ย้อนเวลาพร้อมมือถือเทพ สู่บัลลังก์เจ้าพ่อไอที - บทที่ 45 - เสียงคำรามของครูฝึกหลิว
บทที่ 45 – เสียงคำรามของครูฝึกหลิว
เขาพุ่งเข้าไปที่ประตูรถ กระชากประตูปิดออกอย่างแรง
“มีพื้นฐาน? ห๊ะ?!”
เสียงคำรามกึกก้องกัมปนาททำเอาจักจั่นบนต้นไม้ยังต้องหยุดร้อง
“แบบนั้นเรียกมีพื้นฐาน? แกเหยียบคลัตช์เหมือนเหยียบคันเร่ง! หมุนพวงมาลัยเหมือนถูขี้ไคล! กระจกหลังมีไว้ให้แกหายใจรดรึไง? ให้ดูจุด! ดูจุด! แกมามองหน้าฉันทำไม? หน้าฉันมีเส้นจราจรแปะอยู่เรอะ?!”
“ลงมา!”
ไอ้หัวทองโดนด่าจนหน้าเหลือ 2 นิ้ว ตะเกียกตะกายลงจากรถ ความซ่าเมื่อกี้หายวับไปกับตา
คนที่สองที่ขึ้นรถคือสาวแว่นท่าทางเรียบร้อย
เธอกลัวจนตัวสั่นตั้งแต่ยังไม่ทันสตาร์ทรถ พอขึ้นไปนั่ง ขาก็สั่นพั่บๆ
ผลลัพธ์น่ะเหรอ ไม่ต้องเดา
“คลัตช์! คลัตช์! ใช้เท้าเหยียบลงไป! ไม่ได้ให้เอาขาไปถู! เกาให้มันเหรอไงห๊ะ?!”
“เข้าเกียร์! จับให้แน่น! ยัดเข้าไป! ไม่ได้กินข้าวมาเหรอ?!”
“ปลดเบรกมือ! รถมันจะระเบิดตายคาที่อยู่แล้วไม่ได้ยินเรอะ?!”
ห้านาทีต่อมา หลี่ลี่ลงจากรถด้วยขอบตาแดงก่ำ เกือบร้องไห้โฮออกมา
คนถัดไปคือคุณลุงท่าทางซื่อๆ วัยกลางคน แซ่หวัง
ลุงหวังไม่ได้ตื่นเต้น แต่แกความรู้สึกช้า
“ถอยรถ! มองกระจกขวา! มองสิโว้ย!”
“หักพวงมาลัย! หักเร็วๆ! หักให้สุด!”
“คืนล้อๆ! โอ๊ยแม่เจ้าโว้ย! จะไปกราบไหว้ไอ้เสานั่นเป็นพี่น้องร่วมสาบานรึไงห๊ะ?!”
ลุงหวังหัวเราะแหะๆ แบบคนซื่อลงมาจากรถ เหมือนกับว่าคนที่โดนด่าไม่ใช่แก
ในที่สุด ก็ถึงตาจ้าวเหมิง
เธอสูดหายใจลึก ให้กำลังใจตัวเอง แล้วเข้าไปนั่งในที่นั่งคนขับที่เหมือนถูกคำสาปนั่น
จ้าวเหมิงทำตามคำสั่ง ปรับเบาะ คาดเข็มขัด
ฝ่ามือเธอชุ่มไปด้วยเหงื่อ
“เดินหน้าตรง” เสียงครูฝึกหลิวลอยมาจากข้างๆ ฟังดูสงบลงนิดหน่อย
จ้าวเหมิงค่อยๆ ยกเท้าออกจากคลัตช์
รถสั่นกึกๆ แล้วค่อยๆ เคลื่อนไปข้างหน้า
“นิ่งไว้! เออ นิ่งไว้…”
ครูฝึกหลิวยังพูดไม่ทันจบ
จ้าวเหมิงเกิดตื่นเต้น เท้าคุมไม่อยู่ เผลอยกคลัตช์สูงไปนิด
รถ “พุ่งพรวด” กระโจนไปข้างหน้า
“เชี่ย!” ครูฝึกหลิวกระทืบเบรกฝั่งคนนั่งโดยสัญชาตญาณ
รถหยุดกึก
ตัวของจ้าวเหมิงพุ่งไปข้างหน้าตามแรงเฉื่อย แล้วถูกเข็มขัดนิรภัยดึงกลับมาติดเบาะ หัวใจเต้นรัวเหมือนกลอง
“ไฟบรรลัยกัลป์” ของครูฝึกหลิวถูกจุดระเบิดทันที
“คิดจะทำอะไรห๊ะ?!”
“จะบินรึไง?!”
“บอกให้นิ่งไว้! ไม่ได้ให้ปล่อยจรวด!”
“ขาแกไปเช่าเขามาเหรอ? คุมไม่อยู่ใช่มั้ยห๊ะ?!”
จ้าวเหมิงโดนตวาดจนสะดุ้งโหยง หน้าซีดเผือด
“ข… ขอโทษค่ะครู…”
“ขอโทษแล้วมันได้อะไร? ถ้าอยู่บนถนน แกไปขอโทษคนอื่น เขาจะลุกขึ้นมาจากใต้ท้องรถได้มั้ย?!”
ครูฝึกหลิวชี้ไปที่ลานฝึกข้างหน้า
“ถอยเข้าซอง! ช่องขวานั่น! ถอยเข้าไป!”
มือของจ้าวเหมิงเริ่มสั่น
เธอเข้าเกียร์ถอยหลัง คุมคลัตช์อย่างระมัดระวัง ตาส้องกระจกมองข้างด้านขวาเขม็ง
“หักพวงมาลัย! หักให้สุด! หักสิวะ!”
เสียงตะโกนของครูฝึกหลิวระเบิดใส่หู
จ้าวเหมิงหมุนพวงมาลัยมือไม้พันกันไปหมด
“ดูมุม! มุมพ้นรึยัง?!”
“เหมือน… เหมือนจะพ้นค่ะ…”
“อะไรคือเหมือนจะ? พ้นก็พ้น ไม่พ้นก็ไม่พ้น! มาเล่นทายคำถามรึไง?”
“พ… พ้นค่ะ!”
“คืนล้อ! เร็ว! รอบครึ่ง! นับเลขเป็นมั้ย?!”
รถถอยเข้าซองไปแบบเบี้ยวๆ บูดๆ
ทันใดนั้น
“หยุดๆๆๆๆ——!”
เสียงครูฝึกหลิวโหยหวนเหมือนคนใกล้ขาดใจ
แกกระทืบเบรกจนมิด
ตัวถังรถห่างจากเสาข้างๆ แค่ไม่ถึงเซนติเมตร
หัวใจจ้าวเหมิงแทบหยุดเต้น
เธอเห็นชัดเจนเลยว่า เส้นเลือดบนหน้าผากครูฝึกหลิวเต้นตุบๆ
“เธอ…”
ครูฝึกหลิวชี้หน้าจ้าวเหมิง ริมฝีปากสั่นระริก พูดไม่ออกไปพักใหญ่
เหมือนจะโกรธจนลืมภาษาคนไปแล้ว
เขาผลักประตูลงจากรถ จุดบุหรี่สูบอัดเข้าปอดเฮือกใหญ่
ท่ามกลางควันบุหรี่ เขาชี้มาที่จ้าวเหมิง
“เธอ! ลงมา!”
จ้าวเหมิงกัดริมฝีปาก ขอบตาแดง น้ำตาแห่งความน้อยใจคลอเบ้า
เธอก้มหน้า ปลดเข็มขัดนิรภัยเงียบๆ ลงจากรถไปยืนใต้ร่มไม้
เซี่ยตงมองไหล่ที่สั่นเทาน้อยๆ ของเธอ แล้วถอนหายใจในใจ
ครูฝึกคนนี้ มันฝันร้ายของเด็กฝึกขับรถชัดๆ
“คนต่อไป! แก! ไอ้คนที่ไม่พูดไม่จานั่นน่ะ!”
สายตาของครูฝึกหลิว ในที่สุดก็ตกมาอยู่ที่เซี่ยตง ผู้ซึ่งมีสีหน้าเรียบเฉยมาตั้งแต่ต้นจนจบ
เขามองสำรวจเซี่ยตงตั้งแต่หัวจรดเท้า แววตาเต็มไปด้วยการจับผิดและไม่ไว้ใจ
ในสายตาเขา ไอ้หมอนี่ถ้าไม่กลัวจนเอ๋อไปแล้ว ก็คงเป็นพวกอวดดีครึ่งๆ กลางๆ เหมือนไอ้หัวทอง
เซี่ยตงไม่พูดอะไร เปิดประตูรถขึ้นไปนั่งอย่างใจเย็น
เขาปรับเบาะ ปรับกระจกมองข้าง แล้วคาดเข็มขัดนิรภัยอย่างคล่องแคล่ว
ทุกกระบวนการลื่นไหลต่อเนื่อง ไม่มีท่าทีเงอะงะแม้แต่นิดเดียว
ครูฝึกหลิวเลิกคิ้ว ดูเหมือนจะแปลกใจนิดหน่อย
“ออกตัว เดินหน้าตรง” เขาออกคำสั่งสั้นๆ
เซี่ยตงเหยียบคลัตช์ด้วยเท้าซ้าย เข้าเกียร์หนึ่ง ปลดเบรกมือด้วยมือขวา
ข้อเท้าซ้ายขยับเพียงเล็กน้อย คลัตช์ก็ถูกยกขึ้นมาที่จุดกึ่งกลาง (Half-clutch) ได้อย่างแม่นยำราวกับจับวาง
รถไม่มีอาการสั่นแม้แต่น้อย เคลื่อนตัวไปข้างหน้าอย่างนุ่มนวลและราบรื่น ราวกับเนยที่ละลายบนกระทะร้อน
ใต้ร่มไม้ ไอ้หัวทอง หลี่ลี่ และลุงหวัง อ้าปากค้าง
จ้าวเหมิงเองก็หยุดสะอื้น เงยหน้าขึ้นมองรถซานตาน่าคันนั้นด้วยความทึ่ง
ในดวงตาของครูฝึกหลิว ประกายความประหลาดใจพาดผ่านวูบหนึ่ง
“ใช้ได้นี่ไอ้หนุ่ม” เขาแค่นเสียง “เคยฝึกมา?”
“เปล่าครับ แค่เคยดูคนอื่นขับ” เซี่ยตงตอบเรียบๆ ตามองตรงไปข้างหน้า
“ไม่ต้องมาปากดี! ข้างหน้า ถอยเข้าซอง! ช่องซ้าย!”
ครูฝึกหลิวตัดสินใจเพิ่มระดับความยาก
เซี่ยตงตีไฟเลี้ยว นำรถเข้าจุดเริ่มได้อย่างมั่นคง
เข้าเกียร์ถอย ปล่อยคลัตช์
รถถอยหลังอย่างนิ่มนวล
ตาของเขาไม่ได้จ้องเขม็งไปที่จุดเดียวเหมือนคนอื่น แต่สลับมองกระจกซ้ายขวาและกระจกมองหลังอย่างรวดเร็ว ราวกับข้อมูลทุกอย่างถูกสร้างเป็นโมเดลสามมิติในสมองเรียบร้อยแล้ว
“ดูจุด! ถึงเส้นแล้วหักสุด!” ครูฝึกหลิวตะโกนตามความเคยชิน
สิ้นเสียง เซี่ยตงก็หักพวงมาลัยไปทางซ้ายจนสุดอย่างเฉียบคม
จังหวะเวลา ไม่มีพลาดแม้แต่มิลลิเมตร
ตัวรถวาดโค้งสวยงาม ตัดเข้ามุมซองอย่างแม่นยำ
“คืนล้อ…”
คำพูดครูฝึกหลิวหลุดออกมาแค่ครึ่งเดียว ก็จุกอยู่ที่คอหอย
เพราะเซี่ยตงเริ่มคืนล้อแล้ว ความเร็ว จำนวนรอบ เป๊ะเหมือนเอาไม้บรรทัดมาวัด
รถถอยต่อ
สุดท้าย หยุดนิ่งสนิทที่ระยะห่างจากเส้นท้ายซองประมาณยี่สิบเซนติเมตร
ตัวรถอยู่ตรงกลางเป๊ะ ระยะห่างซ้ายขวาแทบจะเท่ากัน
Perfect Parking
กระบวนการทั้งหมด เงียบกริบ ลื่นไหล ไม่มีสะดุดแม้แต่จังหวะเดียว
ในรถ เงียบสนิท
บุหรี่ที่คาบอยู่ที่ปากครูฝึกหลิวลืมสูบ ขี้เถ้ายาวเฟื้อยทำท่าจะร่วงแหล่มิร่วงแหล่
เขาหันขวับมามองเซี่ยตง ราวกับเห็นสัตว์ประหลาด
นี่น่ะเหรอคือมือใหม่?
ฝีมือระดับนี้ ไปสอบใบขับขี่จริงได้เลยไม่ต้องเรียนแล้ว!
“อะแฮ่ม” ครูฝึกหลิวตระแอมคอ แววตาเผยความพอใจออกมาแวบหนึ่ง
“ก็… ก็พอใช้ได้”
เขากัดฟันชมออกมาสองสามคำ
“จอดเทียบฟุตบาท”
เซี่ยตงไม่พูดพร่ำทำเพลง เข้าเกียร์ ออกจากซอง ขับรถไปยังโซนจอดเทียบฟุตบาท
การควบคุมยังคงไร้ที่ติเช่นเดิม
รถเหมือนมีตา เข้าจอดเทียบได้อย่างสมบูรณ์แบบในครั้งเดียว
ต่อด้วยขับรถผ่านทางคดเคี้ยว (S-Curve), ออกตัวบนทางลาดชัน…
เซี่ยตงขับรถซานตาน่าโทรมๆ คันนั้น ราวกับสารถีผู้ช่ำชองที่กำลังขับกินลมชมวิวในสนามฝึก