ระบบกลืนกินพรสวรรค์ - บทที่ 1019 ศิลาสังหารเทพ
บทที่ 1019 ศิลาสังหารเทพ
ในจักรวาลอันกว้างใหญ่ บนดาวเคราะห์ร้างดวงหนึ่ง
สถานที่แห่งนี้ห่างไกลสุดลูกหูลูกตา แม้แต่ในจักรวาลก็มีแค่ไม่กี่คนที่เคยย่างกรายเข้ามาใกล้ ปกติแล้ว อาจจะมีเพียงแค่คนเดียวต่อหลายหมื่นหรือหลายแสนปีเสียด้วยซ้ำ ดวงดาวนับไม่ถ้วนที่แตกสลายไปและเกิดใหม่ขึ้นมาที่นี่นั้น เกิดขึ้นโดยไม่มีผู้ใดล่วงรู้ทั้งสิ้น
และตอนนี้ที่ใจกลางดาวร้างแห่งนี้ ร่างหนึ่งกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่โดยห้อมล้อมไปด้วยแสงเรืองรอง
ไม่อาจรู้ได้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไร
กว่าแสงเหล่านั้นจะค่อย ๆ จางหายและกลับเข้าไปในร่างกายในที่สุด
ครืน!
เมื่อแสงทั้งหมดจางหายไป ร่างนั้นก็ลืมตาขึ้นมา ทำให้ลำแสงสองสายพุ่งทะลุไปยังทะเลดวงดาว ข้ามจักรวาล แล้วหายวับไป
“หลังจากซ่อนตัวอยู่นานก็ฟื้นฟูพื้นฐานเสร็จสักที!”
ฉู่โม่วสูดหายใจลึกและพึมพำเบา ๆ
อาการบาดเจ็บในครั้งนี้สาหัสเกินไป ชายหนุ่มจึงหาที่รักษาตัวตั้งแต่นั้นมา เขากระทั่งใช้สมบัติศักดิ์สิทธิ์นับไม่ถ้วนเพื่อการนี้โดยเฉพาะ หากทรัพยากรที่ใช้ไปถูกนำมารวมกันในหน่วยหยกปฐมกาล ทั้งหมดก็คงมากกว่าล้านล้านก้อนเสียอีก
ราคาเท่านี้ไม่ใช่น้อย ๆ เลย
แต่ผลที่ได้รับก็ทำให้ฉู่โม่วพึงพอใจเป็นอย่างมาก
พื้นฐานเต๋าที่เสียหายของเขาถูกซ่อมแซมจนเหลือเพียงรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้ว เพราะความประณีตที่สูงขึ้น เขาจึงไม่สามารถรักษามันอย่างรวดเร็วได้
นอกจากนั้น ผลแห่งวิถียังได้รับการรักษาแล้วด้วย แม้ว่ามันจะยังไม่สมบูรณ์แบบ รอยแยกแทบทั้งหมดก็หายไปและหลงเหลือเพียงจุดบกพร่องขนาดเล็กเท่านั้น และก็ต้องใช้เวลาเช่นกัน
เรียกได้ว่าความเสียหายที่ก่อเกิดจากมหาจักรพรรดิเทวะยุทธ์ราชวงศ์หยวนในครั้งนี้แทบจะถูกรักษาจนหมดและไม่เหลือปัญหาอะไรในอนาคตอีกแล้ว
หากมีก็ยังนับด้วยนิ้วมือได้ด้วยซ้ำ
ฉู่โม่วอดถอนหายใจออกมาไม่ได้เมื่อรู้ตัวว่าเวลาเดินผ่านมากว่าสองปีแล้ว
แท้จริงแล้ว มันเป็นระยะเวลาที่สั้นมากสำหรับเขา
ราชันย์เทวะยุทธ์และจักรพรรดิเทวะยุทธ์มักใช้เวลาหลายพันหรือกระทั่งหลายหมื่นปีในการฝึกฝน หากพวกเขาพัฒนาระดับขั้นก็อาจจะใช้เวลานานถึงหลายหมื่นหรือหลายแสนปีเลยก็เป็นได้ และด้วยอาการบาดเจ็บเช่นนี้ หากเป็นผู้ปลุกพลังคนอื่น อย่างน้อยก็คงต้องใช้เวลากว่าหลายแสนปีทีเดียว
มันรวดเร็วเสียจนเขาไม่สนใจทรัพยากรที่ต้องเสียไปด้วยซ้ำ
“ฝึกฝนน่ะไม่เคยเสียเวลาหรอก!”
ฉู่โม่วส่ายหน้าไปมาเพื่อกำจัดความคิดยุ่งเหยิง แล้วจึงหยิบสมบัติจำนวนหนึ่งออกมาจากโลกในฝ่ามือ
มันคือสมบัติเขาได้รับมาจากมหาจักรพรรดิเทวะยุทธ์ราชวงศ์หยวน
ดาบ!
กระบี่!
ธงมนต์!
สมบัติเหล่านี้ต่างก็เป็นยุทธภัณฑ์วิญญาณของมหาจักรพรรดิเทวะยุทธ์แห่งราชวงศ์หยวน รัศมีของพวกมันต่างก็แสดงให้เห็นถึงความเป็นยุทธภัณฑ์ศักดิ์สิทธิ์อันสมบูรณ์แบบที่เต็มไปด้วยกฎเกณฑ์ระดับสูงมหาศาล
เมื่อเปรียบเทียบกับกระบี่ดาราทมิฬที่ยังไม่ได้กลายเป็นกระบี่นภาแดง ก็ไม่ได้แตกต่างกันมากและดีกว่าเสียด้วยซ้ำ
ตอนแรกเคยมีสมบัติอยู่ทั้งหมดหกชิ้น แต่หลังจากการต่อสู้ สมบัติสามชิ้นก็ได้รับความเสียหายและพังทลายไป ตอนนี้จึงเหลืออยู่เพียงสามชิ้นเท่านั้น
“ใช้ได้เลยนี่”
ฉู่โม่วตั้งใจตรวจสอบมันและพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
แม้ว่าชายหนุ่มจะครอบครองสมบัติอยู่มากมาย พวกมันก็ไม่ได้ล้ำค่าเป็นพิเศษและยังเป็นแค่ยุทธภัณฑ์วิญญาณที่ยังไม่ถูกแตะต้อง ไม่ว่าจะกลับไปมอบพวกมันให้กับบรรพบุรุษหมัวและคนอื่น ๆ ที่เผ่าพันธุ์มนุษย์ หรือนำพวกมันไปขาย ทางไหนก็ถือว่าคุ้มค่าทั้งสิ้น
หลังจากเข้าไปในพื้นที่เก็บของ ฉู่โม่วก็จับตามองไปยังสมบัติชิ้นสุดท้าย
มันคือสมบัติแห่งความโกลาหลที่มหาจักรพรรดิเทวะยุทธ์ราชวงศ์หยวนพูดถึง
แม้จะเอาชนะแผนที่ดวงดาวแห่งจักรวาลและระฆังจักรพรรดิบูรพาไม่ได้ในการต่อสู้ มันก็ยังรอดมาจากพลังทำลายล้างของสมบัติทั้งสองชิ้นได้อย่างน่าตกตะลึง
นอกจากนี้แสงศักดิ์สิทธิ์ที่พุ่งออกมาในตอนแรกก็ทำให้ฉู่โม่วประทับใจไม่น้อยทีเดียว
ตอนที่สายตากวาดไปถึงเขาก็ต้องประหลาดใจ เมื่อพบว่ารูปลักษณ์ของสมบัติแห่งความโกลาหลนี้เป็นเหมือนก้อนหินสีน้ำตาลเทา มันไม่ได้ทรงกลมและมีรูปทรงผิดปกติบางอย่าง ราวกับเป็นก้อนหินหยาบ ๆ ที่ยังไม่ได้ถูกขัดเกลาแม้แต่น้อย
หากมันถูกอยู่บนพื้น แม้แต่ชาวบ้านที่เดินผ่านไปมาก็คงไม่สนใจ
แต่ในมือของฉู่โม่วตอนนี้ กลับปลดปล่อยแสงศักดิ์สิทธิ์มากมายออกมาและก่อตัวเป็นไอหมอก นอกจากนั้นยังมีรูประหลาดขนาดจิ๋วอยู่บนก้อนหิน แค่นับดูคร่าว ๆ ก็มีมากกว่าหลายพันรูแล้ว
ทุก ๆ รูปลดปล่อยแสงโกลาหลที่เต็มไปด้วยจังหวะกฎเกณฑ์ออกมา มันดูลึกลับและหนักหน่วงจนทำให้ผู้คนต้องหวาดผวา
ต้องบอกเลยว่าหินก้อนนี้เต็มไปด้วยแรงกดดันมหาศาล ผสานกับรัศมีสังหารไร้ที่เปรียบ ราวกับว่ามันสามารถกำจัดได้ทุกสรรพสิ่ง แม้แต่ฉู่โม่วก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกศีรษะชาเมื่อมองมันตรง ๆ
“นี่น่ะเหรอ สมบัติแห่งความโกลาหล?”
“ตามที่มหาจักรพรรดิเทวะยุทธ์ราชวงศ์หยวนบอก สมบัตินี่ยังไม่ได้ถูกบูชายัญให้สมบูรณ์ เพราะงั้นคนที่ใช้มันก็จะเสียพื้นฐานพลังเล็กน้อย แต่แค่รัศมีของมันตอนนี้ก็ถือว่าน่ากลัวมากแล้ว”
“ถ้าไปถึงขั้นสมบูรณ์แบบแล้วจะทรงพลังขนาดไหน ฉันยังจินตนาการไม่ออกเลย”
“ต้องเรียกว่าเป็นยุทธภัณฑ์มหาจักรพรรดิ!”
ฉู่โม่วคิดกับตัวเอง เมื่อชายหนุ่มใส่พลังจิตเข้าไปในก้อนหิน ข้อมูลมากมายก็หลั่งไหลเข้ามาในทันที หลังจากที่ค่อย ๆ ย่อยมัน เขาก็ได้รู้ที่มาของสมบัติชิ้นนี้
มันมีชื่อว่า ศิลาสังหารเทพ!
หากได้รับการบูชายัญเสร็จสมบูรณ์ ก้อนหินก็จะผ่านการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ถึงแม้ผู้ถูกโจมตีจะเป็นถึงมหาจักรพรรดิเทวะยุทธ์ เขาก็ได้รับบาดเจ็บสาหัส เพราะมันคือสมบัติที่โจมตีไปยังต้นกำเนิดโดยเฉพาะ และพลังของมันก็ถือว่าไม่แย่เลย
แต่เพราะสิ่งนี้ยังไม่สมบูรณ์ จึงได้แต่ปลดปล่อยรัศมีโกลาหลข้างในศิลาสังหารเทพออกมาในรูปแบบลำแสง
“ได้หินศักดิ์สิทธิ์นี่มาก็ดีเหมือนกัน”
“แต่ถ้าจะบูชายัญให้ครบ ฉันต้องใช้ปราณโกลาหล แล้วก็คงต้องใช้เวลาอีกหลายหมื่นปี ยกเว้นว่าจะได้เจออัญมณีแก่นโกลาหลอีก!”
“สำหรับฉันแล้ว ไม่ค่อยมีประโยชน์เลยแฮะ”
ในเวลาหลายหมื่นปีนั้น เขาอาจก้าวเข้าสู่ขั้นมหาจักรพรรดิเทวะยุทธ์หรือกระทั่งระดับขั้นที่สูงกว่านั้นแล้วก็เป็นได้ แม้ว่าจะบูชายัญศิลาสังหารเทพได้ในตอนนั้น ก็คงไร้ความหมาย
ส่วนการฝึกฝนด้วยอัญมณีแก่นโกลาหลนั้น
แทนที่จะใช้มันสร้างหินก้อนนี้ เขาดูดซับพลังของมันเพื่อสร้างความเป็นอมตะเสียจะดีกว่า
“ดูเหมือนว่าสมบัตินี่จะได้อยู่ในมือฉันแค่ครั้งเดียวสินะ… โชคดีที่อาจจะยังพอใช้ได้บ้าง”
ฉู่โม่วลอบคิดอยู่ในใจ
หลังจากนั้นเขาก็ฝึกฝนการบูชายัญศิลาสังหารเทพอยู่สักพัก โดยที่ไม่หยุดจนกระทั่งเข้าใจมันเป็นอย่างดี โดยใช้เวลาเพียงไม่กี่วันเท่านั้น
“มหาจักรพรรดิเทวะยุทธ์ราชวงศ์หยวนตายด้วยมือของฉัน ถึงฝ่ายนั้นจะโกรธมากก็คงต้องช็อกอยู่สักพัก หรืออาจเจอปัญหาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่ งั้นเรื่องนี้ก็คงจะจบแล้วสินะ!”
“ต่อไป ฉันจะได้กลับไปที่เผ่าพันธุ์มนุษย์ได้อย่างราบรื่นสักที!”
ฉู่โม่วถอนหายใจด้วยความโล่งอก
เมื่อคิดว่าจะได้กลับไปหาเผ่าพันธุ์มนุษย์และพบกับบรรพบุรุษหมัวกับซีเวยเร็ว ๆ นี้ เขาก็เกิดความคาดหวังที่ไม่อาจอธิบายได้ขึ้นมาในใจ
ครั้งนี้ เขาจากบ้านมานานเหลือเกิน
นานจนเมื่อนึกถึงเฉินซีเวย เขาก็อดรู้สึกปวดใจไม่ได้
หลังจากสะกดความรู้สึกในใจเอาไว้ ฉู่โม่วก็เก็บกวาดพื้นที่ แล้วทุกอย่างจึงกลับมาเป็นปกติ ทั้งรัศมีทั้งหมด กระจกชำระล้างและสมบัติอื่น ๆ เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีใครค้นพบร่องรอยเขาได้ ก่อนออกไปจากดาวเคราะห์ดวงนี้
เขาเลือกทิศทางและบินตรงไปยังกลุ่มดาราจักรกลุ่มดาวกันต์ทันที
หลังจากนี้ เขาจะกลับไปที่เผ่าพันธุ์มนุษย์ และไม่อยากนำพาปัญหาส่วนตัวใด ๆ ไปให้เผ่าพันธุ์มนุษย์ทั้งนั้น