ย้อนเวลาพร้อมมือถือเทพ สู่บัลลังก์เจ้าพ่อไอที - บทที่ 59 - การลงทุนด้วยเงินห้าร้อยหยวน
บทที่ 59 – การลงทุนด้วยเงินห้าร้อยหยวน
เขายินดีอย่างยิ่งที่จะผูกมิตรกับบิ๊กบอสท่านนี้
โดยเฉพาะในยามที่อีกฝ่ายตกอับขนาดนี้
การส่งถ่านกลางหิมะ (ยื่นมือช่วยในยามยาก) ย่อมประทับใจกว่าการเพิ่มดอกไม้บนผ้าแพร (ยินดีในยามรุ่งเรือง) เสมอ
แต่จะเริ่มบทสนทนายังไง เป็นศิลปะอย่างหนึ่ง
จะให้ไปตบไหล่แล้วบอกว่า “พี่ชาย อย่าตกใจไป อนาคตพี่รวยระดับแสนล้าน ผมขอลงทุนห้าร้อย” ก็คงไม่ได้
อีกฝ่ายไม่หาว่าเขาเป็นพวกขายตรง ก็คงนึกว่าเป็นคนบ้า
เซี่ยตงกระแอม
“บนรถไฟนี่ คนร้อยพ่อพันแม่จริงๆ”
เขาถอนหายใจ แสร้งทำตัวแก่แดด
หวังซิงเงยหน้ามองเขาแวบหนึ่ง เห็นชัดว่าไม่มีอารมณ์คุย
เซี่ยตงไม่สน พูดต่อเองเออเอง
“เฮ้อ สมัยนี้ ขโมยชุมจริงๆ”
คำพูดนี้เหมือนเข็ม จิ้มเข้าที่ปมในใจหวังซิงอย่างจัง
สีหน้าหวังซิงแย่ลงไปอีก
เขาขยับแว่น เสียงแหบพร่า “นั่นสิ… ป้องกันยากจริงๆ”
เซี่ยตงยิ้มในใจ
เหยื่อกินเบ็ดแล้ว
“ใช่ครับ” เซี่ยตงพูดต่อ “พี่ว่าไหม ถ้าเหมือนอเมริกา คนใช้บัตรเครดิตกันหมด ก็คงดี”
“ใครจะพกเงินสดเยอะแยะติดตัว?”
“ขโมยเอาบัตรไป ไม่มีรหัส ก็ทำอะไรไม่ได้”
คำพูดนี้ดึงความสนใจของหวังซิงได้สำเร็จ
ในฐานะผู้ประกอบการที่เพิ่งกลับจากอเมริกาไม่นาน เขาอินกับหัวข้อนี้มากกว่า
“บัตรเครดิต?” หวังซิงส่ายหน้า เลนส์แว่นสะท้อนแสงจากนอกหน้าต่าง “ไม่ง่ายขนาดนั้น”
“การจะให้บัตรเครดิตแพร่หลาย ต้องมีระบบเครดิตที่สมบูรณ์และเครื่องรูดบัตร (POS) ที่ครอบคลุม”
“สภาพแวดล้อมในประเทศเรา ระยะสั้นคงยาก”
“อีกอย่าง” เขาเว้นจังหวะ “ปัญหาการขโมยรูดบัตร ที่ต่างประเทศก็หนักหนา”
“ระบบเครดิตสะดวกก็จริง แต่ก็มีความเสี่ยงใหม่ตามมา”
เซี่ยตงพยักหน้าเงียบๆ
สมกับเป็นบิ๊กบอส มองปัญหาทะลุปรุโปร่ง
นี่แหละสิ่งที่เขาต้องการ
“ก็จริงครับ” เซี่ยตงเออออ “แก้ปัญหาที่ปลายเหตุ”
“ตราบใดที่ยังต้องใช้บัตรที่เป็นวัตถุ ก็ยังมีความเสี่ยงโดนขโมย โดนก๊อปปี้”
หวังซิงดูเหมือนจะถูกกระตุ้นต่อมคุย ลืมเรื่องกระเป๋าหายไปชั่วคราว
“ใช่ โดยเนื้อแท้แล้วมันยังเป็นตรรกะการยืนยันตัวตนด้วยวัตถุทางกายภาพ”
เซี่ยตงยิ้มบางๆ หย่อนเบ็ด
“ผมกำลังคิดว่า เป็นไปได้ไหม”
“การจ่ายเงินในอนาคต ไม่ต้องใช้เงินสด และไม่ต้องใช้บัตร”
หวังซิงชะงัก “แล้วใช้อะไร?”
“ใช้เทคโนโลยีครับ” เซี่ยตงแกล้งทำเสียงขรึม “เช่น ผ่าน… อุปกรณ์อัจฉริยะบางอย่าง”
“อุปกรณ์ที่ทุกคนพกติดตัวตลอดเวลา”
หวังซิงขมวดคิ้ว กำลังคิดว่า “อุปกรณ์” ที่ว่าคืออะไร
“มือถือ?” เขาถามหยั่งเชิง
“ถูกต้อง” เซี่ยตงดีดนิ้ว “ถ้ามือถือเอามาจ่ายตังค์ได้ ขโมยจะทำยังไง?”
หวังซิงหัวเราะ “มือถือแพงกว่ากระเป๋าตังค์อีก ขโมยมือถือไม่คุ้มกว่าเหรอ?”
“ไม่ๆๆ” เซี่ยตงโบกมือ “ผมหมายถึง เงินไม่ได้ถูกเก็บไว้ในมือถือ แต่มือถือกลายเป็น ‘กุญแจ'”
“กุญแจ… ที่เชื่อมต่อกับบัญชีธนาคารพี่”
“ต่อให้ขโมยได้มือถือไป ถ้าพี่ไม่อนุญาต เขาก็เอาเงินไปไม่ได้สักแดงเดียว”
เซี่ยตงใช้ตรรกะโปรแกรมเมอร์ พยายามแปลคอนเซปต์ “Mobile Payment” (การชำระเงินผ่านมือถือ) ให้คนปี 2008 เข้าใจ
“เช่น ต้องใส่รหัส”
“หรือล้ำกว่านั้น ต้องใช้ข้อมูลชีวภาพของตัวพี่เอง เช่น ลายนิ้วมือ?”
ตาของหวังซิงลุกวาว
เขาไม่ใช่ผู้เสียหายที่หดหู่อีกต่อไป แต่กลายเป็นผู้ประกอบการที่เฉียบคม
“แนวคิดน้อง… น่าสนใจมาก”
“ผูกกับฮาร์ดแวร์ บวกกับไบโอเมตริกซ์ (Biometrics)?”
“แต่นั่นต้องใช้พลังการประมวลผลข้อมูลหลังบ้านที่มหาศาลมาก และ… ความร่วมมือเชิงลึกระหว่างโอเปอเรเตอร์กับธนาคาร”
หวังซิงเริ่มวิเคราะห์อุปสรรคทางเทคนิคและกำแพงทางธุรกิจของโมเดลนี้อย่างน้ำไหลไฟดับ
เซี่ยตงไม่ขัด นั่งฟังยิ้มๆ
เขารู้ ตัวเองอัปเกรดจาก “คนแปลกหน้า A” เป็น “คอเดียวกันที่คุยรู้เรื่อง” เรียบร้อยแล้ว
พนักงานขายของสาวเข็นรถเข็นผ่านมา
“เบียร์ เครื่องดื่ม น้ำแร่ ถั่วลิสง เมล็ดทานตะวัน โจ๊กกระป๋อง”
เสียงเธอใสแจ๋ว ยูนิฟอร์มรัดรูปพอดีตัวเผยให้เห็นส่วนโค้งเว้า เดินผ่านตู้รถไฟที่แออัด เรียกสายตาหนุ่มๆ ได้ไม่น้อย
ตอนเธอเดินผ่านหวังซิง หวังซิงหดขาเข้าโดยสัญชาตญาณ กลัวจะเกะกะทางเดิน
รายละเอียดเล็กๆ นี้ทำให้เซี่ยตงประทับใจเขาเพิ่มขึ้นอีก
พนักงานเดินไกลออกไป
การวิเคราะห์ของหวังซิงก็จบลง เขาเหมือนจะรู้ตัวว่าเมื่อกี้อินจัดจนเสียมารยาทไปหน่อย ยิ้มแก้เก้อ
“ขอโทษที พอคุยเรื่องพวกนี้แล้วเบรกไม่อยู่”
“ผมชื่อ หวังซิง” เขาเป็นฝ่ายยื่นมือมา
“เซี่ยตง” เซี่ยตงจับมือตอบ
“เซี่ยตง? เซี่ย (ฤดูร้อน) ตง (ฤดูหนาว)?”
“ใช่ครับ”
“ชื่อดี” หวังซิงชม “ฟังจากมุมมองเมื่อกี้ น้องก็… ทำงานสายไอทีเหรอ?”
“ประมาณนั้นครับ” เซี่ยตงตอบแบ่งรับแบ่งสู้ “เพิ่งสอบเอ็นฯ เสร็จ แต่ชอบคิดอะไรเรื่อยเปื่อยพวกนี้”
สีหน้าหวังซิงแข็งค้าง
“เพิ่ง… สอบเอ็นฯ เสร็จ?”
เขามองสำรวจเซี่ยตงตั้งแต่หัวจรดเท้า
เด็กหนุ่มตรงหน้าดูยังไงก็ยังมีความละอ่อน แต่ความสุขุมและวิสัยทัศน์ตอนคุยเรื่อง “Mobile Payment” เมื่อกี้ ไม่เหมือนเด็กมัธยมเลย
เซี่ยตงผายมือ “ตัวจริงเสียงจริงครับ”
หวังซิงยิ้มขื่น “คลื่นลูกใหม่น่ากลัวจริงๆ”
“ตอนพี่อายุเท่าน้อง พี่ยังงงๆ กับชีวิตอยู่เลย”
เขาไม่ได้เล่าประวัติการเรียนที่อเมริกา หรือเรื่องที่ทำเว็บ “Fanfou”
เซี่ยตงก็ไม่เซ้าซี้
บรรยากาศกำลังดี
หวังซิงเอนหลังพิงพนัก พอความตื่นเต้นจากการคุยจางหาย ความหดหู่เรื่องกระเป๋าหายก็ตีกลับมา
เขามาหางโจวรอบนี้กะว่าจะมาพบนายทุน ตอนนี้หมดตัว อย่าว่าแต่เจอนายทุนเลย คืนนี้จะซุกหัวนอนที่ไหนยังเป็นปัญหา
เซี่ยตงมองหน้าเขา รู้ว่าถึงเวลาแล้ว
“พี่หวัง” เขาเปลี่ยนคำเรียก
“หือ?”
“พี่… กำลังลำบากใช่มั้ย?” เซี่ยตงชี้ที่กระเป๋ากางเกงเขา
หน้าหวังซิงแดงเถือกทันที
การถูกเด็ก ม.ปลาย ที่เพิ่งรู้จักและอายุน้อยกว่าเกือบสิบปีมองทะลุความจนตรอก มันน่าอายสุดๆ
“…อืม” ในที่สุดเขาก็พยักหน้า เสียงอ่อยลง “โดนล้วงไปหมด บัตร เงินสด บัตรธนาคาร… เกลี้ยง”
“แม่งเอ๊ย” หวังซิงสบถเบาๆ นี่เป็นครั้งแรกของวันที่เขาหลุดมาด
เซี่ยตงไม่ได้พูดทันทีว่า “ผมให้ยืม”
แบบนั้นจงใจไป
เขาขมวดคิ้ว ทำท่าเหมือนช่วยคิด
“งั้นแย่เลย”
“พี่มาหางโจวทำไมครับ…?”
“มาหาเพื่อน” หวังซิงตอบเลี่ยงๆ
“แล้วจะติดต่อเขายังไง? มือถือยังอยู่ใช่ไหม?”
“มือถืออยู่” หวังซิงคลำโนเกียในกระเป๋า “แต่… จะให้ไปเจอเขาตัวเปล่า แถมไม่มีที่พักอีก มันก็…”
“จะทำบัตรใหม่ก็ต้องกลับปักกิ่ง บัตรประชาชนหาย เปิดห้องโรงแรมก็ไม่ได้”
หวังซิงยิ่งพูดยิ่งสิ้นหวัง
เซี่ยตงร้อง “อ๋อ” แล้วล้วงซองจดหมายที่ยัดเงินห้าพันไว้ ออกมาจากเป้
เขาดึง “ท่านประธานเหมาสีแดง” ออกมาห้าใบ
ห้าร้อยหยวน ไม่ขาดไม่เกิน
“พี่หวัง อันนี้พี่เอาไปใช้ก่อน”
เซี่ยตงยื่นเงินให้
หวังซิงเงยหน้าขวับ มองเซี่ยตง
แววตาเต็มไปด้วยความตกใจ และ… ความระแวงนิดๆ
“นี่… นี่ได้ยังไง?” เขาโบกมือปฏิเสธ “เพิ่งรู้จักกัน ผมรับเงินน้องไม่ได้หรอก”