ย้อนเวลาพร้อมมือถือเทพ สู่บัลลังก์เจ้าพ่อไอที - บทที่ 46 - ถอยเข้าซองกับเสียงคำรามของครูฝึก
- Home
- ย้อนเวลาพร้อมมือถือเทพ สู่บัลลังก์เจ้าพ่อไอที
- บทที่ 46 - ถอยเข้าซองกับเสียงคำรามของครูฝึก
บทที่ 46 – ถอยเข้าซองกับเสียงคำรามของครูฝึก
เสียงคำรามของครูฝึกหลิวค่อยๆ เปลี่ยนเป็นเสียงบ่นพึมพำ และในที่สุดก็เงียบหายไปโดยสิ้นเชิง
เขานั่งสูบบุหรี่เงียบๆ มองทิวทัศน์นอกหน้าต่างที่ถอยหลังไปอย่างรวดเร็ว แววตาเต็มไปด้วยความรู้สึกซับซ้อน
วันนี้… ฉันมานั่งเป็นตุ๊กตาหน้ารถเฉยๆ เหรอวะเนี่ย?
เมื่อเซี่ยตงจอดรถกลับเข้าที่จุดเริ่มต้นอย่างนิ่งสนิท ดึงเบรกมือ และดับเครื่อง
โลกทั้งใบก็กลับสู่ความเงียบสงบ
คนสี่คนที่ยืนอยู่ใต้ร่มไม้ถึงกับแข็งทื่อเป็นหินไปแล้ว
พวกเขามองเซี่ยตงที่เดินลงมาจากรถด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความยำเกรงและเลื่อมใส
นี่มัน… นี่มันอัจฉริยะชัดๆ?
เซี่ยตงเดินไปหาจ้าวเหมิง มองขอบตาที่ยังแดงๆ ของเธอ แล้วยื่นขวดน้ำแร่ที่ยังไม่ได้เปิดไปให้
“อย่าไปคิดมากเลย” เขาพูดเสียงเบา “แกก็ด่าทุกคนเหมือนกันหมดแหละ ด่าที่เนื้องานไม่ได้ด่าที่ตัวคน”
จ้าวเหมิงรับน้ำไป แล้วพูดเสียงอู้อี้ว่า “ขอบคุณค่ะ”
“คุณ… คุณขับเก่งขนาดนั้นได้ยังไง?” เธออดถามไม่ได้
เซี่ยตงยิ้ม จะให้บอกว่าชาติที่แล้วขับรถมาเป็นสิบปีก็คงไม่ได้
เขาคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหาข้ออ้าง
“พ่อผมเมื่อก่อนเคยขับรถบรรทุกน่ะ ผมก็นั่งข้างๆ แกมาตั้งแต่เด็ก ครูพักลักจำมาบ้าง”
ข้ออ้างนี้ ฟังดูสมเหตุสมผลไร้ที่ติ
จ้าวเหมิงพยักหน้าแบบเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง
การฝึกตลอดช่วงบ่าย กลายเป็นเวทีโชว์เดี่ยวของเซี่ยตง
ส่วนคนอื่นๆ ก็ยังคงต้องเผชิญกับ “วิบากกรรม” ท่ามกลางเสียงคำรามของครูฝึกหลิวต่อไป
แต่พอมีเซี่ยตงเป็น “มาตรฐาน” อารมณ์เกรี้ยวกราดของครูฝึกหลิวก็ดูจะเบาลงไปหน่อย
อย่างน้อย แกก็ไม่ได้พูดประโยคที่ว่า “จะขับรถเหาะขึ้นฟ้าไปเลยมั้ย” ออกมาอีก
การฝึกจบลงพร้อมกับดวงอาทิตย์ที่ลาลับขอบฟ้า
ทุกคนสภาพเหมือนผักโดนน้ำร้อนลวก คอตกหมดสภาพ ทั้งร่างกายและจิตใจบอบช้ำสาหัส
มีแค่เซี่ยตงคนเดียวที่ยังดูสดชื่นกระปรี้กระเปร่า
“พรุ่งนี้ แปดโมง ห้ามสาย!” ครูฝึกหลิวทิ้งท้ายไว้แค่นั้น แล้วขับรถส่วนตัวจากไปอย่างรวดเร็ว
ทุกคนลากสังขารอันเหนื่อยล้า เตรียมแยกย้ายกันกลับบ้าน
“เซี่ยตง”
จ้าวเหมิงเรียกเขาไว้จากด้านหลัง
“หือ?”
“คือว่า… ตอนถอยเข้าซอง สรุปแล้วเราต้องคืนพวงมาลัยตอนไหนเหรอคะ?” เธอถามด้วยความเขินอาย รอยแดงบนแก้มไม่รู้ว่าเพราะแดดเผาหรือเพราะอายกันแน่
เซี่ยตงหยุดเดิน มองดวงตาที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นของเธอ
เขาไม่ได้ตอบตรงๆ แต่ถามกลับไปว่า
“คุณคิดว่า จุดที่ครูฝึกให้มอง มันคืออะไร?”
“ก็… จุดอ้างอิง?”
“ใช่ แต่ก็ไม่ถูกซะทีเดียว” เซี่ยตงอธิบายอย่างใจเย็น “จุดพวกนั้นเป็นแค่เกณฑ์คร่าวๆ ส่วนสูง ท่านั่งของแต่ละคนไม่เหมือนกัน จุดที่เห็นก็จะคลาดเคลื่อนไปบ้าง”
“ขับรถ อย่าตายตัวเกินไป อย่าเอาแต่ท่องจำสูตร”
“ต้องใช้ความรู้สึกให้เยอะ”
เขาชี้ไปที่เท้าของตัวเอง
“อย่างคลัตช์ คุณต้องจับความรู้สึกตอนที่รถมัน ‘กำลังจะขยับแต่ยังไม่ขยับ’ ให้ได้ จำความรู้สึกนั้นไว้”
แล้วเขาก็ชี้ไปที่ตาของตัวเอง
“อย่างตอนถอยรถ คุณต้องหัดมองเปรียบเทียบตัวรถกับเส้นขอบซอง จับความรู้สึกวิถีการเคลื่อนที่ของรถให้ออก”
“ไม่ต้องกลัวครูฝึกด่า แกด่าก็เรื่องของแก คุณก็ขับของคุณไป”
“คิดซะว่าเสียงแกเป็นเสียงคลื่นแทรกในวิทยุก็พอ”
คำพูดของเซี่ยตงเหมือนน้ำทิพย์ชโลมใจที่กำลังสับสนวุ่นวายของจ้าวเหมิง
เธอเหมือนจะเข้าใจอะไรบางอย่าง แต่ก็เหมือนยังไม่เข้าใจเสียทีเดียว
แต่พอมองแววตาที่สงบนิ่งและมั่นใจของเซี่ยตง ความตื่นเต้นและความน้อยใจในอกก็พลันจางหายไปอย่างน่าประหลาด
“ฉัน… พรุ่งนี้ฉันจะลองดูใหม่ค่ะ” เธอพยักหน้า น้ำเสียงดูมุ่งมั่นขึ้น
“อื้ม”
เซี่ยตงยิ้ม แล้วโบกมือลา
“เจอกันพรุ่งนี้”
“เจอกันพรุ่งนี้ค่ะ”
มองแผ่นหลังของเซี่ยตงที่เดินไกลออกไป จ้าวเหมิงกำขวดน้ำแร่ในมือแน่น
จู่ๆ เธอก็รู้สึกว่า ปิดเทอมหน้าร้อนที่ยาวนานและร้อนอบอ้าวนี้ ดูเหมือนจะไม่น่าทรมานขนาดนั้นแล้ว
วันเวลาในโรงเรียนสอนขับรถผ่านไปวันแล้ววันเล่า เซี่ยตงที่เป็นสารถีเก่าจากชาติที่แล้วถึงจะไม่มาเรียนก็ได้ แต่พอนึกถึงหุ่นสวยๆ ของจ้าวเหมิง ก็รู้สึกว่ามาฝึกขับรถก็ไม่เลวเหมือนกัน
ด้วยเหตุผลกลใดไม่ทราบ เซี่ยตงก็มารายงานตัวที่สนามฝึกทุกวัน
ลานปูนซีเมนต์ของโรงเรียนสอนขับรถหงถูแห่งนี้ คือนรกบนดิน ณ เวลานี้
ครูฝึกหลิวคาบบุหรี่ที่ยังไม่ได้จุดไว้ที่มุมปาก ใบหน้าดำคล้ำเป็นมันวาวเมื่อต้องแสงแดด ดูเหมือนทวารบาลหน้าดำที่เพิ่งอัญเชิญออกมาจากศาลเจ้า
สายตาของแกกวาดมองนักเรียนไปมา สายตานั้นแผดเผายิ่งกว่าดวงอาทิตย์เหนือหัวเสียอีก
“คนต่อไป จ้าวเหมิง ขึ้นรถ!”
เสียงครูฝึกหลิวเหมือนประทัดแตกในอก ไร้ซึ่งความปรานี
ไหล่ของจ้าวเหมิงหดเกร็งลงเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็น
เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดซึมเต็มใบหน้าขาวผ่อง ผมสั้นเปียกชื้นแนบลู่ไปกับหน้าผาก
เซี่ยตงนั่งอยู่ที่เบาะหลัง เปิดหน้าต่างครึ่งหนึ่ง ลมร้อนพัดเข้ามาทำเอาคนง่วงนอน
เขามองแผ่นหลังที่ดูเกร็งๆ ของจ้าวเหมิง แล้วถอนหายใจในใจอย่างไม่มีสาเหตุ
แม่สาวคนนี้ อะไรก็ดีไปหมด เสียอย่างเดียวจิตใจเปราะบางไปหน่อย โดยเฉพาะเมื่อต้องอยู่ภายใต้การปกครองแบบเผด็จการของครูฝึกหลิว
“ปรับเบาะ กระจกมองข้าง คาดเข็มขัด! มัวโอ้เอ้อะไรอยู่? รอให้ฉันไปเปิดประตูอัญเชิญลงมาเหรอ?”
เสียงเร่งยิกๆ ของครูฝึกหลิวมาอีกแล้ว
จ้าวเหมิงสะดุ้งโหยง รีบขยับมือไม้ให้เร็วขึ้น แต่มันกลับยิ่งรวนไปหมด
เธอสูดหายใจลึก สองมือกำพวงมาลัยแน่นจนข้อต่อนิ้วซีดขาว
“วันนี้ฝึกจอดรถและออกตัวบนทางลาดชัน (Hill Start)”
ครูฝึกหลิวสั่งสั้นๆ ใช้คางชี้ไปที่เนินปูนซีเมนต์ไม่ไกลนัก
“จำเทคนิคที่ฉันสอนเมื่อวานได้มั้ย มองเสา เล็งเส้น ให้มันจบในทีเดียว!”
“เข้าใจมั้ย?!”
“ข… เข้าใจค่ะ” เสียงจ้าวเหมิงเบาหวิวเหมือนยุงบิน
เซี่ยตงขยับท่านั่งที่เบาะหลังให้สบายขึ้น เขารู้ดีว่า รอบนี้คงไม่จบง่ายๆ แน่
รถซานตาน่าส่งเสียงครางฮืออย่างไม่เต็มใจ ค่อยๆ คลานขึ้นเนินไปอย่างเชื่องช้า
รอบแรก จอดเบี้ยวขวา
“ตาบอดรึไงห๊ะ? เสานั่นเอาไว้ให้ดูเล่นเหรอ? มีประกาศคนหายแปะอยู่รึไง?!”
เสียงคำรามของครูฝึกหลิวมาตามนัด
รอบสอง จอดเลยเส้น
“บอกให้เหยียบเบรก! ไม่ได้ให้ลูบเบรก! มีความหลังฝังใจอะไรกับมันเหรอ ถึงไม่กล้าเหยียบแรงๆ?!”
ริมฝีปากจ้าวเหมิงเม้มแน่น ขอบตาเริ่มแดงระเรื่อ
เซี่ยตงพิงพนักเบาะหลัง มองข้ามไหล่จ้าวเหมิงไปยังด้านหน้า
เขารู้สึกได้ว่า ร่างกายของเด็กสาวที่นั่งบังคับพวงมาลัยอยู่ข้างหน้า เกร็งเขม็งเหมือนสายพิณที่พร้อมจะขาดผึงได้ทุกเมื่อ
รอบสาม จอดได้ค่อนข้างมาตรฐาน
ครูฝึกหลิวหุบปากสงบศึกชั่วคราว ทำเสียงฮึดฮัดในลำคออย่างแรงทีหนึ่ง
“ออกตัว!”
เขาสั่งสั้นๆ
“ดึงเบรกมือ เข้าเกียร์หนึ่ง ตีไฟเลี้ยวซ้าย ค่อยๆ ปล่อยคลัตช์ เลี้ยงคันเร่ง…”
จ้าวเหมิงท่องสูตรในใจ พยายามทำทุกขั้นตอนให้แม่นยำที่สุด
ตัวรถเริ่มสั่นเบาๆ
นี่คือสัญญาณของจุดกึ่งกลางคลัตช์ (Half-clutch)
“เติมคันเร่ง! เติมสิวะ! คิดอะไรอยู่? จะรอให้รถมันไหลลงไปกราบสวัสดีปีใหม่ข้างล่างรึไง?”
เสียงของครูฝึกหลิวพุ่งปรี๊ดขึ้นมาโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย
ไอ้เสียงนี้นี่แหละ
เหมือนฟางเส้นสุดท้ายที่หักหลังอูฐ
เส้นประสาทที่ตึงเครียดอยู่แล้วของจ้าวเหมิง ขาด “ผึง” ทันที
สมองของเธอขาวโพลนไปหมด
สูตรที่ท่องมา เทคนิคที่จำไว้ ความเยือกเย็นทั้งหมด ถูกเสียงตะคอกนั้นกระแทกจนแหลกละเอียด
เท้าขวาของเธอ ที่ควรจะค่อยๆ แตะคันเร่งเบาๆ
แต่ด้วยความลนลานถึงขีดสุด เธอทำตามสัญชาตญาณดิบที่สุด——กระทืบมันลงไป
แถมยังเป็นการกระทืบมิดจมตีน!
“บรื๊นนนน——!!!!!”
เจ้าซานตาน่าแก่คร่ำครึคันนี้ ไม่เคยส่งเสียงคำรามกึกก้องขนาดนี้มาก่อนในสนามฝึก