ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 914 คุกเข่าลง
“อันที่จริงข้าเองก็ลังเลอยู่ บ้านและที่ดินที่ข้าอาศัยอยู่ตอนนี้เป็นของข้า ภายภาคหน้าก็จะตกเป็นของลูกชายคนรอง หากข้าแต่งงานไปจะทำอย่างไรกับที่ดินและบ้านหลังนี้”
“เจ้าก็ยังมีหัวคิดนี่” เย่อวี๋หรานกล่าว “เจ้าแต่งงานไปยังจะมีหวังแบ่งสินเดิมให้ลูกชายเจ้าอีกหรือ คนเรามีชีวิตสุขสบายและมีพ่อเฒ่าอยู่แล้ว เหตุใดต้องเชื้อเชิญ ‘แม่เฒ่า’ มาให้เหนื่อยเลี้ยงดูด้วย คงเป็นเพราะพวกเขาเห็นบางอย่างในตัวเจ้า จึงคิดว่าหลังจากเจ้าแต่งงานเข้าสกุลแล้วจะสามารถฉกฉวยผลประโยชน์ได้ หากไม่ได้ผลประโยชน์พวกเขาจะยอมแต่งเจ้าเข้าสกุลทำไมกัน”
“… เช่นนั้น พวกเขาเห็นถึงจิตใจของข้าไม่ได้เลยหรือ อันที่จริงข้าเองก็ทำงานหนักไม่น้อย”
“หากเจ้าทำงานหนักแล้วดีเท่าสาว ๆ ไหมเล่า ทุกวันนี้ผู้ชายที่แต่งงานมีใครไม่หวังมีลูกบ้าง เจ้ามีลูกไม่ได้แต่ผู้อื่นมีได้ นี่แค่เรื่องบนเตียงเท่านั้นไม่ใช่หรือ?”
จูเอ้อร์เม่ยหน้าแดง “พี่สะใภ้ ทำไมถึงพูดเรื่องพรรค์นี้ออกมาได้”
ที่บอกว่าเพียงเรื่องบนเตียง มันน่าอับอายเกินไปแล้ว!
อยากจะให้บรรดาลูกชายและลูกสะใภ้ของอีกฝ่ายมาได้ยินคำเหล่านี้นัก ให้พวกเขารู้ว่ามารดาเป็นคนอย่างไร
“คนอื่นพูดได้ข้าเองก็พูดได้ ข้าขอถามเจ้าหน่อย เจ้าเองก็มีลูกไม่ได้แล้ว ที่ดินกับบ้านของเจ้าก็เป็นของลูกชายเจ้า พวกเขาจะให้เจ้าแต่งเข้าสกุลไปทำไมกัน” เย่อวี๋หรานถามให้คิด
จูเอ้อร์เม่ย “…”
“เจ้าอยากแต่งงานไปปรนนิบัติรับใช้ตาเฒ่าผู้นั้นหรือ นอกจากเรื่องบนเตียงแล้วเจ้ายังต้องซักผ้าและทำอาหารให้เขาหรือไม่ หากเขาล้มหมอนนอนเสื่อ เจ้าต้องเฝ้าไข้เขาหรือไม่ หากลูกชายและลูกสะใภ้ของเขาไม่ต้องการกตัญญูต่อเจ้าแล้วไม่ยอมเอื้อเฟื้อให้เจ้า เขาจะปกป้องเจ้าได้หรือไม่ คิดว่าเขาจะยอมตัดขาดกับลูกชายที่หาเลี้ยงเขายามแก่เฒ่าเพื่อแม่ไก่ที่ออกไข่ไม่ได้เชียวหรือ?”
“…”
“เจ้าต้องมีสติยั้งคิด อย่าคล้อยตามคำของผู้อื่น หากเจ้าเปลี่ยวเหงาและต้องการหาเพื่อนคู่ชีวิต ทำไมไม่หาผู้ชายสักคนที่ลอยชายไม่มีครอบครัวเล่า? ต่อให้เขาขาพิกลพิการและหน้าตาอัปลักษณ์ อย่างน้อยก็ยังไม่มีลูกและต้องพึ่งพาลูกชายเจ้าให้หาเลี้ยงยามแก่เฒ่า ไฉนเลยจะกล้าทำไม่ดีกับเจ้า”
แม้นางจะรู้สึกว่าคำพูดพี่สะใภ้มีเหตุผล ทว่านางบอกตอนไหนว่านาง ‘ขาดแคลน’ ผู้ชาย
อย่าเห็นว่านางอายุมากแล้ว เมื่อเป็นเรื่องพรรค์นี้ก็ยังเก้อเขินอยู่บ้างและไม่รู้จะอธิบายกับเย่อวี๋หรานอย่างไร
นางไม่ตอบ เย่อวี๋หรานคิดว่านางกำลังคิดตามจึงช่วยแจกแจงข้อดีข้อเสียของการแต่งงานใหม่เพื่อชี้แนะ อยู่ตัวคนเดียวไม่สบายกว่าหรืออย่างไร?
หากกลัวว่าล้มป่วยแล้วจะไม่มีใครดูแลก็ไม่เป็นปัญหา รีบหาเงินทองแล้วซื้อตัวสาวใช้สักคนมาปรนนิบัติก็ได้ไม่ใช่หรือ?
หากต้องการผู้ชายก็ควรเลือกคนที่ไม่มีลูกหลาน เขามีชีวิตสุขสบายได้ก็เพราะเจ้าจึงย่อมดีต่อเจ้า หากเขาไม่ดีก็ยังสามารถหาคนใหม่ได้
แน่นอนว่านางพูดล้อเล่นเท่านั้น หากจูเอ้อร์เม่ยจะแต่งงานใหม่จริง ๆ ต่อให้ชายผู้นั้นไม่ดีก็ไม่มีทางจะแต่งงานซ้ำได้ ไม่เช่นนั้นชื่อเสียงคงได้ฉาวโฉ่เต็มที ไม่ได้สำคัญที่เจ้าตัวแก่เฒ่าแล้ว แต่เพราะยังมีลูกชายและลูกสะใภ้จึงไม่คุ้มค่า
จูเอ้อร์เม่ยน้ำตาไหล “พี่สะใภ้ ท่านคิดมากเกินไปแล้ว ข้าไม่ได้คิดถึงขั้นนั้น”
เย่อวี๋หรานต่อว่า “เพราะเจ้าไม่คิดอย่างไรเล่า ข้าถึงต้องอธิบายให้ชัดเจนกับเจ้า ไม่เช่นนั้นหากเจ้าสับสนขึ้นมาแล้วลงมือทำคงสายเกินจะเสียดายแล้ว”
“ข้าไม่ได้อยากแต่งงานใหม่”
“ถ้าไม่คิดจะเป็นการดีที่สุด เจ้าอยู่ตัวคนเดียวก็สบายดีอยู่แล้ว ยังจะหาผู้ชายมาให้ลำบากดูแลอีก หากถามข้ามันก็ถือเป็นความคิดโง่เง่า กว่าจะหย่าได้ไม่ง่ายเลย ได้ใช้ชีวิตโดยไม่ต้องเกรงอกเกรงใจคนอื่น เจ้ายังจะรนหาที่อีกหรือ ซื่อบื้อนัก”
อีกฝ่ายมองหน้าเย่อวี๋หรานแล้วเอ่ยว่า “พี่สะใภ้ ท่านเกลียดขี้หน้าพี่ใหญ่หรือ ข้าเห็นท่านไม่เคยปฏิบัติกับผู้ชายดีเลย…”
เรื่องที่พี่ใหญ่ของนางแยกห้องกับพี่สะใภ้ นางเองก็รู้ดี เพียงแค่ไม่รู้เหตุผลแน่ชัดเท่านั้น
จูเหล่าโถวย่อมไม่ได้บอกนาง นางเพียงได้ข่าวมาจากแม่เฒ่าจู
ตอนนั้นนางยังแปลกใจที่พี่สะใภ้นิสัยแข็งกร้าวเพียงนี้แต่ยังไม่หย่าเพื่อไว้หน้าพี่ชาย นับว่ายังมีความรู้สึกต่อกันอยู่บ้างไม่ใช่หรือ
ทว่ายามนี้ได้ฟังอีกฝ่ายพร่ำบ่นขนาดนี้จึงเข้าใจได้ไม่ยากว่าผู้หญิงที่เห็นผู้ชายเป็น ‘ตัวปัญหา’ จะใช้ชีวิตสงบสุขร่วมกับผู้ชายได้อย่างไร
“ไม่ต้องกังวลเรื่องระหว่างข้ากับพี่ใหญ่ของเจ้าหรอก”
ครั้นโดนบอกปัด จูเอ้อร์เม่ยก็ยกมือลูบจมูกแก้เก้อ “ข้าไม่ได้กังวล เพียงแค่เป็นห่วงเท่านั้น”
ข่าวคราวเรื่องหญิงปากสว่างกำลังจะถูกทอดทิ้งนั้นแพร่สะพัดไปไกล ด้านเจ้าหน้าที่ทางการและผู้อาวุโสตัดสินใจได้ในท้ายที่สุด
หญิงปากสว่างถูกกักบริเวณไม่ให้ออกไปอาละวาดที่ไหนเป็นเวลาครึ่งเดือน
ครั้นเจ้าตัวได้ยินข่าวลือนี้แล้วก็โพล่งขึ้นมาทันที “กล้าดียังไง! ถ้าพวกเขากล้าทอดทิ้งข้า ข้าจะแขวนคอตายหน้าประตูบ้าน ต่อให้กลายเป็นผีก็จะตามหลอกหลอนไม่ปล่อยให้อยู่อย่างสงบสุข ถ้าข้าไม่มีความสุขก็อย่าหวังว่าใครจะมีความสุขเลย”
ทว่าไม่เป็นไปตามที่นางคาดหวัง เมื่อเจ้าหน้าที่ทางการกับผู้อาวุโสเรียกประชุมที่หอบรรพชน
หอบรรพชนประจำหมู่บ้านสกุลจูจะถูกใช้งานก็ต่อเมื่อมีเหตุการณ์สำคัญ อย่างการเคารพบรรพบุรุษหรือบอกกล่าวบรรพบุรุษเรื่องที่จูชีสอบคัดเลือกผ่าน
ผู้หญิงที่แต่งงานเข้าสกุลจูมีโอกาสเข้ามาที่นี่เพียงสองครั้ง ครั้งแรกคือตอนแต่งงาน อีกครั้งคือตอนล่วงลับไปสู่สุคติ
นางถูกพาตัวมาที่หอบรรพชนประจำหมู่บ้าน
ทุกคนคาดไม่ถึงว่าหญิงปากสว่างจะได้รับการเชื้อเชิญให้เป็นตัวเอก ณ ที่แห่งนี้
พลั่ก!…
ตุ้บ!…
หญิงปากสว่างถูกผลักเข้ามา นางมองเจ้าหน้าที่ทางการและผู้อาวุโสที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ รวมถึงผู้เฒ่าประจำหมู่บ้านที่นั่งเรียงกัน ‘การตัดสินโทษสามฝ่าย’ เช่นนี้ทำให้นางนึกหวาดกลัว
ในเวลาเดียวกันก็ทำให้นางล้มเลิกทุกแผนการ
“ผู้อาวุโส… นี่มันหมายความว่าอย่างไร?” นางยืนอยู่กลางหอบรรพชนด้วยท่าทีตื่นตระหนก
อีกฝ่ายกลับไม่ชายตามองนาง แต่หันไปมองชายชราที่อาวุโสที่สุด “ท่านอา รบกวนท่านแล้ว!”
“ไม่เป็นไร ข้าแก่ปูนนี้แล้ว มีสิ่งใดไม่เคยพบเจอบ้าง เรื่องเล็กน้อยเพียงนี้ข้าจัดการให้สงบลงได้” ชายผมสีดอกเลาผิวซีดผู้นี้ไม่อาจลุกยืนตรงได้ด้วยซ้ำ
ทว่าไม่เป็นไร เพราะมีคนช่วยพยุงเขา
หลังยืนขึ้นแล้ว เขาก็สั่งหญิงปากสว่าง “คุกเข่าลง”
นางสับสนและคุกเข่าลงทันที นางไม่ได้กลัวชายแก่ผู้นี้ เพียงแค่บรรยากาศตอนนี้บีบบังคับ…
นางเป็นเพียงผู้หญิงคนหนึ่ง จะทนได้อย่างไร
ทันทีที่นางนั่งลงก็เอ่ยถามเสียงสั่น “ท่านอา… ท่านมาทำอะไรที่นี่?”
ปกติแล้วหากไม่ใช่เรื่องใหญ่ย่อมไม่มีทางเชิญชายชราคนนี้มา
“ข้ามาทำไมน่ะหรือ ไม่รู้ตัวหรือว่าเจ้าก่อเรื่องอะไรไว้…” อีกฝ่ายพูดไม่มากความ กลับหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งจากมือชายหนุ่มข้างกายมาคลี่ออกแล้วอ่านตาม
แน่นอนว่าอันที่จริงเขาอ่านหนังสือไม่ออก ทว่ามันไม่สำคัญหาก ‘จดจำ’ ได้
เห็นได้ชัดว่าสกุลจูความจำดีมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ
ถ้อยคำวกวนอ้อมค้อมอื่นนั้นหญิงปากสว่างไม่เข้าใจ แต่มีประโยคหนึ่งที่เข้าใจได้ นั่นคือนาง ‘กระทำผิด’ และสกุลจูจะทอดทิ้งนาง