเช่นกัน
เมื่อผู้อาวุโสและเจ้าหน้าที่เห็นเช่นนั้นก็ยินดีด้วย พวกเขานึกโล่งใจ ดีจริง ในที่สุดก็หาหนทางแก้ไขได้แล้ว!
หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ไม่อยู่ที่นี่ หากเกิดอะไรขึ้นกับต้นพริก เกรงว่าถึงยามนั้นนางจะพาลโทษพวกเขาได้
หลังรู้ว่าอาการของต้นพริกเกิดจากอะไร สกุลจูก็ทำงานหัวหมุน ชาวบ้านเองก็มาช่วยเหลือ อีกทั้งพวกเขายังคิดค้นวิธีอันชาญฉลาด ต้นพริกยืนต้นสูง ทว่าต้นหญ้าเตี้ย พวกเขาจึงสร้างโครงบังแดดด้านบน เมื่อต้องการให้ร่มเงาค่อยนำหญ้าวางทับ และเมื่อต้องการให้แสงค่อยนำหญ้าลงมา
หากพี่น้องสกุลจูลงมือทำเพียงลำพังคงเหนื่อยสายตัวแทบขาด แต่มีชาวบ้านทั้งหมดมาช่วยก็ทำให้เร็วขึ้นมาก
พื้นที่หนึ่งหมู่ ทั้งหมู่บ้านร่วมใจกันทำเสร็จสิ้นภายในวันเดียว
ทุกคนมองผลจากน้ำพักน้ำแรงของตน ทั้งรู้สึกปลาบปลื้มและยินดี
พวกเขาส่วนใหญ่คิดว่าเมื่อหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์กลับมาและรู้ว่าพวกเขาร่วมใจช่วยเหลือกัน นางคงจะมีความสุขมากไม่ใช่หรือ
แน่นอนว่ามีความเป็นไปได้ที่จะถูกหมางเมิน เพราะถึงอย่างไรนี่ก็เป็นสิ่งที่พวกเขาควรจะทำตั้งแต่แรก!
เมื่อนึกได้เช่นนั้น พวกเขาก็หัวเราะในใจ คิดว่าหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์อาจทำเช่นนั้น
ระหว่างนี้เปี้ยนชิวอิ่งทำเพียงยืนมองเงียบ ๆ ไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวมากนัก ทว่ายามสะใภ้สกุลจูยกน้ำยกชามาให้ นางยังถือโอกาสช่วยยกน้ำชาพร้อมกล่าว ‘ให้กำลังใจ’ หรืออะไรทำนองนั้น
เพียงเท่านี้นางก็เอาชนะใจชายหนุ่มไปได้มากมาย ถึงกับมากระซิบถามพี่น้องสกุลจูว่า “ครอบครัวเจ้ามีแม่นางคนนี้เป็นญาติด้วยหรือ นางออกเรือนหรือยัง?”
“ฮ่า ๆ! คิดว่านางเหมาะสมกับคนอย่างข้าไหม?”
“เกิดอะไรขึ้นกัน?”
……
ขณะนี้พวกเขาลืมแล้วว่าแท้จริงผู้ที่ยกน้ำยกชามาให้คือหลิ่วซื่อ หลี่ซื่อ และหลินซื่อ
ส่วนหญิงสาวที่ยังไม่ออกเรือนอย่างจูปาเม่ย หลินซานยา และหลินซื่อยานั้น สะใภ้สกุลจูไม่ปล่อยให้พวกนางมา ‘ร่วมสนุก’ ที่นี่ มีชายหนุ่มมากมายทำงานอยู่ ไม่เหมาะจะให้พวกนางโผล่หน้ามา นอกเสียจากจะต้องการแต่งเข้าบ้านชาวบ้านหมู่บ้านสกุลจู
หลินซื่อคิดเช่นนั้น แม้แม่สามีไม่อยู่แต่นางก็ไม่กล้า ‘ตีหน้าตาย’ ทำเรื่องลับหลังแม่สามี ด้วยกลัวว่าตนจะตาบอดแล้วเลือกคนผิดให้เด็กสาวในบ้าน
เทียบกับตนเองแล้ว นางเชื่อมั่นในสายตาของแม่สามีมากกว่า
ต้นพริก ‘รอด’ มาได้ เปี้ยนชิวอิ่งกลายเป็น ‘ผู้มีพระคุณ’ ของสกุลจู ต่อให้หลิวซื่อจะไม่พอใจ แต่ต่อหน้าคนอื่นนางก็ทำสิ่งใดไม่ได้มาก
ไม่เช่นนั้นจูเอ้อร์คงเป็นฝ่าย ‘ออกหน้า’ โทษว่านาง ‘ไร้เหตุผล’ ก่อนที่นางจะได้โวยวายออกมาเสียด้วยซ้ำ
หลิวซื่อหึงหวงเจือไม่สบอารมณ์ แต่ไม่อาจทำสิ่งใดได้
ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ก่อนเปี้ยนชิวอิ่งเข้ามา หลิวซื่อยังเป็นแก้วตาดวงใจของจูเอ้อร์เพราะตั้งท้องอยู่ แต่หลังเปี้ยนชิวอิ่งเข้ามา นางจะกลายเป็น ‘ของแสลง’ ของสามีไปเสียอย่างนั้น
ความ ‘เหินห่าง’ นี้แทบทำให้นางข่มความเดือดดาลไม่ได้
เห็นพี่สะใภ้กลายเป็นคนเงียบขรึม พูดคุยน้อยคำ หลินซื่อก็รู้ว่าเป็นเพราะเปี้ยนชิวอิ่ง นางจึงไม่อยากไปหา หลิวซื่อ ทำได้เพียงเลือกไป ‘ระบาย’ ความอัดอั้นกับหลี่ซื่อแทน
ทว่าวันนี้หลี่ซื่องานรัดตัว มีเรื่องหลายอย่างต้องจัดการ ลูกชายสองคนของนางก็ต้องดูแล การงานทั้งหมดสะใภ้สกุลจูต้องแบ่งกันทำอย่างไม่อาจเลี่ยงได้ ต่างกับหลิวซื่อที่ตอนนี้ตั้งท้องอยู่ กอปรกับแม่สามีไม่อยู่ ทำให้แทบกลายเป็นคนอู้งานและอยู่ว่าง ต้อง ‘หาเรื่องทำ’ ทั้งวัน
หลี่ซื่อต้องรับมือกับหลิวซื่อหลายครั้ง ภายหลังจึงไม่ต้องการ ‘รับมือ’ กับนางอีก