ย้อนเวลาพร้อมมือถือเทพ สู่บัลลังก์เจ้าพ่อไอที - บทที่ 44 - การตัดสินใจและเรื่องบังเอิญที่โรงเรียนสอนขับรถ
- Home
- ย้อนเวลาพร้อมมือถือเทพ สู่บัลลังก์เจ้าพ่อไอที
- บทที่ 44 - การตัดสินใจและเรื่องบังเอิญที่โรงเรียนสอนขับรถ
บทที่ 44 – การตัดสินใจและเรื่องบังเอิญที่โรงเรียนสอนขับรถ
เซี่ยเจี้ยนกั๋วพูดไม่ออกไปพักใหญ่
โจวอวิ๋นฟางเองก็เงียบกริบ
ผ่านไปครู่ใหญ่ เซี่ยเจี้ยนกั๋วก็พรูลมหายใจยาวเหยียดออกมา
เขาหยิบหนังสือคู่มือเล่มหนาบนโต๊ะ พลิกไปที่หน้าสถาบันการศึกษาในปักกิ่ง
นิ้วของเขาไล่หาในรายชื่อโรงเรียนยิบย่อย จนเจอคำว่า “มหาวิทยาลัยไปรษณีย์และโทรคมนาคมปักกิ่ง”
เขาชี้นิ้วไปที่ชื่อนั้น แล้วเงยหน้ามองเซี่ยตง
“เอาที่นี่นะ?”
เซี่ยตงพยักหน้าหนักแน่น
“ที่นี่แหละครับ”
เซี่ยเจี้ยนกั๋วหยิบปากกา ไม่พูดพร่ำทำเพลงอีกแม้แต่คำเดียว
เขาเขียนคำว่า “มหาวิทยาลัยไปรษณีย์และโทรคมนาคมปักกิ่ง” ลงในช่องอันดับหนึ่งด้วยท่าทีจริงจัง
แล้วเลือก “สาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยี” ลงในช่องคณะอย่างตั้งใจ
ความคลั่งไคล้ดีใจหลังจากผลสอบออก ก็เหมือนพายุเฮอริเคนที่พัดถล่มบ้าน มาไวไปไว
หลังพายุสงบ ทุกอย่างก็กลับสู่ความเงียบสงบและความอบอ้าวตามปกติของฤดูร้อน
บ่ายวันธรรมดาวันหนึ่ง หลังจากเซี่ยเจี้ยนกั๋วอ่านหนังสือพิมพ์จบ ก็ถอดแว่นสายตายาวออก สายตาตกไปอยู่ที่ลูกชายที่กำลังนั่งดูทีวีอย่างสบายอารมณ์บนโซฟา
ไอ้ลูกคนนี้ ดูเหมือนจะโตเป็นผู้ใหญ่ในชั่วข้ามคืนจริงๆ
เขารู้สึกภูมิใจ
“เซี่ยตง”
เซี่ยเจี้ยนกั๋วกระแอมไอ น้ำเสียงเรียบๆ แต่แฝงอำนาจที่ไม่อาจขัดขืน
“หือ? ว่าไงครับพ่อ” เซี่ยตงละสายตาจากทีวี
“ปิดเทอมฤดูร้อนนี้ เวลายังอีกยาว”
“ไปเรียนขับรถซะนะ”
เซี่ยเจี้ยนกั๋วใช้นิ้วเคาะที่โฆษณารถยนต์บนหน้าหนังสือพิมพ์
“ต่อไปเข้ามหาลัย เรียนจบมา ไม่มีรถจะไปไหนมาไหนลำบาก”
เซี่ยตงชะงักไปนิด แล้วก็ยิ้มออกมา
นี่มันอยู่ในแผนของเขาอยู่แล้ว ไม่นึกว่าพ่อจะชิงพูดขึ้นมาก่อน
ชาติที่แล้วเขาประหยัดเงิน เลยลากยาวไปเรียนตอนทำงานแล้วหลายปี ตอนนั้นค่าเรียนแพงขึ้นหลายเท่า แถมงานยุ่ง ลางานยาก เรียนๆ หยุดๆ ทรมานแทบตาย
ชาตินี้ แน่นอนว่าต้องไม่ซ้ำรอยเดิม
“เอาสิครับ”
เขาตอบรับทันที ไม่มีท่าทีอิดออดเหมือนเด็กวัยเดียวกัน
เซี่ยเจี้ยนกั๋วกลับเป็นฝ่ายแปลกใจ บทเทศนาเรื่อง “หวังดีนะถึงบอก” ที่เตรียมไว้เต็มท้อง เลยเป็นอันต้องพับเก็บ
เขามองใบหน้าเรียบเฉยของลูกชาย สุดท้ายก็ได้แต่พยักหน้า
“อืม รีบเรียน จะได้รีบได้ใบขับขี่”
…
สถานที่สมัครเรียนคือ “โรงเรียนสอนขับรถหงถู” ที่ใหญ่ที่สุดในเมือง
ในโถงรับสมัครคนแน่นเอี๊ยด
พนักงานต้อนรับดูเหมือนจะชินชากับภาพนี้แล้ว ก้มหน้าก้มตาทำงานโดยไม่เงยหน้ามองใคร
เซี่ยตงกรอกเอกสาร จ่ายเงิน แล้วได้รับหนังสือ “กฎระเบียบการจราจรทางบก” เล่มหนาปึกมาหนึ่งเล่ม
ในห้องอบรมภาคทฤษฎี คนยิ่งเยอะเข้าไปใหญ่
พัดลมเพดานหมุนดังพึ่บพั่บ แต่ไม่อาจปัดเป่าความอบอ้าวของฤดูร้อนไปได้เลย
อายุนักเรียนหลากหลายมาก
มีทั้งเด็กจบใหม่หน้าใสเด้งเหมือนเขา
มีมนุษย์เงินเดือนในชุดทำงานที่ดูเหนื่อยล้า
กระทั่งคุณลุงคุณป้าผมขาวที่ต้องใส่แว่นสายตายาวอ่านหนังสือก็ยังมี
เซี่ยตงหาที่นั่งริมหน้าต่าง แล้วเปิดหนังสือเรียนน่าเบื่อเล่มนั้นผ่านๆ อย่างเซ็งๆ
เขาคิดถึงตอนสอบใบขับขี่ในยุคสมาร์ตโฟนที่มีแอปให้ฝึกทำข้อสอบ ไม่เหมือนตอนนี้ที่ต้องมานั่งเรียนในห้อง
จังหวะที่เงยหน้าขึ้น สายตากวาดไปรอบห้อง แล้วก็ไปสะดุดอยู่ที่มุมหนึ่ง
ตรงนั้นมีผู้หญิงคนหนึ่งนั่งอยู่
ผมสั้น เสื้อยืดสีขาว กางเกงยีนส์
เธอนั่งหลังตรง ก้มหน้าจดบันทึกลงในหนังสืออย่างตั้งใจด้วยปากกา โครงหน้าด้านข้างดูนวลเนียนเมื่อต้องแสงแดด แก้มขึ้นสีชมพูระเรื่อเพราะความร้อน
แผ่นหลังนี้ คุ้นๆ แฮะ
เซี่ยตงหรี่ตา ภาพความทรงจำแล่นย้อนกลับมาอย่างรวดเร็ว
เธอนั่นเอง
คนที่เจอที่ร้าน “เคนตั๊กกี้” ผู้หญิงที่นั่งกลุ้มใจเรื่องเลือกคณะคนนั้น จ้าวเหมิง
วันนี้จ้าวเหมิงแต่งตัวง่ายๆ ด้วยเสื้อยืดสีขาวกับกางเกงยีนส์ขาสั้น เผยให้เห็นเรียวขาตรงยาว ส่วนเว้าส่วนโค้งไร้ที่ติ แต่ที่ดึงดูดสายตาที่สุดคือใบหน้า เครื่องหน้าจิ้มลิ้ม ผิวขาวผ่อง ผมสั้นซอยดูทะมัดทะแมง ให้ความรู้สึกสวยแบบสะอาดสะอ้านและเท่ในเวลาเดียวกัน
ตอนเจอที่ร้านเคนตั๊กกี้ เซี่ยตงกับจ้าวเหมิงคุยกันแค่นิดเดียว แถมตอนนั้นในหัวเขามีแต่เรื่องเว็บไซต์โอลิมปิก จนลืมแม้กระทั่งชื่อของเธอ
แต่ไม่น่าเชื่อ โลกกลมชะมัด
ขณะที่เซี่ยตงกำลังพิจารณาเธออยู่ หญิงสาวเหมือนจะรู้ตัว เงยหน้าขึ้นมาพอดี
สบตากัน
เธอชะงักไปนิด ก่อนจะจำเขาได้ สีหน้าฉายแววประหลาดใจ
จากนั้นความประหลาดใจก็เปลี่ยนเป็นรอยยิ้มหวานละมุนที่แฝงความเขินอายเล็กน้อย
เซี่ยตงยิ้มตอบ เป็นการทักทาย
คลาสทฤษฎีดำเนินไป วิทยากรบนเวทีพูดจนคอแห้ง ส่วนนักเรียนข้างล่างส่วนใหญ่ก็นั่งสัปหงก
พอเสียงกริ่งหมดเวลาดังขึ้น ทั้งห้องเรียนก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
เซี่ยตงเก็บของ เตรียมจะกลับ แต่หญิงสาวคนนั้นกลับเดินตรงเข้ามาหา
“สวัสดีค่ะ เจอกันอีกแล้วนะ” เสียงเธอเบาและใสกังวาน
“สวัสดีครับ” เซี่ยตงพยักหน้า “บังเอิญจัง”
“ฉันชื่อ จ้าวเหมิง นะคะ เหมิงที่แปลว่าต้นกล้า จำฉันได้มั้ย” เธอแนะนำตัวก่อน
“เซี่ยตงครับ เซี่ยที่เป็นฤดูร้อน ตงที่เป็นฤดูหนาว”
“คราวก่อน… ขอบคุณมากนะคะ” แก้มของจ้าวเหมิงแดงระเรื่อ “ฉันกลับไปคิดดูดีๆ แล้ว ตัดสินใจเลือกเรียนคอมพิวเตอร์ค่ะ”
“งั้นเหรอ ดีแล้วล่ะ” เซี่ยตงยิ้ม
หลังจากทักทายกันสั้นๆ ทั้งสองก็แยกย้ายกันกลับบ้าน
บุพเพสันนิวาส บางทีก็เป็นเรื่องมหัศจรรย์แบบนี้แหละ
…
ไม่กี่วันต่อมา ก็สอบข้อเขียนผ่านฉลุย
เซี่ยตงและจ้าวเหมิง รวมถึงนักเรียนอีกสามคน ถูกโชคชะตาเหวี่ยงให้มาอยู่กับครูฝึกคนเดียวกัน
และนับจากนั้น ช่วงเวลาที่ “มืดมน” ที่สุดในชีวิตของพวกเขาก็เปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการ
ครูฝึกของพวกเขา แซ่หลิว ชื่อเจี้ยนกั๋ว ชื่อที่ฟังดูทรงพลังและดุดัน
ครูฝึกหลิวเป็นชายวัยกลางคนเฉียดห้าสิบ ผิวเกรียมแดดจนดำเมี่ยมเหมือนก้อนเหล็กเพิ่งขุดขึ้นจากดิน
แกใส่เสื้อยืดเก่าๆ ซีดๆ ตัวเดิมตลอด ปากคาบบุหรี่ที่ไม่มีวันมอด เวลาพูดทีเสียงดังสนั่นหวั่นไหว เหมือนติดตั้งลำโพงขยายเสียงไว้ในคอ สามารถส่งผ่านทุกพยางค์แห่งความเกรี้ยวกราดไปได้ไกลสามร้อยเมตร
สนามฝึกซ้อมอยู่ชานเมือง เป็นลานปูนกว้างใหญ่ไพศาล แดดเดือนกรกฎาคมร้อนระอุเหมือนลูกไฟยักษ์เผาผลาญพื้นโลก
รถซานตาน่าสำหรับฝึกขับสภาพโทรมๆ จอดเรียงรายเหมือนแมลงปีกแข็งที่โดนแดดเผาจนเหี่ยว
ครูฝึกหลิวเรียกพวกเขาทั้งห้าคนไปรวมตัวใต้ร่มไม้ที่ดูร่อแร่เต็มทน
เขาพ่นควันบุหรี่ออกมา แล้วใช้สายตาคมกริบดั่งเหยี่ยวไล่สแกน “พวกมือใหม่” ตรงหน้าทีละคน
“ฉันแซ่หลิว เรียกฉันว่าครูฝึกหลิว”
“มาเรียนขับรถกับฉัน ต้องทำตามกฎของฉัน”
“ข้อแรก ห้ามมาสาย!”
“ข้อสอง ฉันสั่งอะไร ให้ทำอย่างนั้น ห้ามเถียง ห้ามมีความคิดเป็นของตัวเอง! ความคิดพวกแกน่ะ มีแต่จะพาขับรถเหาะขึ้นฟ้า!”
“ข้อสาม และสำคัญที่สุด!”
ครูฝึกหลิวเน้นเสียงหนัก สายตาแข็งกร้าวขึ้น
“ที่ด่าน่ะ เพื่อพวกแกทั้งนั้น! เพื่อที่วันหน้าพวกแกขับรถลงถนนจริง จะได้ไม่ไปสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านหรือพาตัวเองไปตาย! ใครใจเสาะ รับคำด่าไม่ได้ เชิญไปขอเปลี่ยนครูที่เคาน์เตอร์ตอนนี้เลย ฉันไม่ห้าม!”
ใต้ร่มไม้ เงียบกริบ
ยกเว้นเซี่ยตง อีกสี่คนยืดตัวตรงแด่วโดยอัตโนมัติ ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
จ้าวเหมิงยิ่งกำชายเสื้อแน่นด้วยความประหม่า
ครูฝึกหลิวพอใจกับผลลัพธ์นี้ เขาขยี้บุหรี่ทิ้ง แล้วชี้มั่วๆ
“แก ไอ้หัวทอง แกขึ้นรถคนแรก!”
คนที่โดนเรียกคือวัยรุ่นผมทองท่าทางกวนๆ
ไอ้หัวทองดูจะไม่สะทกสะท้านกับคำขู่ของครูฝึกหลิว ยิ้มร่าเปิดประตูขึ้นไปนั่ง
“ครูครับ วางใจได้ ผมเคยขับรถพ่อมาก่อน มีพื้นฐาน!”
มุมปากครูฝึกหลิวกระตุกวูบ ไม่พูดอะไร แค่มองด้วยสายตาเย็นชา
วินาทีถัดมา
“ปัง!”
“ครืดดดด——”
“ดับแล้ว!”
เสียงดังโครมครามตามมาด้วยท่าทีลนลานของไอ้หัวทองในรถ
สีหน้าของครูฝึกหลิว เปลี่ยนจากดำเมี่ยมเป็นม่วงคล้ำด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า