ย้อนเวลาพร้อมมือถือเทพ สู่บัลลังก์เจ้าพ่อไอที - บทที่ 57 - ออกเดินทางสู่หางโจว
บทที่ 57 – ออกเดินทางสู่หางโจว
“ความหมายของแกคือ…”
“เราต้องเปลี่ยนความได้เปรียบของการเป็นเจ้าแรก ให้กลายเป็นความได้เปรียบของแบรนด์” เซี่ยตงพูดอย่างหนักแน่น
“แบรนด์?” เซี่ยเจี้ยนกั๋วทวนคำนี้ รู้สึกทั้งคุ้นเคยและห่างไกล
“ใช่ครับ แบรนด์!”
เซี่ยตงเน้นเสียง แววตาเป็นประกาย
“สิ่งที่เราต้องทำ คือทำให้ทุกคนรู้ว่า มีแค่ ‘เจ้าส้มอ้วน’ จากร้าน ‘ราชาของเล่น’ เท่านั้นที่เป็นของแท้ อย่างอื่นคือของปลอม!”
“การไปหางโจวครั้งนี้ ไปร่วมประชุมกับ Taobao Mall คือก้าวแรกและก้าวที่สำคัญที่สุดในการสร้างแบรนด์! มันคือการรับรองจากทางการ เป็นป้ายทองการันตี!”
“พ่อลองคิดดู ร้านเราเพิ่งเปิดได้เดือนกว่าๆ ทำไมทางการถึงเชิญ?”
“แสดงว่าเถาเป่ามองเห็นศักยภาพเรา! เขาคิดว่าเราจะเป็นผู้ขายรายใหญ่ได้!”
“เราไปประชุมครั้งนี้ จะได้สร้างคอนเนกชันกับแพลตฟอร์ม ได้คุ้นหน้าคุ้นตา ต่อไปมีพื้นที่โปรโมตดีๆ มีกิจกรรมลดราคาใหญ่ๆ เราจะได้รู้ก่อน ได้เข้าร่วมก่อน!”
“เหมือนอยู่โรงเรียน เราต้องเข้าหาครู ตอนนี้เรากำลังจะไปฝากเนื้อฝากตัวกับ ‘ครูใหญ่’ ที่ชื่อเถาเป่าไงครับ!”
เซี่ยตงพูดเร็วขึ้นเรื่อยๆ ตรรกะชัดเจน แผนธุรกิจที่วาดออกมานั้นยิ่งใหญ่และเย้ายวนใจ
บนโต๊ะอาหารเงียบกริบ
มีเพียงเสียงนาฬิกาแขวนผนังเดิน “ติ๊กต่อก ติ๊กต่อก”
โจวอวิ๋นฟางฟังจนมึนไปหมด เธอตามความคิดลูกชายไม่ทัน ได้แต่มองสามีอย่างขอความช่วยเหลือ
เซี่ยเจี้ยนกั๋วก้มหน้า นิ้วลูบแก้วเหล้าที่สีเคลือบเริ่มหลุดร่อนไปมาอย่างเหม่อลอย
ในใจเขากำลังต่อสู้กันอย่างหนัก
เหตุผลบอกเขาว่าลูกชายพูดถูก แบรนด์ ทราฟฟิก การสนับสนุนจากทางการ… ศัพท์ใหม่พวกนี้ที่เขาไม่เคยรู้มาก่อน ดูเหมือนจะเป็นกุญแจสำคัญของการอยู่รอดในอนาคต
แต่ในทางอารมณ์ เขาทำใจลำบากที่จะปล่อยให้ลูกชายที่ยังต้องได้รับการปกป้อง โบยบินออกไปเผชิญพายุเพียงลำพังเหมือนนกอินทรีโตเต็มวัย
เนิ่นนาน
เซี่ยเจี้ยนกั๋วเงยหน้าขึ้น ดวงตาเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอย แต่มั่นคง
“ไปกี่วัน?” เขาถามเสียงแหบพร่า
เซี่ยตงโล่งอก รู้ว่าเรื่องนี้ ผ่านแล้ว
“ประชุมสามวันข้างหน้า วันที่ 7 กรกฎา ผมออกเดินทางพรุ่งนี้ ประชุมเสร็จ อาจจะอยู่ดูตลาดอีกสักวัน แล้วก็กลับครับ”
“เงิน พอไหม?” พ่อถามอีก
“พอครับ ผมยังมีอั่งเปาเก็บไว้ บวกกับก่อนหน้านี้…”
“เหลวไหล!” เซี่ยเจี้ยนกั๋วตบโต๊ะปัง ชามตะเกียบกระดอน “ออกไปทำงานให้ที่บ้าน จะให้ควักเนื้อตัวเองได้ยังไง!”
เขาลุกขึ้น เดินดุ่มๆ เข้าห้องนอน
สักพักก็เดินออกมา
ในมือถือธนบัตรสีแดงปึกหนา มัดด้วยหนังยาง
“ปึก!”
เขาตบเงินลงบนโต๊ะตรงหน้าเซี่ยตง
“นี่ห้าพัน เอาไป”
น้ำเสียงเด็ดขาด แฝงความป๋าแบบลูกผู้ชายยุคเก่า
“อยู่บ้านให้นั่งพื้น เดินทางให้นั่งเกรม ออกจากบ้านอย่าให้ลำบาก พักโรงแรมดีๆ ความปลอดภัยต้องมาก่อน กินข้าวก็กินดีๆ อย่าให้เสียสุขภาพ”
(หมายเหตุ: สำนวน “อยู่บ้านให้นั่งพื้น เดินทางให้นั่งเกรม” หมายถึงอยู่บ้านประหยัดได้ แต่เวลาเดินทางต้องเตรียมเงินให้พร้อม/ใช้จ่ายให้สบาย)
“พ่อ…” เซี่ยตงมองเงินปึกนั้น จมูกแสบๆ
ในยุคที่เงินเดือนเฉลี่ยแค่พันสองพัน ห้าพันหยวนคือเงินก้อนโต
“รับไป!” เซี่ยเจี้ยนกั๋วถลึงตา
เขาชะงักนิดหนึ่ง แล้วล้วงกระเป๋าสตางค์หนังวัวที่ใช้จนเปื่อยออกมา ดึงเศษเงินยัดใส่มือเซี่ยตง
“อันนี้ค่าขนม ไว้ซื้อน้ำกินระหว่างทาง ถึงหางโจวแล้วอย่าไปหาเรื่องใคร ระวังตัวให้มาก เจออะไรอย่าลนลาน”
“ครับผม”
“แล้วก็ ทุกคืน ต้องโทรกลับมารายงานตัวที่บ้าน ขาดไปสายเดียว พ่อจะตีตั๋วไปตามหาแกที่หางโจวทันที!”
“ได้ครับ จะโทรทุกวันเลย”
“เอ้า กินข้าว! กับข้าวเย็นหมดแล้ว”
เซี่ยเจี้ยนกั๋วนั่งลง ยกแก้วเหล้ากระดกจนหมดหยดสุดท้าย ความแสบร้อนของแอลกอฮอล์ทำให้เขาต้องหยีตา
โจวอวิ๋นฟางมองสองพ่อลูก ขอบตาแดงก่ำ เธอรีบก้มหน้าพุ้ยข้าวเปล่าคำโต เพื่อซ่อนน้ำตาที่กำลังจะไหล
เซี่ยตงเก็บเงินห้าพันกว่าหยวนอันหนักอึ้งเข้ากระเป๋าอย่างเงียบๆ
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น เซี่ยตงพกเงินทุนห้าพันหยวนจากป๋าเซี่ย ออกเดินทาง
เขายืนอยู่ริมถนน เผลอล้วง Huawei Mate 90 Pro ออกมาจะกดซื้อตั๋วรถไฟผ่านแอป 12306
หน้าจอสว่างขึ้น กากบาทสีแดงตรงมุมขวาบนที่แสดงว่าไม่มีสัญญาณเตือนสติเขาอย่างโหดร้าย
เซี่ยตงยิ้มเยาะตัวเอง ยัดมือถือกลับเข้ากระเป๋า
ดูท่า ต้องใช้วิธี “วินเทจ” สุดๆ ซะแล้ว
นั่งแท็กซี่ไปถึงสถานีรถไฟ ภาพตรงหน้าคือฝูงชนมืดฟ้ามัวดิน
หน้าจอ LED ยักษ์ตัวอักษรสีแดงเลื่อนบอกเที่ยวรถช้าๆ เสียงประกาศจากลำโพงที่มีคลื่นแทรกดังแจ้งเตือนการตรวจตั๋วซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ในห้องขายตั๋ว แถวคนต่อยาวเหยียดเหมือนงูกินหาง เลื้อยจากหน้าเคาน์เตอร์ยาวไปจนถึงประตูทางเข้า
หน้าตาแต่ละคนเต็มไปด้วยความหงุดหงิดและร้อนรน
อากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นเหงื่อ กลิ่นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และกลิ่นบุหรี่ราคาถูกตีกันมั่วไปหมดจนปวดหัว
เซี่ยตงสูดหายใจลึก เดินไปต่อท้ายแถวเงียบๆ
ข้างหน้าเขาเป็นพี่ชายแรงงานแบกกระสอบปุ๋ยใบยักษ์ ผิวคล้ำเกรียม เสื้อยืดเปียกชุ่มเหงื่อแนบติดแผ่นหลัง
ถัดไปข้างหน้าอีก เป็นครอบครัวพ่อแม่ลูก ลูกร้องจะกินโค้ก แม่ก็ดุด้วยความรำคาญ
“ยุคไหนแล้วเนี่ย ซื้อตั๋วใบเดียวลำบากฉิบหาย!”
มีคนในแถวบ่นเสียงดัง
“นั่นสิ ถ้าซื้อตั๋วจากที่บ้านได้ ใครจะอยากมาทรมานตรงนี้วะ”
อีกคนผสมโรง
เซี่ยตงฟังเสียงบ่นแล้วรู้สึกปนเป
เขานึกถึงยุคหลังที่สะดวกสบายถึงขีดสุด
แค่ขยับนิ้ว ตั๋วเครื่องบิน รถไฟ โรงแรม ทุกอย่างจัดการได้หมดจด
ออกจากบ้านพกแค่มือถือเครื่องเดียว
สแกนมือถือเข้าสถานี สแกนมือถือจ่ายเงิน
คนยุคนั้นคงนึกภาพความโกลาหลตรงหน้านี้ไม่ออก
นี่คือ “กลิ่นอายชีวิต” ที่วุ่นวายแต่เปี่ยมพลัง แบบฉบับปี 2008 แท้ๆ
เขายืนต่อแถวอยู่ชั่วโมงครึ่ง
พอได้มายืนหน้ากระจกหนาเตอะของช่องขายตั๋ว ขาเขาก็แทบจะไม่ใช่ของตัวเองแล้ว
“ไปหางโจว วันนี้ รอบที่เร็วที่สุด”
เขาบอกพี่สาวหน้าตายในช่องขายตั๋ว
“K819 ตั๋วนั่งแข็ง ยังมีที่ เอาไม่เอา?”
พี่สาวไม่เงยหน้า เสียงเหมือนออกมาจากเครื่องอัดเสียงเก่าๆ
“เอาครับ”
เซี่ยตงยื่นแบงก์ร้อยเข้าไปอย่างคล่องแคล่ว
“เคร้ง”
เหรียญเงินทอนกับตั๋วรถไฟกระดาษสีชมพูถูกดันออกมาจากช่องเล็กๆ ด้านล่าง
บนตั๋ว หมึกพิมพ์ยังอุ่นๆ อยู่เลย
เขาหยิบกระดาษใบเล็กๆ นั้นขึ้นมา ความรู้สึกเหมือนผ่านไปคนละภพชาติ
อีกสี่สิบนาทีรถออก
เซี่ยตงไหลไปตามฝูงชน เบียดเสียดขึ้นไปบนชานชาลา
มังกรเหล็กสีเขียวยาวเหยียด จอดสงบนิ่งอยู่บนราง
นี่คือ “รถไฟเขียว” (Green Train) ในตำนาน
ตัวรถสะท้อนแสงแดดดูเก่าคร่ำครึ หน้าต่างเปิดอ้า ผู้คนชะโงกหัวออกมาคุยเสียงดังกับคนที่มาส่งบนชานชาลา
เซี่ยตงหาตู้ของตัวเองเจอ เหยียบบันไดเหล็กสูงชัน ขึ้นไปบนรถ