ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 884 ใช้บางวิธีเพื่อป้องกันไม่ให้ภรรยาหนีหาย
บทที่ 884 ใช้บางวิธีเพื่อป้องกันไม่ให้ภรรยาหนีหาย
“ตอนที่พวกเจ้ายังเล็กเขาก็ไม่ได้มีนม แต่เป็นเพราะพ่อเจ้าลุกขึ้นมาต้มน้ำข้าวให้กินกลางดึก เขาก็ยังเลี้ยงพวกเจ้าขึ้นมาได้” สิ่งที่เย่อวี๋หรานไม่ได้บอกคือนอกจากนางจะให้จูเอ้อร์มานอนที่นี่ ยังสั่งให้จูเหล่าโถวคอยช่วยเหลือเขากลางดึกด้วย
เมื่อแก่ตัวลงก็ย่อมต้องการนอนหลับอย่างสงบสุขกันทั้งนั้น
นางรู้ว่าจูเหล่าโถวไม่เต็มใจจึงเอ่ยว่า “เจ้าไม่ต้องการให้ลูกดีกับเจ้ามากอีกหน่อยหรือ หากเจ้าช่วยเจ้ารองเลี้ยงอู๋เป่า พวกเขาก็จะย้อนนึกถึงเมื่อครั้งที่เจ้าเลี้ยงพวกเขาตอนยังเล็ก แล้วจะปฏิบัติกับเจ้าไม่ดีได้อย่างไร”
เย่อวี๋หรานไม่รู้ว่าเขาคิดอะไร แต่เขาก็ไม่ได้ปฏิเสธอีกต่อไป
เวลานี้จูเหล่าโถวได้ยินเสียงร้องของอู๋เป่าและเตรียมการเอาไว้แล้ว
เขาลุกขึ้นมาดูเตาในครัวพลางหยิบชามในตะกร้าแล้วตักน้ำข้าวที่ต้มเอาไว้นานแล้วใส่ลงไป
เด็กวัยนี้ยังต้องกินนมคืนละหลายครั้ง เมื่อเย่อวี๋หรานบอกเช่นนี้เขาก็เตรียมการไว้ ไม่เช่นนั้นหากมาต้มหลังอู๋เป่าร้องจะสายเกินไป
ในจังหวะที่จูเอ้อร์เหงื่อตกด้วยความตื่นตระหนกและตั้งใจจะอุ้มลูกชายไปห้องจูปาเม่ยเพื่อบอกมารดาว่าเขาไม่มีปัญญากล่อมลูก จูเหล่าโถวก็เดินเข้ามาพร้อมชามใบหนึ่ง
“ท่านพ่อ เหตุใดท่านถึงมาอยู่ที่นี่ได้?” จูเอ้อร์แปลกใจเล็กน้อย
“หากข้าไม่มา เจ้าจะปล่อยให้อู๋เป่าหิวโซหรือ?” จูเหล่าโถวมองเอ็ดเขาพร้อมเอ่ยต่อไปว่า “เจ้านี่ก็เหลือเกิน เป็นพ่อคนแล้วแต่ปล่อยลูกร้องอยู่นานยังไม่รู้ว่าเขาร้องไห้เพราะอะไร”
“เขาร้องไห้ทำไม ข้าก็ไม่รู้จึงไม่รู้จะกล่อมเขาอย่างไร”
“เพราะหิวไงเล่า”
จูเอ้อร์ตะลึงงัน “จะเป็นไปได้อย่างไร ก่อนนอนเขาก็กินไปแล้ว…”
“แล้วกินไปนานเท่าไหร่แล้ว เจ้ากินโจ๊กจาง ๆ ยังไม่อยู่ท้อง คิดว่าเด็กกินนมที่เหลวอย่างกับน้ำทุกวันจะไม่หิวหรือ?” จูเหล่าโถววางชามลงบนโต๊ะ ก่อนหยิบถ้วยเล็กออกมาตักแยกให้เย็นลงพลางเอ่ยว่า “ตอนเจ้ายังเล็กก็เป็นเช่นนี้ ตอนมีเจ้าและพี่ใหญ่ของเจ้า แม่เจ้าก็ยังมีน้ำนม พอมาถึงเจ้าเจ็ดกับปาเม่ย แม่เจ้าก็แก่ตัวลงแล้ว ความเป็นอยู่ที่บ้านก็ไม่ดีนัก จะมีนมให้กินมากนักได้อย่างไร ไม่มีทางอื่นนอกจากต้มน้ำข้าวให้กิน จะต้มน้ำข้าวก็ต้องใช้ข้าว ตอนนั้นครอบครัวเรายากจนแค่ไหน แม้แต่ข้าวยังแทบไม่มีปัญญาซื้อ…”
ระหว่างพร่ำบอกก็คนให้น้ำข้าวคลายร้อน ก่อนเดินไปหาจูเอ้อร์ที่กล่อมอู๋เป่าอยู่และป้อนใส่ปากหลานชาย
“โอ๋ ๆ อู๋เป่าหิวใช่ไหม ไม่ร้องนะ ๆ ข้าวมาแล้ว โอ๋ ๆ”
จูเหล่าโถวปาดช้อนกับขอบถ้วยจนเกิดเสียงเสียดสี
“มาเร็ว อู๋เป่า อ้าปากเร็วเข้า”
เด็กเล็กย่อมฟังไม่เข้าใจ แต่จูเหล่าโถวมีประสบการณ์จึงตักคำแรกไม่มากและนำไปแตะที่ริมฝีปากอู๋เป่า
ครั้นช้อนแตะถึงปาก เจ้าตัวน้อยก็เผยอปากเล็กน้อยโดยสัญชาตญาณ
เขาฉวยโอกาสรีบดันช้อนเข้าไปครึ่งหนึ่ง
อู๋เป่าที่หิวโซหยุดร้องในทันใดเมื่อได้กินบางอย่าง
คล้ายรสชาติที่ได้ลิ้มลองจะไม่เหมือนกับที่เคยกิน ไม่รู้ว่าเพราะหิวโซหรือเป็นเด็กไม่เลือกกิน แต่เจ้าตัวก็ไม่ได้บ้วนออกมา
“ท่านพ่อ หยุดร้องแล้วจริง ๆ ด้วย!” จูเอ้อร์โล่งใจเมื่อเห็นอู๋เป่าหยุดร้องและเอาแต่กิน
“เด็กเล็กก็เป็นเช่นนี้กัน หากอิ่มท้องก็ไม่ร้องโยเย หากหิวก็ร้องงอแง” จูเหล่าโถวมองอีกฝ่ายพลางป้อนไปด้วย “เจ้าเองก็เหมือนกัน หลิวซื่อป้อนนมลูกมานานปานนี้ เจ้านอนอยู่ในห้องเดียวกันกลับไม่รู้ว่าอู๋เป่าตื่นกลางดึกเพราะหิวเลยหรือ?”
จูเอ้อร์ละอายใจเล็กน้อย จะบอกได้อย่างไรว่าแม้จะกลับไปนอนร่วมห้องกันแล้ว เขาก็ยังนอนแยกเตียงกับหลิวซื่อ
ถึงแม้ห้องจะเล็กจนไม่มีที่ให้วางอีกเตียง แต่ช่วงนี้อากาศร้อนจึงสามารถนอนบนพื้นได้
อยู่ในห้องเขายังไม่ต้องการเสวนาและเห็นหลิวซื่อ จะรู้ได้อย่างไรว่านางทำอะไรบนเตียงบ้าง
“ไม่แปลกที่แม่เจ้าจะโกรธ ถ้าเป็นข้าก็โกรธเช่นกัน อู๋เป่าใช่ว่าเพิ่งเกิดมา เขาโตขนาดนี้แล้วต้องกินหลายครั้งตอนกลางดึก เจ้าเป็นพ่อเสียเปล่ากลับนอนเป็นคนตายอยู่ข้าง ๆ ไม่ช่วยเหลือแล้วยังก่อเรื่องเพิ่มอีก…” จูเหล่าโถวกล่าว “เมื่อครั้งพวกเจ้ายังเล็ก หากข้ากล้าชักช้า แม่เจ้าได้ดุด่าข้าเปิงแน่”
จูเอ้อร์นึกภาพนั้นออกจึงนึกละอายขึ้นมา
“เรื่องหลิวซื่อ เจ้าถือสาจริงหรือ?” จูเหล่าโถวเห็นว่าป้อนใกล้หมดแล้วก็หันไปถามลูกชาย
จูเอ้อร์ “…”
ท่านพ่อ เลิกถามได้หรือไม่
ข้าถูก ‘ลงโทษ’ ให้เลี้ยงลูกก็เพราะเรื่องนี้
“เฮ้อ…” อีกฝ่ายถอนหายใจ “คนสมัยนี้อย่างเจ้าไม่ลำบาก ตอนข้ายังหนุ่มหาเมียสักคนยังยาก ขอแค่มีผู้หญิงสักคนยินดีอยู่ด้วยกันก็บุญหัวแล้ว มีหรือจะกล้าเลือกมากอย่างเจ้า”
“ท่านไม่ได้เลือกท่านแม่หรือ?” จูเอ้อร์ยังจำข่าวลือในหมู่บ้านที่ได้ยินตอนยังเล็กได้
ตอนนั้นท่านแม่เป็นสาวเนื้อหอมของหมู่บ้าน แม้ชื่อเสียงฉาวโฉ่แต่รูปร่างหน้าตาโดดเด่น พวกเขาที่เป็นลูกชายของนางจึงได้ยินผู้ใหญ่รวมตัวกันพูดถึงนางบ่อยครั้ง
บางคนบอกว่ามารดาเขาสวยสะพรั่ง ท่าทางไม่เหมือนหญิงสาวชาวบ้าน หากพ่อของเขาไม่ซื้อก็คง ‘ฉุด’ มา
“ข้าไม่ได้ฉวยโอกาสกับแม่เจ้า หากนางไม่สนใจ ไฉนเลยแม่เจ้าที่เย่อหยิ่งเพียงนั้นจะชายตามองข้า” บัดนี้เมื่อนึกย้อนไปแล้วว่ากันตามตรงเขาก็ไม่มั่นใจนักว่าหากไม่เกิดเรื่องเช่นนั้น ภรรยาจะยังยินดีแต่งงานกับเขาหรือไม่
ตอนนั้นเขาใช้บางวิธีเพื่อป้องกันไม่ให้ภรรยาหนีหายไป…
“ตอนนี้นางสร่างสวยและยังอารมณ์ร้ายไปบ้าง แต่นางก็มีลูกกับท่านหลายคน ทั้งยังหาเงินเข้าบ้านได้มาก ส่งเจ้าเจ็ดไปเล่าเรียน จนตอนนี้ครอบครัวเราเป็นหนึ่งในบรรดาบ้านใกล้เรือนเคียง หากเกิดเรื่องเช่นนี้กับครอบครัวอื่นจะไม่ยินดีสุดซึ้งหรือ?” จูเอ้อร์คิดว่าบิดาย้อนนึกถึงอดีตแล้วไม่พอใจมารดาจึงช่วยพูดให้นาง
ลูกชายกับสามีต่างบทบาทกัน มาตรฐานการมองผู้หญิงย่อมต่างออกไป
เขายอมรับหลิวซื่อไม่ได้ แต่หากบิดาไม่พอใจมารดาเพราะเรื่องพรรค์นี้เขากลับไม่สบายใจ
“ใครจะกล้าไม่พอใจแม่เจ้า นางได้เอาตายแน่ ข้าหมายความว่าหากข้าใช้มาตรฐานเดียวกับเจ้า คงไม่ชายตามองแม่เจ้าตั้งแต่แรก” จูเหล่าโถวกล่าว “เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าแม่เจ้ามีพื้นเพมาจากไหน ไม่ต่างกับเปี้ยนชิวอิ่งที่เจ้าเกือบเอาเข้ามาในบ้าน นางก็เคยเป็นอนุคนโปรดของตระกูลใหญ่”
จูเอ้อร์ชะงักไปชั่วขณะคล้ายไม่รู้จะมีท่าทีอย่างไรกับคำพูดของอีกฝ่าย “ท่านพ่อ จะนำไปเทียบกับท่านแม่ได้อย่างไร เปี้ยนชิวอิ่งเป็นคนพรรค์นั้น นางอุ้มท้องลูกของชายอื่นแล้วหลอกลวงข้า ท่านแม่ไม่ได้… ใบหน้าของพี่น้องของเราแทบถอดแบบกันออกมา มีใครหน้าตาไม่คล้ายคลึงกับท่านบ้าง?”
เขาใจเต้นระรัวเพราะกลัวว่าพ่อของตนจะยัดเยียดคำว่า ‘สวมหมวกเขียว’ ให้มารดา
เรื่องของเขาวุ่นวายพอแล้ว หากบิดามาผสมโรงด้วย เขาคงต้องร้องไห้โฮ