ระบบกลืนกินพรสวรรค์ - บทที่ 1011 จากไป
บทที่ 1011 จากไป
เสียงนั้นดังขึ้นก่อนจะเงียบไป
แต่ในชั่วพริบตานั้น เสียงนี้ก็ดังขึ้นมาอีก ราวกับเป็นข้าวโพดที่ถูกคั่วจนสุกตาม ๆ กันมาเรื่อย ๆ
แกร๊ก! แกร๊ก! แกร๊ก!
ขณะที่เสียงนั้นยังคงดังอย่างต่อเนื่อง พลังงานที่มองไม่เห็นก็หลั่งไหลออกจากร่างของฉู่โม่วด้วย มันปกคลุมไปทั่วและกระจายไปโดยรอบ ภายในระยะที่มันไปถึง คลื่นจะเกิดขึ้นตาม ๆ กัน นอกจากนี้ยังมีแสงประกายแวววาวระยิบระยับเหมือนพลุจาง ๆ ปรากฏขึ้น
เมื่อมองดี ๆ จะเห็นว่าแสงที่คล้ายกับพลุไฟนี้ เกิดขึ้นจากการกระทบกันของพลังงานสองรูปแบบ ซึ่งมีต้นกำเนิดพลังแตกต่างกัน
กลิ่นอายพลังทั้งสองชนิดนี้เปี่ยมด้วยความประหลาด และต่างก็เป็นพลังที่มีฤทธิ์กัดกร่อนเช่นกัน
แต่หนึ่งในสองพลังนั้นแยกออกจากกันโดยที่ไม่รู้ตัว ซึ่งพลังหนึ่งถูกปลดปล่อยมาจากฉู่โม่ว
‘หลังจากเรียนรู้อยู่นาน ฉันก็ได้เข้าใจลวดลายบนแท่นศิลานี้แล้ว ทั้งยังได้พลังกลืนกินอณูเร้นลับด้วย!’
ฉู่โม่วลืมตาขึ้นช้า ๆ ด้วยความสุขใจ
ความแข็งแกร่งของอณูเร้นลับนี้ช่างน่ากลัวยิ่งนัก
ขนาดร่างกายของเขาที่ขึ้นชื่อว่าแข็งแกร่งยังสามารถกัดกร่อนได้ สิ่งนี้ก็แสดงให้เห็นเพียงพอแล้วว่าอณูนี้มีความแข็งแกร่งที่น่าเกรงขามขนาดไหน
หากใช้มันในการต่อสู้ละก็ คงจะเป็นอะไรที่คาดเดาไม่ได้แน่นอน
‘น่าเสียดาย…’
‘ที่อณูเร้นลับนี้ไม่ได้มีอยู่จริง ๆ แต่เป็นพลังงานที่แปรเปลี่ยนมาจากแท่นศิลา และเพื่อให้สร้างอณูเร้นลับแบบนี้ขึ้นมาได้ จำเป็นจะต้องกลืนกินพลังจากชีพจรดินและอณูแห่งชีวิต’
สิ่งนี้หมายความว่า หากฉู่โม่วคิดจะใช้พลังอณูเร้นลับเหล่านี้ในอนาคต เขาต้องกลืนกินอณูแห่งชีวิตและพลังจากชีพจรดินอย่างต่อเนื่อง
และพลังในชีพจรดิน จำเป็นที่จะต้องใช้แท่นศิลานี้ในการเปลี่ยนมันให้กลายเป็นอณูเร้นลับที่น่าเกรงกลัว
ระหว่างหนึ่งเดือนที่ได้เรียนรู้ ฉู่โม่วจึงรับรู้ได้อย่างชัดเจน ตั้งแต่เริ่มต้นจนสำเร็จ แท่นหินนี้สกัดเอาพลังงานจากชีพจรดินมาเพียง 1% เท่านั้น
ไม่ต้องมองไปไหนไกล
เพียงตระหนักให้ดีว่านี่คือพลังของชีพจรดินที่ไหลเวียนอยู่ทั่วทั้งโลก!
และมีสิ่งเหล่านี้อยู่นับล้าน ๆ ภูมิภาคทั่วจักรวาล!
ที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้น ยิ่งปริมาณอณูแห่งชีวิตที่กลืนกินไปนั้นมากยิ่งกว่า และต่อให้อณูแห่งชีวิตบนโลกนี้จะไม่เพียงพอ แต่ด้วยการทดแทนของพลังจากกเกณฑ์แห่งความโกลาหลที่แปรสภาพได้ ก็เพียงพอแล้ว
‘พูดได้เลยว่า ถึงแม้อณูเร้นลับนี้จะทรงพลังมากเพียงใด ค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต้องใช้ในการสร้างมันขึ้นมาก็ยิ่งสูงกว่าอีกมาก’
‘หากเป็นผู้ปลุกพลังคนอื่น ๆ ต่อให้เขาเป็นมหาจักรพรรดิเทวะยุทธ์ แล้วได้หินก้อนนี้ไป บางทีเขาอาจจะไม่สามารถเติมเต็มอณูแห่งชีวิตให้มันได้อย่างเพียงพอก็ได้!’
‘มีแค่ฉันที่ครอบครองโลกในฝ่ามือ และเปิดเขตแดนที่ไม่เกี่ยวพันกับโลกได้ที่ยังพอรับมือไหว!’
‘แต่…’
‘ถึงอย่างนั้น ฉันก็ใช้ทักษะนี้ไม่ได้มากนัก ไม่เช่นนั้นฉันจะเสียโอกาสที่จะได้พัฒนาโลกของตัวเองในปัจจุบันไป นอกจากนี้ ถ้าฉันยังดึงดันที่จะทำ จะเสียมากกว่าได้!’
การจะพัฒนาโลกในฝ่ามือ เขาจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมหาศาล รวมถึงสมบัติอีกนับไม่ถ้วนให้มันเติบโตตามที่เขาต้องการ
เช่นนั้นแล้วจะให้ความพยายามอย่างหนักที่ทำมาตลอดของตนเองต้องสูญเปล่าได้อย่างไร?
ด้วยเหตุนี้ ถึงแม้ฉู่โม่วจะควบคุมมันได้ แต่เขาก็ยังมองศิลาปริศนานี้เป็นไพ่ตายระดับสุดยอดใบหนึ่ง และจะใช้เมื่อเขาไม่มีทางเลือกอื่นเท่านั้น!
เมื่อสรุปได้ดังนั้นแล้วเขาก็ได้สติกลับมา แล้วเข้าไปขยับแท่นหินเบื้องหน้า
หลังจากที่เข้าใจลวดลายบนหิวแล้ว แท่นศิลานี้ก็สามารถยกย้ายได้ด้วยมือของฉู่โม่ว ราวกับว่านี่เป็นสมบัติที่ได้รับการ ‘ขัดเกลา’ และตีตรา ‘เจ้าของ’ เป็นที่เรียบร้อย
เขาเก็บสิ่งนี้ลงไปในโลกในฝ่ามือ
ฉู่โม่วลุกขึ้นยืน
ตอนนี้เขาได้ครอบครองอณูเร้นลับแล้ว ดังนั้นสสารนี้จะสร้างความเสียหายแก่เขาไม่ได้อีกต่อไป เช่นนั้นแล้วชายหนุ่มจึงสามารถแวะเวียนไปยังสถานที่ต่าง ๆ ของที่นี่ได้ โดยที่ไม่ต้องกังวลว่าร่างกายจะถูกกัดกร่อนอีก
หลังจากนั้นเขาได้ตระเวนไปทั่วทั้งโลกใบนี้ แต่น่าเสียดายที่หลังจากใช้เวลาร่วมเดือน เขากลับได้ผลลัพธ์เพียงน้อยนิดเท่านั้น
“ดูเหมือนว่าโลกที่ถูกเยือกแข็งนี้จะไม่มีสมบัติอะไรหลงเหลืออยู่เลยแฮะ”
ฉู่โม่วรู้สึกเสียใจเล็กน้อย
ตอนแรกเขาคิดว่าอาจจะหาสมบัติแห่งสวรรค์และโลกอันล้ำค่า ซึ่งหาจากโลกภายนอกไม่ได้ที่นี่ รวมไปถึงคาดหวังไว้ว่าจะได้เจอกับคลื่นผันผวนอีกครั้งหนึ่ง แต่กลับกลายเป็นว่าเขาคาดหวังทุกอย่างมากเกินไปเท่านั้น
“ถ้างั้นคงต้องพอแค่นี้”
“ได้เวลาที่ฉันจะออกไปแล้ว”
เขาเลิกเสียเวลาและเตรียมตัวที่จะออกไป
กลับไปยังจุดที่เขาเคยผ่านมาเพื่อหาเส้นทาง ฉู่โม่วบินออกไปโดยไม่ลังเล เขาค่อย ๆ บินสูงขึ้น และเตรียมจะออกไปด้านอก
ยากจะรับรู้ว่าเวลาผ่านมานานขนาดไหนแล้ว
เมื่อทลายเยื่อป้องกันบาง ๆ เขาพลันพบว่าตนเองกำลังบินออกมาจากหลุมขุดและกลับมาสู่ด้านนอกของบ่อน้ำโบราณได้ในที่สุด
แม้เวลาจะผ่านไปร่วมเดือน แต่บรรยากาศภายนอกนี้ก็ยังคงเหมือนกับตอนก่อนที่เขาจะลงไปในบ่อน้ำโบราณ จะมีก็แต่ต้นเยว่กุ้ยที่ฉู่โม่วปลูกเอาไว้เท่านั้นที่เปลี่ยนไป มันเริ่มหยั่งรากและแตกหน่อแล้ว รวมถึงมีต้นอ่อนเล็ก ๆ เริ่มที่จะเติบโตและงอกกิ่งก้าน
เขาหยิบเอาของเหลวจิตวิญญาณบางส่วนออกมาจากโลกในฝ่ามือแล้วรินลงไป
ถึงแม้ฉู่โม่วจะไม่รู้จุดประสงค์ของจักรพรรดินีไท่หยินที่ขอให้เขาช่วยนำต้นเยว่กุ้ยมาปลูกไว้ที่นี่ แต่หลังจากที่ทำลงไปแล้ว เขาก็พอเดาได้หนึ่งถึงสองอย่าง ดังนั้นเขาก็หวังจะให้เยว่กุ้ยต้นนี้เติบโตได้อย่างงดงามและปลอดภัย
ไม่ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร
ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงไปมากขนาดไหน สำหรับเขา มันจะต้องเป็นประโยชน์แน่ ๆ
ต้นเยว่กุ้ยกลืนกินของเหลวที่หลั่งออกมาเข้าไป ทั่วทั้งต้นของมันเปล่งแสงแวววาวที่ดูระยิบระยับสดใส ตอนนั้นเอง มันก็สั่นเป็นการโต้ตอบราวกับกำลังแสดงให้เห็นว่ามีความสุข
ฉู่โม่วเฝ้ามองต้นไม้ต้นนี้ให้ดี ๆ ก่อนหันไปมองยังวิหารเบื้องหลังเขา
วิหารนี้แปลกมาก
โดยเฉพาะรูปปั้นซึ่งเหมือนพระโพธิสัตว์ ที่นั่งอยู่ด้านในนั้นเองก็ยิ่งแปลก มันทำให้เขารู้สึกไม่ไว้ใจและรู้สึกว่าสิ่งนี้ไม่ใช่อะไรที่ทำลายได้ง่าย ๆ
“ยังไงก็เถอะ แค่ชั่วคราวละนะ”
“ด้วยความแข็งแกร่งของฉัน บางอย่างก็ยังด้อยอยู่ แต่หากในอนาคตความแข็งแกร่งของฉันเพิ่มขึ้นอีก ฉันจะต้องมาขจัดสิ่งผิดปกติภายในวิหารนี้ให้ได้ แล้วจะต้องหาเหตุผลที่แท้จริงของทุกสิ่งให้เจอ!”
ฉู่โม่วจ้องมองเข้าไปในวิหารลึก ก่อนหันหน้าไปทางอื่นแล้วจากไป
ตอนแรก ที่กลับมาครั้งนี้เขาตั้งใจจะหาความจริงที่ซ่อนไว้ให้เจอ
แต่ตอนนี้เขาพบแล้ว
ว่าด้วยความแข็งแกร่ง ณ ตอนนี้ ยังไม่เพียงพอ!
ในเมื่อเขารู้แล้วว่าตัวเองยังแข็งแกร่งได้อีก เขาก็ต้องพยายามให้มากขึ้นและดิ้นรนอีกครั้งในอนาคต!
…
หลังออกมาจากเขตแดนลับตำหนักหยกแล้ว ฉู่โม่วก็ไม่ได้อ้อยอิ่งที่ไหน เขาใช้กระบวนท่าย่อมิติแล้วเตรียมจะเดินทางต่อ หลังจากที่เลือกเส้นทางได้แล้ว ร่างของฉู่โม่วก็หายวับไปบนฟากฟ้าในพริบตาเดียว
และสิ่งที่เขาไม่รู้นั่นก็คือ ในขณะเดียวกันนั้นเอง
ณ ด้านนอกทุ่งดาวซึ่งอยู่ไกลออกไป ภายในราชวงศ์หยวน ชายชราผู้หนึ่งที่กำลังนั่งขัดสมาธิ หลับตาสนิท ตอนนั้นก็ได้ลืมตาขึ้นและมองไกลออกไปยังสถานที่ที่ไม่รู้จักของจักรวาล
“ฆาตกรที่สังหารผู้นำผู้ยิ่งใหญ่ของตระกูลพวกเรา… ปรากฏตัวแล้ว!”
เขาพูดเสียงเบา ภายในแววตาคู่นั้นเปี่ยมด้วยความเยือกเย็น
สิ้นเสียง ร่างของชายชราพลันหายวับไป
เหลือไว้เพียงเสียงระเบิดของสายฟ้าที่ทิ้งท้ายไว้ในมิติ “ราชวงศ์หยวนรับคำสั่ง ข้าจะไปจัดการกับฆาตกรที่สังหารคนในตระกูลพวกเรา พวกเจ้าอยู่ที่ตระกูล แล้วก็ห้ามออกไปไหนทั้งนั้นจนกว่าข้าจะกลับมา!”
เสียงนั้นกระจายไปทั่วทุกทิศ ทำเอาผู้ปลุกพลังจากราชวงศ์หยวนตกใจกันหมด
“ท่านบรรพชน…”
“เสียงนี้… ท่านบรรพชนนี่!”
“หรือเขาจะหาคนที่ฆ่านายน้อยของตระกูลได้แล้ว?”
“เยี่ยมไปเลย!”
ภายในเขตแดนแห่งบรรพชน ผู้ปลุกพลังมากมายของราชวงศ์หยวนต่างตกตะลึงกันในตอนแรก แต่เมื่อเข้าใจแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น พวกเขาก็รู้สึกดีใจขึ้นมาแทน