ระบบกลืนกินพรสวรรค์ - บทที่ 1010 แท่นศิลาปริศนา!
บทที่ 1010 แท่นศิลาปริศนา!
ด้วยกาลเวลาที่หมุนไป กระบวนการกัดกินร่างกายของฉู่โม่วก็เพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ จนน่ากลัว กระทั่งเริ่มทำให้เกิดรอยแตกร้าวบนร่างแล้ว
มันดูน่ากลัวสุด ๆ
‘ไม่… จะปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้!’
‘หากปล่อยไว้ บางทีร่างกายของฉันอาจจะถูกกลืนกินจนหมด แล้วอาจล้มตายอยู่ภายในนี้ก็ได้!’
ฉู่โม่วขมวดคิ้ว หลังจากครุ่นคิดเรื่องนี้แล้ว เขาก็คิดหาหนทางอยู่ในใจ
‘ในเมื่อทุกอย่างภายในโลกใบนี้จะกลับตาลปัตรกันหมด เป็นไปได้ไหมว่า การกัดกินนี่ก็อาจไม่มีอยู่ตั้งแต่แรกแล้ว แต่เป็นเพราะการรับรู้ของฉันเองที่ทำให้เกิดความรู้สึกนี้?’
เมื่อคิดได้เช่นนั้น แววตาของชายหนุ่มก็เริ่มเป็นประกาย
เขาก็รีบสลัดความคิดทุกอย่างทิ้ง และเริ่มสัมผัสกับการกัดกร่อนนี้
เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า…
ร่างกายของฉู่โม่วถูกกัดกินไปมากกว่าเดิม และตอนนี้มากกว่า 90% แล้ว ทั้งเนื้อและเลือดต่างก็เริ่มแข็งตัว เหลือไว้เพียงจิตวิญญาณปฐมกาลเท่านั้นที่เหลืออยู่
มองผิวเผิน เหมือนชายหนุ่มถูกกลืนกินใกล้จะสมบูรณ์แล้ว ขณะนั้น ลูกบอลแสงที่เปล่งแสงสีเขียวก็ระเบิดออกมาจากร่างกายของเขา มันเปล่งแสงส่องแวววาวและพลังชีวิตอันเปี่ยมล้นก็พรั่งพรูออกมา!
สถานการณ์เปลี่ยนไปฉับพลัน ด้วยพลังชีวิตที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว กล้ามเนื้อและเลือดภายในร่างกายก็ฟื้นกลับมาด้วยความรวดเร็วอีกครั้ง รวมไปถึงรอบ ๆ ตัวเขา ธารน้ำแข็งก็เริ่มละลายช้า ๆ พลังปริศนาที่ส่งผลกระทบกับความคิดและกัดกินเขาอยู่ก็ลดพลังลงไปมาก
“เฮ้อ…”
หลังจากที่ก้าวผ่านจุดนี้ไปได้ ในที่สุดฉู่โม่วก็ถอนหายใจโล่งอก
เมื่อตระหนักได้ว่าทุกอย่างเกิดขึ้นจากความคิดตัวเขาเองนั้น ชายหนุ่มน่าจะจัดการทุกอย่างในทันที แต่เป็นเพราะร่างกายถูกกัดกินเร็วเกินไป ฉู่โม่วจึงทำอะไรไม่ได้ครู่หนึ่งและเผลอตกลงไปกับมัน
โชคยังดีที่เขาได้สติกลับมาเร็ว ยับยั้งความคิดและตัดขาดการรบกวนจากภายนอกได้โดยสมบูรณ์ หลังจากนั้นถึงได้ค่อย ๆ ตรวจหาสิ่งผิดปกติตามหลังมา
‘แต่…’
‘ฉันยังไม่รู้เลยว่าอณูปริศนานั้นสร้างขึ้นมาจากอะไร ขนาดใช้พลังเนตรวิเศษทั้งหลายแล้วก็ยังมองไม่เห็นมัน รวมถึงส่งผลกับความคิด หากสิ่งพวกนี้สามารถเรียนรู้ได้ละก็ หากต้องเผชิญหน้ากับศัตรู สิ่งนี้จะต้องเป็นไพ่ตายสำคัญได้แน่ ๆ!’
เมื่อคิดได้เช่นนั้น ฉู่โม่วก็เริ่มวางแผนจะเรียนรู้ถึงรากเหง้าที่แท้จริงของอณูเหล่านี้และพยายามต้านทานดู
ทว่าภายใต้การรับรู้ของเขา กลับพบว่าอณูเร้นลับพวกนี้แปลกประหลาดมาก แม้จะรับรู้ถึงพวกมันได้ชัดเจน แต่ก็ทำอะไรกับมันไม่ได้ ราวกับว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ได้มีอยู่ในโลกจริง ๆ
‘ถ้างั้นสิ่งนี้มาจากไหนกันล่ะ?’
‘มันเป็นสิ่งที่อยู่ที่นี่อยู่แล้ว หรือแท้จริงแล้วมาจากสมบัติชิ้นอื่นนะ?’
ฉู่โม่วเริ่มสำรวจที่นี่โดยละเอียด
ถึงแม้เขาจะได้สืบหาและกำจัดสิ่งผิดปกติบริเวณนี้ไปแล้ว แต่อณูประหลาดนี้ก็ยังคงมีผลกับเขาอยู่ ดังนั้นต่อให้พยายามตรวจหามันให้ดีสักเพียงไหน เขาก็ติดตามร่องรอยของมันได้ไม่มาก
โชคยังดี ธารน้ำแข็งนี้ไม่ได้มีขนาดใหญ่มากนัก เพียงสามวัน ชายหนุ่มก็สำรวจพื้นที่เกือบทั้งหมดได้ และในตอนนี้ เขาก็ได้พบต้นตอของพลังปริศนาเรียบร้อยแล้ว
“เจ้านี่เอง!”
ฉู่โม่วเดินมายังใจกลางของธารน้ำแข็ง ทว่าที่นั่นมีเพียงแท่นหินขนาดเล็กตั้งตระหง่านอยู่
ภายนอกมันดูเหมือนหินทั่วไป ไม่ต่างอะไรกับหินแกะสลัก ยิ่งวัสดุของมันก็ยิ่งแล้วใหญ่ หากสิ่งนี้ตั้งอยู่ข้างถนนละก็ ย่อมไม่มีผู้ปลุกพลังคนใดสังเกตเห็นแน่ ทว่าภายใต้พลังในการตรวจจับของฉู่โม่ว อณูพลังลึกลับทั้งหมดก่อนหน้านี้ แผ่มาจากแท่นหินเล็กก้อนนี้อย่างแน่นอน!
“แท่นหินนี่คืออะไรกันน่ะ? ทำไมถึงมีอณูแปลก ๆ อยู่ข้างในได้?”
ฉู่โม่วขมวดคิ้ว
เขาพยายามจะยกแท่นหินนี้ขึ้นมา แต่แล้วชายหนุ่มก็ต้องตกตะลึงกับสิ่งที่รออยู่ เพราะเขายกมันไม่ได้ สิ่งนี้ทำเอาสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างมาก
ด้วยพลังกายที่มีทักษะเทวะสวรรค์ระดับหก เขาสามารถยกได้แม้กระทั่งจักรวาล หากชายหนุ่มใช้แรงทั้งหมด ต่อให้ระบบแม่น้ำยังต้องพังทลาย ทว่าต่อหน้าแท่นหินเล็ก ๆ ก้อนหนึ่งตอนนี้ เขากลับยกมันขึ้นไม่ได้ แบบนี้แล้วจะไม่ให้ตกตะลึงได้อย่างไร?
ทำไมเขาไม่สามารถยกมันขึ้นมาได้!?
ฉู่โม่วคุกเข่าลงเพื่อตรวจสอบมันอย่างละเอียด
ตอนนั้น ชายหนุ่มก็ค้นพบลวดลายละเอียดลอออยู่บนแท่นหินนั้น ซึ่งมองเห็นยาก หากมองผ่าน ๆ มีเพียงการสังเกตอย่างละเอียดเท่านั้นถึงจะรับรู้และมองเห็นลวดลายเหล่านี้ได้
มันเป็นลวดลายที่ค่อนข้างเจือจางและริบหรี่ และภายใต้ความริบหรี่นี้ มันก็ปลดปล่อยอณูบางอย่างออกมา ซึ่งเป็นอณูแบบเดียวกับที่กัดกินร่างฉู่โม่ว อณูเร้นลับ!
“อณูเร้นลับพวกนั้นดูเหมือนจะถูกสร้างมาจากลวดลายพวกนี้สินะ!”
แววตาของฉู่โม่วเปล่งแสง
ชายหนุ่มพยายามจะสัมผัสมันด้วยปลายนิ้ว ลายบนนั้นไม่แตกต่างอะไรกับลายธรรมดา ทว่าเมื่อสัมผัสเข้าไปมันกลับมีความรู้สึก เขาสามารถรับรู้ได้ถึงลมหายใจที่ยิ่งใหญ่พ่นใส่หน้า
พร้อมกันนั้น ความรู้สึกที่น่าสับสนราวกับว่าสิ่งนี้ถูกปล่อยไว้เช่นนี้มานับปีไม่ถ้วน ราวกับไม่มีกระแสเวลาไหลผ่านมัน
กลิ่นอายพวกนี้ประหลาดและมีความขัดแย้งผกผันอยู่เต็มไปหมด
มันเริ่มจากตอนแรก เขาสัมผัสได้ถึงความผันแปรของชีวิต แต่กลับไม่พบประวัติศาสตร์ที่จารึกไว้ในนี้ ด้วยความรู้สึกเช่นนี้ ไม่แปลกเลยที่จะทำให้ผู้คนรู้สึกประหลาดใจ
แต่เมื่อลมหายใจนั้นปะทะเข้ากับร่างของฉู่โม่ว ชายหนุ่มกลับไม่รู้สึกถึงสิ่งที่ผิดไป กลับรู้สึกว่าลมหายใจนี้ปกติมาก ๆ ราวกับว่ามันควรจะเป็นเช่นนี้อยู่แล้ว
ถึงแม้เขาจะคิดไม่ออก ณ ตอนนี้ว่าแท้จริงแล้วแท่นศิลานี้คืออะไรกันแน่
แต่ก็มั่นใจว่านี่ต้องเป็นสมบัติชิ้นหนึ่งแน่ ๆ!
ทั้งยังเป็นสมบัติที่หายากยิ่งกว่ายากในบรรดาสมบัติด้วยกันเองเสียอีก!
‘ฉันจะต้องหาทางเอาสมบัติชิ้นนี้มาอยู่ในมือฉันให้ได้’
หากชายหนุ่มไม่ค้นพบมันมาก่อน ก็คงไม่มีอะไรแล้วแท้ ๆ ทว่าตอนนี้เขาได้พบเจอและสำรวจจนมั่นใจแล้วว่าอณูประหลาดนั้นออกมาจากแท่นหินนี้ ดังนั้นฉู่โม่วจึงตื่นเต้นเอามาก ๆ!
สมบัติอยู่ตรงหน้าแล้ว จะให้กลับไปมือเปล่าได้อย่างไรกัน?
“ลองเรียนรู้มันก่อนก็แล้วกัน!”
“พยายามทำความเข้าใจลวดลายเหล่านี้ให้ได้ บางทีหลังจากเข้าใจทั้งหมดแล้ว ฉันอาจจะยกแท่นหินนี้ออกไปได้!”
ด้วยความคิดเช่นนั้น ฉู่โม่วก็นั่งขัดสมาธิลงไป จากนั้นก็หลับตาแล้วเริ่มเรียนรู้สิ่งนี้
เวลาหมุนผ่านไป ครึ่งเดือนผ่านไปในชั่วพริบตา
ตลอดเวลาครึ่งเดือนที่ผ่านมานี้ ฉู่โม่วนั่งอยู่ที่นี่ตลอด ไม่ไหวติงราวกับว่าตัวเขาก็พลอยกลายเป็นหินที่ไร้ชีวิตไปด้วย
และสิ่งนี้ควรค่าแก่การพูดถึง เพราะพลังปราณและเลือดภายในร่างของฉู่โม่วก็พลอยหยุดนิ่งไปด้วยระหว่างที่กำลังเรียนรู้ศิลาปริศนานี้อยู่ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเพราะอณูปริศนาพยายามกัดกร่อนร่างของเขา
กระทั่งฉู่โม่วคิดได้ถึงแก่นแท้แล้ว อณูปริศนานี้ก็ยังคงมีอยู่ เมื่อใดก็ตามที่เขาประมาท แม้เพียงเล็กน้อย เขาก็สามารถถูกสิ่งนี้เข้าครอบงำ ซึ่งยากจะต้านทานได้ตลอด
หากเป็นคนอื่น อาจทำให้เขากลายเป็นหินอีกก้อนหนึ่งไปแล้วก็ได้
ทว่า…
แกร๊ก!
ทันใดนั้น เสียงแตกร้าวก็ดังออกมาจากร่างของฉู่โม่ว