ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 929 ถึงขั้นมากล่าวเตือนนาง
ใครบางคนโพล่งขึ้นในขณะนี้เอง “มีเด็กคนหนึ่งในกลุ่มที่อ่านออกเขียนได้ แต่ข้าจะไม่บอกว่าเป็นใคร ถ้าอยากรู้ว่าจะโชคดีเป็นลูกของพวกท่านหรือไม่ ก็ส่งพวกเขาเข้าชั้นเรียนหนังสือ”
เมื่อได้รู้ข่าวนี้ ทุกคนก็มีท่าทีงุนงง
ทว่าเมื่อพวกเขาได้ยินว่าใครเป็นผู้เอ่ยเรื่องนี้ขึ้นก็เริ่มสงสัยขึ้นมาอีกครั้ง “คำพูดของจูต้าเหนียงจะไม่เป็นความจริงได้อย่างไร
คนอย่างนางมีหรือที่จะกล่าววาจาโป้ปด
นางบอกว่าเจ้าเจ็ดลูกนางสามารถเล่าเรียนได้ และเขาก็ทำได้จริง ทั้งยังสอบผ่านซิ่วไฉอีกด้วย
นางบอกว่าที่นาสามารถเพาะปลูกธัญพืชได้ และพวกมันก็งอกงามจริง
นางบอกว่าคูน้ำสามารถทุ่นแรงได้ และมันก็ได้ผลจริง
……
“เป็นอย่างที่จูต้าเหนียงพูดจริงหรือ?”
“จริงสิ นางพูดอย่างนั้นจริง ๆ ตาเฒ่าบ้านข้าไปที่นั่นมา เขาได้ยินมากับหูเลย” คนหนึ่งมองมาก่อนเอ่ยต่อ “เพียงแค่ไม่รู้ว่าเป็นลูกหลานบ้านใดเท่านั้น จูต้าเหนียงไม่ได้บอกเอาไว้”
“ทำไมนางถึงไม่บอกว่าเป็นเด็กบ้านไหน พูดออกมาเลยคงดีกว่าทำเรื่องให้ซับซ้อนเช่นนี้”
“เจ้าไม่เข้าใจหรือ?” อีกฝ่ายยิ้มแล้วอธิบาย “นางบอกว่าเรื่องแบบนี้พูดออกไปส่ง ๆ ไม่ได้ ถ้าพูดออกไป เด็กที่เดิมทีควรได้ดีอาจถูกเราทำร้ายได้”
“จะถูกเราทำร้ายได้อย่างไร ข้าไม่เข้าใจเลย”
“เฮ้อ เอาเถิด ข้าอธิบายไม่ถูก อย่างไรเสียมันก็หมายความแบบนั้น เมื่อถึงเวลานั้นแล้วเจ้าก็จะรู้เอง” คนผู้นั้นเองก็ได้ยินมาจากพ่อเฒ่าอีกทีหนึ่งจึงไม่รู้แน่ชัด ไฉนเลยจะอธิบายให้กระจ่างได้
ทว่านางยังกัดกระสุนบอกออกไปว่ามันส่งผลเสียต่อเด็ก ๆ จูต้าเหนียงถึงได้ไม่ยอมบอก
แม้ไม่รู้สิ่งใด แต่นางก็รู้ว่าจูต้าเหนียงไม่เคยโกหก
ทั้งเจ้าหน้าที่ทางการ ผู้อาวุโส และชาวบ้านมากมายต่างเห็นด้วย ต่อให้นางไม่เข้าใจแต่ก็เชื่อว่าหากทุกคนพร้อมใจกันคล้อยตาม มันก็คงเป็นสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสม
อีกฝ่าย “…”
เอาเถิด แม้แต่เจ้าหน้าที่ทางการกับผู้อาวุโสยังเห็นด้วย เช่นนั้นก็ลองดูกันสักตั้ง
อีกด้านหนึ่งจูชีก็ง่วนหัวหมุน
เดิมทีกว่าจะได้ปิดเทอมฤดูใบไม้ผลิไม่ง่าย เขาต้องทำการบ้านที่อาจารย์มอบหมายมาให้เสร็จ จะรู้ได้อย่างไรว่ามารดาจะมีงานให้เขาทำเพิ่มเติมอีก
โชคดีที่ยังมีต้าเป่า เอ้อร์เป่า จูปาเม่ย หลินซานเม่ย และหลินซื่อเม่ย รวมถึงคนอื่น ๆ คอยช่วยเหลือ ไม่เช่นนั้นคงจะหนักหนาเกินกว่าเขาจะทำเพียงลำพัง
ก่อนอื่นต้องวางแผน แต่ละครอบครัวมีลูกหลานกี่คน อายุเท่าไหร่ ปกติแล้วชอบทำสิ่งใด
จากนั้นค่อยนำจำนวนเด็กทั้งหมดมากำหนดขนาดของชั้นเรียน รวมถึงจำนวนโต๊ะและเก้าอี้
เมื่อพวกเขาไปไล่ถามตามบ้านต่าง ๆ แต่ละครอบครัวก็ให้คำตอบแตกต่างกันไป
บ้างมั่นใจและคิดว่าเด็กที่มีแววต้องเป็นลูกหลานบ้านตนเอง จึงกล่าวว่า “จูปาเม่ย ข้าจะบอกให้ ลูกหลานบ้านข้าฉลาดมาก มักทำงานได้คล่องแคล่ว เขาสามารถปีนต้นไม้และยิงนกได้ตั้งแต่อายุยังน้อย…”
อีกฝ่ายโอ้อวดถึงความสามารถของลูกหลานตนเอง ราวกับกลัวผู้คนไม่รับรู้เรื่องนี้
ได้ฟังเรื่องเด็กยิงนกไล่หมามาทั้งวัน จูปาเม่ยก็อดปากกระตุกขึ้นมาไม่ได้ ‘คนพวกนี้ ตกลงท่านรู้หรือไม่ว่าปัญญาชนคืออะไร เรื่องพรรค์นั้นเป็นสิ่งที่ปัญญาชนพึงกระทำหรืออย่างไร’
ยังมีคนที่ไม่มั่นใจนักด้วย เมื่อจูปาเม่ยและพรรคพวกไปสอบถาม พวกเขาก็บอกด้วยท่าทีไม่สู้ดี “อย่าไปนึกถึงลูกบ้านเราเลย มองแวบแรกก็รู้แล้วว่าเขาไม่ใช่คนเรียนเก่ง เอาแต่วิ่งเล่นทั้งวัน เนื้อตัวมอมแมมไปหมด…”
“จะเป็นเช่นไรเรายังไม่อาจรู้ได้ ท่านแม่ข้าไม่ยอมบอกชื่อเด็กคนนั้น รอจนกว่าจะเข้าเรียนแล้วคอยดูว่าจะเป็นอย่างไรดีกว่า” จูปาเม่ยหยิบสมุดขึ้นมาแล้วให้นางบอกชื่อและอายุของลูก
หมู่บ้านสกุลจูไม่ใหญ่โต แต่การจะรู้ว่าในหมู่บ้านมีเด็กกี่คน อายุเท่าไหร่ และชื่ออะไรบ้างนั้นกินเวลาหลายวันในการเดินรอบหมู่บ้าน
ไม่มีทางอื่น เมื่อไปที่บ้านใดผู้คนก็มักพูดคุยด้วยพักใหญ่
เด็กบางคนตามมารดากลับไปเยี่ยมบ้านครอบครัวฝ่ายแม่ ปู่ย่าจำได้เพียงชื่อเล่นและอายุคร่าว ๆ เท่านั้น ไม่ได้จำรายละเอียดได้ชัดเจน
โชคดีที่จูปาเม่ยเพียงต้องการข้อมูลในเบื้องต้น ไม่เช่นนั้นเมื่อเจอพ่อเฒ่ากับแม่เฒ่าที่สับสน เกรงว่าคงได้ร้องไห้ออกมาแล้ว
รอหลิ่วซื่อ หลิวซื่อ หลี่ซื่อ และหลินซื่อกลับมาจากบ้านมารดา การสำรวจก็คงอยู่ในขั้นสุดท้ายพอดี
จูชีได้ผลการสำรวจมาก็เริ่มวางแผนและแจ้งข่าวกับเย่อวี๋หรานเป็นระยะ
ระหว่างนี้ครอบครัวก็ได้ไปร่วมงานแต่งของหลี่ฉินกับเหวินเหรินซาน
ในฐานะแม่บุญธรรม เย่อวี๋หรานย่อมต้องนั่งเป็นเจ้าภาพ
ญาติผู้ใหญ่ทั้งฝ่ายเจ้าบ่าวและเจ้าสาวต่างก็เกรงใจนาง ภายหลังยังมาขอบคุณที่แนะนำสามีที่ดีให้กับลูกสาวตนเอง ก่อนหน้านี้นางก็มีลูกชายเป็นถึงซิ่วไฉ อีกทั้งหลี่ฉินยังทำให้สกุลเหวินมีส่วนแบ่งในกิจการถึงหนึ่งในสิบส่วนด้วย
แน่นอนว่าเรื่องส่วนแบ่งนั้นทั้งสองครอบครัวเก็บเอาไว้ในใจ ไม่ได้เปิดเผยให้คนภายนอกรู้
ส่วนเรื่องมันเป็นสินเดิมนั้นครอบครัวทั้งสองฝ่ายไม่ได้กล่าวถึง
มีเพียงพี่สะใภ้ของหลี่ฉินที่แอบถอนหายใจ “เฮ้อ… น่าเสียดาย รายได้จากส่วนแบ่งตั้งหนึ่งในสิบส่วน”
“ต่อให้เสียดาย แต่มันก็ไม่ใช่ของเราอยู่ดี” สะใภ้อีกคนบอก “แม่บุญธรรมของนางให้มาเป็นสินเดิม จะทำอย่างไรได้เล่า”
“เจ้าไม่อิจฉาหรือ?”
“อิจฉา แต่มันจะมีประโยชน์อะไรเล่า” นางรู้ดีจึงเอ่ยว่า “เจ้าคิดว่านางยกให้นางหนูฉินหรือ? นางยกให้สกุลเหวินต่างหาก เพียงแต่ให้อยู่ในนามของนางหนูฉินเพื่อให้เจ้าตัวมีหน้ามีตา ถ้าไม่มีสินเดิมติดตัวมา ต่อไปนางจะอยู่ในสกุลเหวินได้อย่างไร มีแต่สินเดิมนี้ที่จะทำให้นางมีที่ยืนในสกุลเหวิน และคนในสกุลก็ต้องทำดีกับนาง”
ทำไมข้าถึงไม่มีแม่บุญธรรมใจกว้างเช่นนี้บ้างนะ”
“…”
……
ไม่ว่าพี่สะใภ้ทั้งสองจะริษยาเพียงไหน พวกนางก็ทำได้เพียงอิจฉาและไม่อาจทำสิ่งใดไปมากกว่านั้น
ทำไมพวกนางถึงไม่คิดยึดครองน่ะหรือ?
ด้านหนึ่งคือกิตติศัพท์ของจูต้าเหนียง ด้านหนึ่งคือสกุลเหวินที่ยังต้องกอดขาพึ่งพา พวกนางไม่กล้ามีเรื่องกับทั้งสองฝ่าย ต่อให้มีความคิดผุดขึ้นก็ไม่กล้าลงมือ
หลังนั่งกินเลี้ยงอยู่ที่ฝ่ายเจ้าสาว เย่อวี๋หรานได้รับเชิญไปทางโต๊ะฝ่ายเจ้าบ่าว แม่เหวินเห็นนางแล้วก็ต้อนรับอย่างอบอุ่นราวกับเป็นพี่น้องกัน
เจ้าหน้าที่ว่าการในวงเห็นแล้วก็แปลกใจ
คนที่สนิทสนมกับนางถึงขั้นมาเตือนว่าอย่าหมางเมินคนอื่นเพียงเพราะหญิงชาวบ้านผู้นี้
แม่เหวินหัวเราะ “งั้นข้าคงต้องรบกวนท่านแล้ว ข้าถูกใจลูกสะใภ้คนนี้มาก ถ้าไม่ได้แม่บุญธรรมของนางช่วยจับคู่ให้ ข้าคงพลาดลูกสะใภ้แสนดีไปแล้ว วันนี้เป็นวันมงคล นานทีจะได้มีความสุข ข้าเผลอตัวไปบ้างจึงขอชดเชยให้ภายหลัง”
“ฮ่า ๆๆ ข้ารู้ว่ากว่าจะได้ลูกสะใภ้สมดั่งใจไม่ง่าย เราไม่ทำให้เจ้าลำบากใจหรอก เจ้าทำธุระของเจ้าไป ข้าจะรับหน้าบรรดาแม่เฒ่าช่างเจรจาให้เอง”
“ขอบคุณท่านมาก เอาไว้ข้าจะเลี้ยงชาท่านทีหลัง”
“เราเป็นพี่น้องที่ดีต่อกัน พูดอะไรอย่างนั้น แต่ว่าข้าไม่ต้องการดื่มชาหรอกนะ” อีกฝ่ายยิ้ม “เมื่อถึงเวลานั้น อย่าลืมแนะนำแม่บุญธรรมของลูกสะใภ้เจ้าให้ข้ารู้จักก็พอ ครอบครัวเราก็มีหลานที่ยังไม่ได้ออกเรือน บางทีข้าอาจรบกวนให้นางแนะนำหลานสะใภ้ดี ๆ ให้สักคน”
แม้จะพูดเช่นนั้นแต่ไฉนเลยนางจะไม่รู้ความนัยของอีกฝ่าย เพราะเห็นว่าลูกชายจูต้าเหนียงเป็นซิ่วไฉจึงต้องการผูกสัมพันธ์ด้วย
ฐานะเจ้าหน้าที่ว่าการต่ำต้อย หากได้เกาะขาซิ่วไฉคงได้มีหน้ามีตาบ้าง
แม่เหวินไม่ปฏิเสธ นางยิ้มแล้วพูดว่า “ได้สิ แล้วข้าจะแนะนำให้ ครอบครัวนางมีเด็กสาวหลายคน ท่านลองดูไปก่อนเถิด”
ลูกสาวบุญธรรมของอีกฝ่ายแต่งเข้าสกุลเหวินของนางแล้ว ยังต้องกลัวถูกแย่งไปอยู่หรือ
ล้อเล่นหรือไร ส่วนแบ่งจากกิจการหนึ่งในสิบส่วน มีใครสามารถมอบให้ได้บ้าง ทั้งหมดนี้แม่เหวินรู้ดีแก่ใจ