ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 882 เพื่อ ‘การแบ่งแยกชายหญิง’ เจ้าถึงกับไม่แยแสชีวิตคนเลยหรือ?
- Home
- ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด
- บทที่ 882 เพื่อ ‘การแบ่งแยกชายหญิง’ เจ้าถึงกับไม่แยแสชีวิตคนเลยหรือ?
สามคำนี้ทำให้ทุกคนตกตะลึงเต็มที
หลี่ซื่อพลันทักท้วง “เป็นไปไม่ได้! พี่รอง แม้ว่าพี่สะใภ้รองจะอารมณ์ร้ายไปบ้าง แต่นางไม่มีทางทำเรื่องพรรค์นั้นลับหลังท่าน นางทุ่มเททั้งใจให้กับครอบครัว…”
“ท่านเข้าใจผิดหรือเปล่า” จูอู่เอ่ยสำทับ “พี่รอง ไม่ว่าอย่างไรท่านก็ควรรักษานางก่อน นางฟื้นขึ้นมาค่อยถามให้กระจ่าง คาดเดาไปเองก็เปล่าประโยชน์ หากเข้าใจผิดจริงท่านจะได้ไม่ทำร้ายพี่สะใภ้รอง”
“ข้าไม่ได้เข้าใจผิด ข้าเห็นด้วยตาตนเอง” จูเอ้อร์ไม่กล้าสบตาใคร “ตอนนั้นพี่สะใภ้ใหญ่ น้องสะใภ้สี่ กับน้องสะใภ้ห้าก็อยู่ด้วย”
คราวนี้หลิ่วซื่อและหลินซื่อที่ถูกลากมาเกี่ยวข้องด้วยยิ่งตกใจ “เราอยู่ด้วยหรือ!”
“วันที่พี่สะใภ้รองของเจ้าคลอดลูกแล้วท่านหมอมา…” เขาเอ่ยอึกอัก “แตะตัวหลิวซื่อ”
ทันใดนั้นทั้งหลิ่วซื่อ หลี่ซื่อ และหลินซื่อถึงกับพูดไม่ออก
เพื่อ ‘รักษา’ หลิวซื่อในตอนนั้น พวกนางไม่ได้สนใจสิ่งใด จึงปล่อยให้หมอชาวบ้านลงมือรักษาทันที
ตอนนั้นพวกนางหัวหมุนและสติแตกจนไม่ทันได้สังเกตว่าจูเอ้อร์เข้ามาในห้อง
เมื่อจูเอ้อร์กล่าวถึงเรื่องนี้ พวกนางก็พลันนึกได้ ให้ตายเถิด! เราเผลอทำเรื่องร้ายด้วยประสงค์ดีไปแล้วไม่ใช่หรือ?
แต่จะทำอย่างไรได้
ด้านหนึ่งคือความเป็นความตายของพี่สะใภ้รอง อีกด้านคือการแบ่งแยกสำคัญระหว่างชายหญิง ไฉนเลยพวกนางจะเลือกได้
ตอนนั้นเองที่จูต้ากับจูอู่รู้ว่าจูเอ้อร์ไม่ได้อยากเห็นหลิวซื่อบาดเจ็บ เพียงแต่คนที่พวกเขาจะเชิญมาคือ ‘หมอชาวบ้าน’ ที่สวมหมวกเขียวให้จูเอ้อร์ หากเขาทำใจได้ก็คงแปลก
“เช่นนั้นจะทำอย่างไร แถวนี้มีหมอเพียงคนเดียว!” จูต้าผายมืออย่างอับจนหนทาง
เชิญมาก็ไม่ได้ ไม่เชิญมาก็ไม่ได้ แล้วจะทำอย่างไรได้อีก?
เห็นหลิวซื่อบนเตียงแล้วหลี่ซื่อก็กระแทกเท้าด้วยความโมโห “พวกท่านนี่นะ น่ารำคาญนัก! ข้าจะไปหาท่านแม่!”
นางไม่สนใจพวกเขาและวิ่งออกจากห้องไป
“พี่ใหญ่ ไปช่วยเข็นเก้าอี้รถเข็นให้ท่านแม่เถอะ พี่สะใภ้สี่แรงน้อย เกรงว่านางจะเข็นมาไม่ไหว” เดิมทีจูอู่อยากจะตามหลี่ซื่อไป แต่เขาเองก็เป็นผู้ชาย เรื่องเช่นนี้หลีกเลี่ยงเอาไว้ดีกว่า
เขาจึงไหว้วานให้จูต้าไปด้วยกัน
ยามนี้เย่อวี๋หรานยังไม่เข้านอน นางกำลังเล่านิทานให้ต้าเป่า เอ้อร์เป่า และจูปาเม่ยฟัง
นิทานเรื่องนี้ย่นย่อมาจาก ‘บันทึกการเดินทาง’ ที่ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่านำกลับมา
ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่ารู้ศัพท์หลายคำ ทั้งยังพอจะอ่านออกเขียนได้ แต่จะให้อ่านเองให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ยังถือว่ายากไปหน่อย เย่อวี๋หรานจึงเลือกใช้คำให้พวกเขาเข้าใจได้ง่าย ทั้งยังแฝงความหมายที่นางเข้าใจเองไปด้วย
ระหว่างที่กำลังเล่านิทาน หลี่ซื่อ จูต้า และจูอู่ก็พรวดพราดเข้ามาให้นางต้องตกใจ “มีอะไรกัน?”
“ท่านแม่ เกิดเรื่องแล้ว!” หลี่ซื่อลนลานบอก “พี่สะใภ้รองหัวกระแทกกำแพงจนหมดสติไป แต่ว่าพี่รองไม่สะดวกใจเพราะยังไม่ลืมเรื่องที่หมอชาวบ้านแตะตัวพี่สะใภ้ตอนช่วยรักษาพี่สะใภ้ที่คลอดลูกยาก จึงไม่ยอมให้เชิญท่านหมอมา…”
เย่อวี๋หรานหน้าเปลี่ยนสีทันควัน “ใครห้ามไม่ให้ไปเชิญเขามา! ชีวิตคนหรือความไม่สบายใจของเขาสำคัญกว่ากันเล่า?”
พูดจบนางก็สั่งให้จูอู่ไปเชิญหมอชาวบ้านมา ก่อนให้จูต้าเข็นนางไปเรือนหลังเก่า
นางได้ยินเสียงโหวกเหวกครู่หนึ่งแล้ว ทว่าฟังไม่ออกว่าเกิดอะไรขึ้น เมื่อคิดได้ว่าลูกชายโตกันหมดแล้ว หากไม่เรียกหานางก็จะแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น ทว่านึกไม่ถึงว่าจะเกิดเรื่องทำนองนี้ขึ้น
“ท่านแม่ ข้าไปด้วย!” เรื่องใหญ่เพียงนี้ไฉนเลยจูปาเม่ยจะอยู่เฉย จึงขอตามไปด้วยทันที
ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าและคนอื่น ๆ ก็ยกโขยงกันไปด้วย
“เอาละ พวกเจ้าไปกันให้หมด ถือเป็นการให้บทเรียนกับพวกเจ้า หากพวกเจ้าทำตัวหัวโบราณอย่างเจ้ารอง…” น้ำเสียงของเย่อวี๋หรานแฝงความเดือดดาล
ทันทีที่จูเอ้อร์เห็นนางก็กลัวขึ้นมา “ท่านแม่… ท่านแม่…”
“ไม่ต้องมาเรียกข้าว่าแม่ ข้าไม่มีลูกชายโง่ ๆ อย่างเจ้า! คราวก่อนข้าให้เขียนจดหมายทบทวนตนเอง เจ้าได้เขียนเรื่องนี้มาหรือไม่?” นางเอ่ยขณะจ้องเขาเขม็ง
เขาก้มหน้างุดและไม่กล้าปริปากพูด นับประสาอะไรกับจะมองหน้านางได้
“เงยหน้าขึ้น!” นางขึ้นเสียงเล็กน้อย “ก้มหน้าทำไม! โตมาจนป่านนี้แล้ว เงยหน้ามาคุยกับข้าเดี๋ยวนี้!”
เขาสะดุ้งเมื่อถูกตะโกนใส่และจำใจเงยหน้าขึ้น ทว่าเมื่อสบสายตาถมึงทึงของมารดาก็หวั่นกลัวและหลบตานาง
“ที่เมียเจ้าสี่บอกมานั้นจริงไหม? เพียงเพราะหมอชาวบ้านแตะตัวหลิวซื่อเพื่อรักษาอาการคลอดลูกยาก เจ้ากลับเห็นว่าพวกเขาสวมหมวกเขียวให้เจ้าหรือ?”
จูเอ้อร์อธิบายว่า “ตอนนั้นหลิวซื่อนอนอยู่ที่นี่ทั้งที่ไม่ได้สวมเสื้อผ้าให้เรียบร้อย นางถูกมองและแตะต้องตัว…”
“หุบปาก!” เย่อวี๋หรานตะคอก “หากเป็นอย่างที่เจ้าพูด ตอนที่ข้าบาดเจ็บอยู่ที่เมืองผู่โซ่วแล้วให้ท่านหมอไป๋หลี่น้อยกดคลำรักษาให้ ข้าต้องวิ่งชนกำแพงเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจของข้าหรือไม่ ถึงจะไม่เป็นการสวมหมวกเขียวให้พ่อเจ้า!”
เมื่อคำพูดนี้หลุดออกมา อย่าว่าแต่จูเอ้อร์ที่ประคองตัวไม่อยู่ แม้แต่จูต้า หลิ่วซื่อ และจูปาเม่ยยังทนไม่ไหวและรีบคุกเข่าลง
จูเหล่าโถวเพิ่งวิ่งเข้ามาในห้อง “…”
เหตุใดถึงกลายเป็นเรื่องของเขาได้!
เย่อวี๋หรานเหลือบมองเขาพอดีก่อนยิงคำถามออกมา “จูฮ่าวชี่ มานี่ เจ้าคิดว่าข้าสวมหมวกเขียวให้เจ้าหรือไม่?”
เขาอ้ำอึ้งคล้ายไม่กล้าตอบคำใด
เขาไม่ต้องการคิดว่าถูกสวมหมวกเขียวหรือไม่ เพียงรู้สึกว่าหญิงเฒ่าผู้นี้ไม่ได้ถือโอกาสนี้ ‘เล่นงาน’ เขาใช่ไหม ช่วงนี้เขาไปก่อเรื่องอะไรเอาไว้กัน?
“ข้าถามว่าหากข้านอนบนเตียงแล้วท่านหมอไป๋หลี่น้อยไม่รักษาให้ แม้มันอาจไม่ทำให้ข้าตายแต่ก็อาจลุกนั่งไม่ได้ด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับรักษาขาให้เดินได้ดังเดิม… เช่นนั้นแล้วข้าปล่อยให้เขารักษากระดูกที่หักโดยไม่ให้แตะตัวเลยเพราะเป็นคนดี เมื่อไม่ได้จับก็อธิบายไม่ได้ เขาจึงต้องจับเอวข้า เช่นนั้นถือว่าข้าสวมหมวกเขียวให้เจ้าหรือไม่?”
“เอ่อ… ไม่ใช่… เขารักษาอาการบาดเจ็บให้เจ้า” หญิงบ้านนอกก็ยังเป็นหญิงบ้านนอกวันยังค่ำ จูเหล่าโถวไม่คิดว่าหมอหนุ่มที่มีความสามารถจะแตะต้องตัวนางเพราะมีใจให้หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์
อีกทั้งเขายังไม่อาจควบคุมนางได้
“เช่นเดียวกับตอนที่หลิวซื่อคลอดลูก ไม่รู้ว่านางจะเป็นหรือตายด้วยซ้ำ เพื่อรักษาชีวิตนางจึงต้องให้หมอชาวบ้านช่วยตรวจ เขาจึงต้องแตะตัวหลิวซื่อ จึงกลายเป็นว่านางสวมหมวกเขียวให้ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของเจ้าและต้องตายเพื่อชดใช้ความผิดอย่างนั้นหรือ?”
“เอ่อ… เรื่องเช่นนี้… ขึ้นอยู่กับสถานการณ์” เขาเหลือบมองจูเอ้อร์แล้วนึกเข้าข้างอยู่บ้าง
“สถานการณ์อะไรกัน? หลิวซื่อคลอดลูกยาก แบบนี้อาจตายได้ หากท่านหมอไม่รักษาก็จะตายทั้งกลมได้ คิดว่าเขาไม่ควรรักษานางหรือ?”
“เอ่อ… เจ้าไม่ได้จงใจทำให้ข้าลำบากใจอยู่ใช่ไหม?”
“นี่เป็นเรื่องจริง! การแบ่งแยกชายหญิงสำคัญอะไรกัน ในช่วงเวลาคับขันเรื่องเร่งด้วยพึงกระทำตามผู้มีอำนาจหน้าที่” นางตอกกลับแล้วหันไปต่อว่าจูเอ้อร์ “คนจะตายอยู่แล้วเหตุใดเจ้ายังคิดเล็กคิดน้อยนัก เพื่อ ‘การแบ่งแยกชายหญิง’ เจ้าถึงกับไม่แยแสชีวิตคนเลยหรือ? หากเจ้าถามข้าก็จะบอกว่าไม่ควรแบ่งแยกชายหญิงในสายตาของหมอ ขอเพียงเจ็บป่วยก็จำเป็นต้องรักษาให้!”