ย้อนเวลามาครั้งนี้ ฉันขอเป็นนักธุรกิจสาวดาวรุ่งแห่งยุค 80 (จบ) - บทที่ 142 สามีมารับกลับบ้าน!
- Home
- ย้อนเวลามาครั้งนี้ ฉันขอเป็นนักธุรกิจสาวดาวรุ่งแห่งยุค 80 (จบ)
- บทที่ 142 สามีมารับกลับบ้าน!
วันหยุดสุดสัปดาห์ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ชีวิตก็กลับเข้าสู่โหมด
เดิมอีกครั้ง ทั้งเกาซูและเกาผิงอันต้องอยู่ช่วยงานที่มหาวิทยาลัย
เพราะทั้งสองคณะต่างก็มีงานเลี้ยงต้อนรับนักศึกษาใหม่ แม้เกาซูจะ
ไม่ได้ขึ้นแสดง แต่ก็ต้องเข้าร่วมกิจกรรมอยู่ดี
สัปดาห์นี้เธอคิดว่ามู่อวิ่นเฉิงคงไม่กลับมา แต่ก็ผิดคาด เมื่อเขา
ได้ยินจากจงอี้ว่าเธอต้องไปงานเลี้ยงที่มหาวิทยาลัย ก็เกิดความคิด
แปลก ๆ อยากไปรับเธอกลับบ้านขึ้นมา
จงอี้ดีใจมาก รีบวิ่งแจ้นไปตามมู่อวิ่นเฉิง เพื่อไปรับเกาซูที่
มหาวิทยาลัยทันที
งานเลี้ยงต้อนรับนักศึกษาใหม่ของคณะดำเนินไปอย่าง
สนุกสนาน พิธีกรคือหลี่จวิ้นและนักศึกษาหญิงอีกคนหนึ่ง เขาเป็น
คนอัธยาศัยดี เข้ากับคนง่าย สมกับบุคลิกที่สร้างไว้จริง ๆ
เกาซูนั่งชมการแสดงกับเพื่อน ๆ ร่วมชั้นปี ทุกคนในห้องได้รับ
แจกหมายเลขสำหรับการจับรางวัล หากใครโชคดีก็จะได้ของที่ระลึก
ติดไม้ติดมือกลับบ้าน หรืออาจจะต้องเล่นเกมสนุก ๆ ซึ่งแน่นอนว่า
หลังจบเกมย่อมได้รับของรางวัลอย่างแน่นอน
งานเลี้ยงใกล้จะจบลงแล้ว เหลือเพียงการจับรางวัลรอบสุดท้าย
เกาซูไม่คิดว่าตัวเองจะโชคดี เพราะโชคชะตาของตัวเองคงหมดไป
กับการย้อนเวลามาครั้งนี้แล้ว
และก็เป็นแบบนั้นจริง ๆ เพราะหมายเลขผู้โชคดีคือ 54 แต่
หมายเลขของเธอคือ 55
ชีวิตช่างตลกร้ายอะไรอย่างนี้!
หลังเสร็จสิ้นการจับรางวัล ก็ถึงเวลาของงานเต้นรำ
เสียงดนตรีดังขึ้น นักศึกษาบางคนลุกขึ้นเต้นอย่างสนุกสนาน
โดยไม่แยแสว่าท่าเต้นของตัวเองจะดูดีหรือไม่ กลุ่มเพื่อนร่วมห้อง
ของเธอกำลังพูดคุยกันอย่างออกรส ส่วนกวนหลิงกับมี่จื่อฟางต่างก็
บอกว่าไม่เต้น
เกาซูกำลังคิดจะอาสาเป็นคู่เต้นให้เพื่อน ๆ และสอนท่าเต้นให้
แต่ทันใดนั้นหลี่จวิ้นก็เดินเข้ามาหากลุ่มพวกเธอ
“เกาซู ไม่ทราบว่าผมขอเชิญคุณไปเต้นรำด้วยกันสักเพลงได้
ไหมครับ” หลี่จวิ้นโค้งตัวเล็กน้อย แล้วยื่นมือออกมาเชิญเธออย่าง
สุภาพ
“โอ้โฮ! นี่หลี่จวิ้นเลยนะ ! เกาซู! รีบคว้าโอกาสไว้สิ!”
“รีบขึ้นไปสิ หนุ่มหล่อประจำคณะมาเชิญด้วยตัวเองเชียวนะ”
เสียงเพื่อนร่วมห้องพักต่างส่งเสียงเชียร์กันยกใหญ่ ใช่แล้ว หลี่
จวิ้น ชายหนุ่มรูปหล่อคนนี้ เพิ่งได้รับเลือกให้เป็นหนุ่มหล่อประจำ
คณะเมื่อสัปดาห์ก่อน น่าเสียดายที่ไม่มีใครรู้ว่าภายใต้ใบหน้าอันหล่อ
เหลานั้น ได้ซุกซ่อนความคิดสกปรกเอาไว้มากมายแค่ไหน!
เกาซูไม่อยากเต้นกับเขา ใบหน้าของเธอเรียบเฉย กำลังจะเอ่ย
ปากปฏิเสธ แต่แล้วก็มีเสียงของคนคนหนึ่งดังขึ้น “เกาซู?”
นั่นเป็นเสียงของมู่อวิ่นเฉิง!
เกาซูหันไปตามเสียงเรียก ภาพที่ปรากฏต่อหน้าทำให้หัวใจของ
เธอเต้นแรง ท่ามกลางแสงไฟสลัว มู่อวิ่นเฉิง ชายหนุ่มร่างสูงสง่ายืน
อยู่ไม่ไกล เขากำลังเดินตรงมาที่เธอ!
“ทำไมคุณถึงมาที่นี่ได้?” เกาซูรีบวิ่งเข้าไปหาเขาด้วยความดีใจ
“สนุกไหม” เขาถาม
“ก็สนุกดี”
แต่ถ้าไม่มีหลี่จวิ้นมายุ่ง คงจะสนุกกว่านี้! เกาซูได้แต่คิดในใจ
“กลับบ้านกันเลยไหม” อยู่ดี ๆ เขาก็ถามคำนี้ขึ้นมา เพราะแสง
ไฟเพียงน้อยนิด จึงทำให้เธอมองไม่เห็นสีหน้าของเขา
“อื้ม กลับบ้านกันเถอะ!” เกาซูรีบโบกมือลาเพื่อน ๆ “ฉันกลับ
ก่อนนะ พวกเธอสนุกกันต่อเลย”
หลังจากทั้งสองคนเดินจากไป เพื่อนร่วมห้องของเธอก็หันมา
ซุบซิบกันยกใหญ่ “นั่นสามีของเกาซูหรือเปล่า ?”
“น่าจะใช่นะ พวกเขาดูสนิทกันขนาดนั้น จะเป็นอย่างอื่นไปได้
ยังไง?”
หลี่จวิ้นมองตามร่างของเกาซูและมู่อวิ่นเฉิงที่เดินจากไป แววตา
ของเขาเต็มไปด้วยความเหยียดหยัน
นึกว่าจะได้ไปกับใครที่ไหน ที่แท้ก็แค่ไอ้บ้านนอกผิวคล ้าคนนั้น!
มู่อวิ่นเฉิงมีผิวแทนตามแบบฉบับทหารที่เติบโตในยุคสมัยที่เรียบ
ง่าย เขาไม่ค่อยใส่ใจเรื่องรูปลักษณ์ภายนอก จึงทำให้หลี่จวิ้นมองเขา
ด้วยสายตาดูถูก
หลี่จวิ้นแอบสะกดรอยตามทั้งสองคนไป กลับเห็นเกาซูจูงมือ
เด็กผู้ชายคนหนึ่งเดินออกมาจากหอประชุมด้วย
เขาหัวเราะเยาะในใจ เด็กคนนั้นอายุประมาณ 6-7 ขวบเห็นจะ
ได้ เมื่อลองเทียบเวลาดูแล้ว เกาซูไม่น่าจะคลอดเจ้าหนูนั่นออกมา
หรือว่าเธอจะเป็นแม่เลี้ยง?
เขาได้แต่คิดในใจ
ลึก ๆ แล้วหลี่จวิ้นแอบโมโห เพราะที่ผ่านมาคิดว่าเธอสอบเข้าที่
มหาวิทยาลัยแห่งนี้ก็เพื่อเขา ไม่นึกเลยว่าที่แท้เธอก็มีสามีเป็นชาย
บ้านนอก แต่กลับมีปัญญาใฝ่ดีให้ตัวเองได้ถึงขนาดนี้
ชายหนุ่มขมวดคิ้วอย่างหงุดหงิด ตอนนี้เกาซูดูดีขึ้นมาก จน
น่าจะคู่ควรกับเขาแล้ว แต่เธอกลับเลือกผู้ชายหน้าโง่คนนั้นมาเป็น
สามี!
ในขณะที่เกาซูกำลังจูงมือมู่อวิ่นเฉิงกลับบ้านอย่างมีความสุข
เธอไม่รู้เลยว่าหลี่จวิ้นกำลังคิดอะไรอยู่
เกาผิงอันบอกว่าจะพักที่หอพัก เกาซูจึงไม่ได้รอ ทั้งสามคนพ่อ
แม่ลูกก็เดินกลับบ้านพร้อมกัน
เวลาสามทุ่ม ลมเย็นพัดโชย อากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นดอกไม้
เป็นอะไรที่ชวนผ่อนคลาย
มู่อวิ่นเฉิงยังคงนิ่งเงียบ สีหน้าเรียบเฉย แต่เกาซูไม่ได้รู้สึกแปลก
ใจอะไร เพราะเขามักจะเป็นแบบนี้เสมอ
หญิงสาวอารมณ์ดีเสียด้วยซ ้าที่ได้เดินเคียงข้างเขาในวันนี้
เธอกับจงอี้จึงคุยกันจ้อกแจ้กตลอดทาง พอเจอรถเข็นขาย
ไอศกรีม เธอก็รีบลากจงอี้ไปซื้อ แล้วยังหันไปถามมู่อวิ่นเฉิงด้วยว่า
“เอาด้วยไหม”
แน่นอนว่าเขาไม่เอาหรอก!
มีวันไหนบ้างที่เขากินขนมแบบนี้ อีกอย่าง วันนี้สีหน้าเขาดูไม่
น่าจะมีกะจิตกะใจจะกินขนมด้วยซ ้า
เกาซูเลือกไอศกรีมรสถั่วเขียว ส่วนจงอี้เลือกไอศกรีมรสนม ทั้งคู่
เดินนำหน้ามู่อวิ่นเฉิงไปพลาง กินไอศกรีมไปพลางอย่างสนุกสนาน
จู่ ๆ จงอี้ก็หันกลับมามองข้างหลัง แล้วรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ
จึงดึงแขนเสื้อของเกาซูเบา ๆ “แม่ครับ ทำไมพ่อดูไม่พอใจเลยล่ะ”
เกาซูหันขวับไปมองก็เห็นว่าเขากำลังแสดงสีหน้าไม่พอใจอยู่
เธอถอยกลับมาข้าง ๆ เขา พลางสังเกตสีหน้าอีกฝ่ายอย่าง
ระมัดระวัง แต่มันก็ยังไม่สามารถทำให้เขาอารมณ์ดีขึ้นมาได้
เขากำลังโกรธอยู่หรือเปล่านะ?
เธอจึงตัดสินใจเอ่ยถามเสียงแผ่ว “คุณเป็นอะไรไปเหรอ?”
มู่อวิ่นเฉิงเม้มปากแน่น แต่ก็ไม่ยอมพูดอะไร
นาทีนั้น เกาซูเพิ่งคิดได้ว่า ดูเหมือนว่าเขาจะโกรธจริง ๆ เสียแล้ว
เมื่อนึกย้อนถึงความผิดของตนเอง เธอรู้ได้ทันทีว่า คงเป็นตอนที่
ซื้อไอศกรีมแล้วถามเขาพอเป็นพิธีแน่ ๆ
หญิงสาวป้อนไอศกรีมแท่งให้ถึงปากของเขา ก่อนจะพูดเสียง
อ่อย “กินไหม? ลองกินสักคำสิ”
เกาซูรู้นิสัยมู่อวิ่นเฉิงดี เขามักจะเป็นแบบนี้ ไม่ชอบกินอะไร
หลายอย่าง โดยเฉพาะขนมหวาน ถามเมื่อไร เขาก็มักจะปฏิเสธ แต่
ถ้าลองป้อนให้ เขาก็จะยอมกินแบบเสียไม่ได้ เป็นประเภท ‘ไม่ชอบก็
จริง แต่ไม่อยากทำให้เธอเสียใจ’ ดังนั้น ถ้าเขายอมกินไอศกรีม แสดง
ว่าไม่ได้โกรธเธอแล้ว
เธอจึงกะพริบตาปริบ ๆ มองเขาอย่างมีความหวัง แล้วมันก็ได้ผล
มู่อวิ่นเฉิงก้มหน้าลง อ้าปากรอ
เกาซูถอนหายใจอย่างโล่งอก ในที่สุดเขาก็ยอมให้เธอป้อน
แสดงว่าไม่ได้โกรธมากแล้วสินะ
แต่แล้วเธอต้องตกใจ เมื่อเขาอ้าปากงับไอศกรีม แล้วไม่ยอม
ปล่อย กว่าเธอจะดึงไอศกรีมออกมาได้ มันก็หายเข้าไปในปากของ
เขาจนหมดเกลี้ยงแล้ว!
เกาซูมองไม้ไอศกรีมที่ว่างเปล่าด้วยความงุนงง
จงอี้ก็ตกตะลึงเช่นกัน เขากลัวว่าเธอจะโมโห จึงรีบกระตุก
ชายเสื้อของอีกฝ่าย แล้วเอ่ยอย่างร้อนรน “แม่… แม่ครับ พวกเราไป
ซื้อแท่งใหม่กันไหมครับ?”
นาทีนั้น เกาซูไม่ได้ยินที่เด็กน้อยพูด ในหัวเขาคิดแต่เรื่องที่สามี
แย่งกินไอศกรีมจนหมดเท่านั้น!
“มู่อวิ่นเฉิง!” เธอโกรธจนกระทืบเท้า แล้วหยิกแขนเขาอย่างแรง
แต่ทุกครั้งที่เธอหยิก อีกฝ่ายก็ไม่เคยแสดงสีหน้าเจ็บปวดออกมา
เลยสักครั้ง!
จงอี้มองแบบนั้นแล้วก็ได้แต่ส่ายหน้า แล้วอ้าปากจะพูดอะไร
บางอย่าง “พ่อครับ… ผมว่า…”
มู่อวิ่นเฉิงที่กำลังเคี้ยวไอศกรีมอยู่ เอื้อมมือไปลูบหัวจงอี้เบา ๆ
เด็กน้อยได้ถอนหายใจทำท่าทางปลงตก ราวกับจะบอกว่า เรื่อง
ที่พ่อก่อ พ่อก็จัดการเองแล้วกัน!
เกาซูไม่ได้สนใจทั้งสองพ่อลูก เธอเดินกลับถึงบ้าน ก็หยิบเสื้อผ้า
เข้าห้องน ้าไปอาบน ้า พออาบเสร็จ ก็เข้าห้องนอนทันที
สมัยนั้นยังไม่มีไดร์เป่าผม เธอจึงต้องใช้ผ้าขนหนูซับผมอย่าง
ทุลักทุเล
สักพักมู่อวิ่นเฉิงก็อาบน ้าเสร็จ เขาเดินเข้ามาในห้อง เห็นเธอ
กำลังเช็ดผมอยู่ ก็เดินเข้าไปหา รับผ้าขนหนูในมือเธอมา แล้วช่วย
เช็ดผมให้อย่างเบามือ