ระบบกลืนกินพรสวรรค์ - บทที่ 1020 กองกำลังลึกลับ กับ เพ่งพินิจอนาคต!
บทที่ 1020 กองกำลังลึกลับ กับ เพ่งพินิจอนาคต!
ในดวงดาวที่ห่างไกลออกไป ลำแสงเปล่งประกายขึ้นไปทั้งฟากฟ้า มันกลายเป็นเส้นแสงตัดผ่านอวกาศและหายไปเหมือนดาวตก
ขณะที่ฉู่โม่วออกไปนั้น
ราว ๆ หนึ่งชั่วโมงให้หลัง แสงศักดิ์สิทธิ์ที่กล้าแกร่งก็พวยพุ่งมาจากจักรวาล ดูเหมือนว่ามันจะอยู่ไม่ไกล แต่ถ้าฉู่โม่วอยู่ที่นี่ เขาจะตระหนักได้ทันทีว่าแสงศักดิ์สิทธิ์นี้ ไกลจนจับต้นทางไม่ได้ ราวกับมันเดินทางมาจากอดีตเพื่อมายังโลกปัจจุบัน ผ่านห้วงเวลายาวนานจนนับไม่ได้
กฎเกณฑ์และจิตสังหารแผ่ไปทั่ว และมากพอที่จะลบล้างพลังแห่งวิถีในบริเวณนี้จนหมด
ตู้ม!
แสงศักดิ์สิทธิ์นั้นพุ่งลงมาบนดวงดาว มันทำให้ดวงดาวทั้งดวงระเบิดในชั่วพริบตา เกิดแสงระยิบระยับเหมือนพลุไฟกระจายไปทั่ว
ทว่าก็น่าแปลก วินาทีที่มันระเบิด เศษซากของดวงดาวไม่ได้กระจายออกไป กลับหยุดนิ่งอยู่ที่เดิม จากนั้นส่วนที่เป็นใจกลางของดวงดาวก็เปล่งแสงสีดำมีสภาพคล้ายกับหลุมดำขึ้นมา
ในชั่วพริบตา เศษซากของดวงดาวที่แตกสลายก็ถูกดึงดูดเข้าไปในหลุมดำดังกล่าว กลายสภาพเป็นฝุ่นเล็ก ๆ และหายไปในที่สุด
ด้วยภาพที่น่ากลัวและแปลกประหลาดนี้เอง แม้แต่มหาจักรพรรดิเทวะยุทธ์ผู้กล้าแกร่งมาเห็นเข้ายังรู้สึกสับสนได้
แต่สุดท้ายดวงดาวนี้ก็อยู่ห่างไกล ทั้งมันยังไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษ จึงไม่มีสิ่งมีชีวิตใดรับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้น
ภายหลังจากที่ดวงดาวระเบิดหายไปในห้วงอากาศ
ร่างสองร่างก็ปรากฏขึ้นบนฟากฟ้า
พวกเขาสวมชุดคลุมสีดำ ปราศจากกลิ่นอายพลังที่ผกผันใด ๆ เฉกเช่นคนธรรมดาที่ไม่เคยฝึกฝนมาก่อน แต่เมื่อมองให้ดีกลับพบว่าร่างทั้งสองร่างนี้ถูกปกคลุมไว้ด้วยพลังบางอย่าง พลังที่สามารถทำให้ห้วงมิติและเวลาบิดเบี้ยวได้ จนยากจะมองเห็นความจริง
“มันหายไปแล้ว พวกเรามาช้าไปก้าวเดียว!”
“ให้มันหนีไปก่อน”
ชายชุดดำสองคนพูดคุยกัน
“แล้วแบบนี้ควรจะทำอย่างไรต่อ?”
“ไม่ต้องห่วง ต่อให้พลาดครั้งนี้ก็ยังมีครั้งอื่นอีก ไว้ค่อยไปตามหาตัวมันก็ยังได้!”
หลังจากพูดคุยกันแล้ว พวกเขาก็หันหน้าไปทางอื่นก่อนที่ร่างทั้งสองจะหายไป ราวกับว่าพวกเขาไม่เคยอยู่ที่นี่มาก่อน
ทุกกลิ่นอายและการเคลื่อนไหวต่างค่อย ๆ สงบลงจนหยุดนิ่ง
อย่างกับว่าที่นี่ไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้นทั้งสิ้น
มีเพียงดวงดาวที่เงียบสงัดในจักรวาลเท่านั้นที่รับรู้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่นี่
…
“แปลก…”
ฉู่โม่วที่อยู่ระหว่างการเดินทาง รับรู้ได้ถึงความแปลกประหลาด ราวกับมีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้น ชายหนุ่มตรวจสอบโชคชะตาของตน แต่ก็ยังไม่พบกับสิ่งผิดปกติใด ๆ
สิ่งนี้ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกสงสัยอยู่เล็กน้อย
ความแปลกประหลาดนั้นคือการหยั่งรู้ของจักรพรรดิเทวะยุทธ์ไม่มีทางผิดพลาดได้
แต่ไม่ว่าด้วยวิธีตรวจสอบเหนือธรรมชาติแบบไหน เขาก็ไม่อาจพบเจอความเปลี่ยนแปลงใด ๆ ได้ สิ่งนี้น่าแปลก
“หรือว่าจะเป็นใครบางคนที่ปกปิดสิ่งผิดปกติได้นะ?”
ฉู่โม่วเริ่มระแวดระวัง
เขาได้ฝึกฝนคัมภีร์ห่มสวรรค์ ถึงรู้ว่ามันมีพลังเหนือธรรมชาติที่แข็งแกร่งพอจะปกปิดสิ่งที่เกิดขึ้นในจักรวาลอยู่ เพราะมีผู้ปลุกพลังตกอยู่ในหายนะโดยที่ไม่มีใครรู้ สิ่งนี้ค่อนข้างคล้ายคลึงกับสถานการณ์ที่เขาเคยพบเจอมาก่อน
ชายหนุ่มก็ครุ่นคิดทบทวนอยู่ครู่หนึ่ง เขาเริ่มหยุดแทนที่จะไปต่อ และเปลี่ยนไปหาดวงดาวที่อยู่ไกล ๆ เพื่อจะซ่อนตัวแทน
เขาพร้อมเฝ้าสังเกตการณ์แล้ว
เฝ้าดูเผื่อว่ามีอันตรายใด ๆ หรือถ้ามันจะมีจริง เขาก็ไม่อยากจะให้อันตรายนั้นเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเผ่าพันธุ์มนุษย์
ด้วยความคิดนี้เอง ช่วงเวลาถัดจากนี้ ฉู่โม่วจึงเปลี่ยนเส้นทางอยู่บ่อยครั้ง หรือแม้กระทั่งปกปิดกลิ่นอายของเขาด้วยกระจกหรือวิธีการต่าง ๆ ที่สามารถเก็บกลิ่นอายของเขาได้ บ้างก็หลบหนีไปฝึกฝนอยู่ในดวงดาวที่ห่างไกล
เพราะแบบนี้ เวลาสองสามปีจึงผ่านไปรวดเร็วราวกับกะพริบตา ทว่าเขากลับไม่พบสิ่งผิดปกติ
“นี่ฉันคิดไปเองจริง ๆ งั้นเหรอ?”
“หรือหายนะที่ว่านั้นยังมาไม่ถึง?”
บนดาวเคราะห์ที่ห่างไกลดวงปัจจุบัน ฉู่โม่วขมวดคิ้วน้อย ๆ และประหลาดใจกับสิ่งที่น่าสงสัยมาก ๆ นี้
แต่เมื่อคิดทบทวนอีกครั้ง การที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ย่อมเป็นสิ่งที่ดีกว่าเป็นไหน ๆ
ส่วนเรื่องที่ยังสงสัย ตอนนี้ยังถือว่าไม่เป็นไร หากมันเป็นหายนะในที่สุด แล้วมนุษย์ไม่เกี่ยวข้องก็ไม่น่าห่วง
“ยังไงก็เถอะ…เพราะเรื่องนี้ ฉันเลยเสียเวลาไปตั้งสองสามปี”
“ในเมื่อไม่มีอะไรเกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ทำไมฉันไม่ใช้คัมภีร์ห่มสวรรค์ในการอนุมานก่อนเพื่อดูว่ามันคืออันตรายอะไรกันนะ!”
สองสามปีที่ผ่านมา ถึงแม้ฉู่โม่วจะคอยหลบ ๆ ซ่อน ๆ อยู่หลายที่ ทว่าเขาก็ไม่ได้ละทิ้งการฝึกฝนแต่อย่างใด
และเพราะสิ่งนี้เป็นเรื่องของความลับสวรรค์ ตลอดช่วงเวลานี้ ชายหนุ่มจึงฝึกฝนคัมภีร์ห่มสวรรค์อย่างตั้งใจ
กรรมวิธีนี้ลึกซึ้งแต่ก็คลุมเครืออย่างถึงที่สุด มันผสานไว้ด้วยกฎเกณฑ์ การกระทำและผลลัพธ์ ทั้งนี้ยังยากเกินกว่าจะเรียนรู้ได้
ตอนแรก ชายหนุ่มเรียนรู้ในเวลาครึ่งเดือน และภายใต้การเร่งเวลา เขาก็ไม่พบหนทางใด
และตอนนี้เวลาก็ผ่านไปสามปีแล้ว
ต้องพูดเลยว่าฉู่โม่วพยายามเรียนรู้มันอย่างมากที่สุดแล้ว ไม่ว่าจะด้วยศิลารู้แจ้ง แท่นประทับรู้แจ้ง ชารู้แจ้ง รวมไปถึงการเร่งเวลาร้อยเท่า ในที่สุดเขาก็เริ่มเข้าใจคัมภีร์ห่มสวรรค์ขึ้นมาเล็กน้อย และนั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น
เพราะงั้นเขายังมีวิธีคาดเดาที่ถูกบันทึกไว้ในคัมภีร์นี้อีก
เพ่งพินิจ!
เป็นการเพ่งพินิจจากจักรวาลไปยังอนาคตที่เปลี่ยนแปลง
แน่นอน จักรวาลนั้นทั้งแปรปรวนและกว้างใหญ่ เป็นไม่ได้ที่มนุษย์จะเฝ้าสังเกตการณ์ ต่อให้เป็นมหาจักรพรรดิเทวะยุทธ์ก็ยังยากจะคาดเดาอนาคต แต่ถึงแม้คัมภีร์ห่มสวรรค์ จะมีความคลุมเครือและเกี่ยวพันกับกฎเกณฑ์ของการกระทำและผลลัพธ์ ก็เป็นไปไม่ได้สำหรับผู้ปลุกพลังที่จะใช้พลังของมันโดยไม่มีข้อแลกเปลี่ยน เพื่อให้สังเกตเห็นได้
หากต้องการจะเห็นภาพนั้นให้ชัดแจ้ง ผู้ใช้จำเป็นต้องจ่าย
สิ่งที่เรียกว่า ราคานั้นค่อนข้างหนักหน่วงมาก ๆ นั่นคือ…อายุขัย
การสังเกตการณ์อนาคตนั้นใช้อายุขัยพื้นฐานหมื่นปี หากสังเกตดูเหตุการณ์หลัก ๆ เช่นการเปลี่ยนแปลงของโลกหรือโชคชะตา มันก็จะต้องใช้พลังชีวิตมากกว่านั้น ต่อให้เป็นจักรพรรดิเทวะยุทธ์ก็ยังมีพลังชีวิตไม่เพียงพอ
‘ฉันไม่ได้อยากจะดูอะไรเป็นพิเศษ แค่อยากจะรู้สถานการณ์ ว่ามันจะมีหายนะเกิดขึ้นในอนาคตหรือเปล่า’
‘เพราะงั้นอายุขัยที่ต้องแลกน่าจะไม่มากนัก!’
ฉู่โม่วนั้นยังหนุ่มมาก ๆ ในขณะที่เหล่าจักรพรรดิเทวะยุทธ์ส่วนใหญ่ต่างก็อายุหลักล้านปีกันหมด ดังนั้นสิ่งนี้เพียงพอต่อการสอดส่องอนาคตนี้อย่างมาก
แม้จะต้องสูญเสียอายุขัยไปอีกครั้ง แต่เขาก็ยังมีกระบวนท่าโบราณในการยืดอายุอยู่ ซึ่งมันทำให้เขาชดเชยเรื่องในครั้งนี้ได้
เมื่อคิดได้แบบนั้น ฉู่โม่วก็ตัดสินใจให้ดี เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการเห็นอนาคต
เขาเริ่มกระตุ้นกระบวนท่าเพ่งพินิจในคัมภีร์ห่มสวรรค์ ขณะเดียวกันนั้นก็คิดถึงสิ่งที่ต้องการจะเพ่งพินิจด้วย ไม่นานนัก
วูบ!
ความลึกลับและรูปลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์อันคลุมเครือก็ปรากฏขึ้นตามกันมาติด ๆ ผสานกลมกลืนไปกับร่างของฉู่โม่วและสะท้อนไปมาอยู่ในห้วงมิติ
ครืน!
ณ ตอนนั้น สวรรค์และโลกดูจะรับรู้ถึงสิ่งนี้ มันสั่นสะเทือนจนเกิดเสียงดังอื้ออึง ราวกับมีสายฟ้าฟาดรุนแรงดังสนั่นอยู่ในหู ซึ่งทำให้หัวใจของฉู่โม่วเต้นเร็วขึ้นมาทันใด สีหน้าของเขาซีดเผือดอย่างมาก
ไม่หมดเท่านี้
เกือบจะขณะเดียวกัน
แกร๊ก!
เสียงบางอย่างแตกออกดังสะท้าน ดูเหมือนว่าห้วงมิติจะเกิดรอยแตก เพราะกระบี่จากสวรรค์พุ่งลงมา สิ่งนี้ปะทะเข้าใส่ร่างฉู่โม่ว และทันใดนั้น อณูแห่งชีวิตในร่างของเขาก็ถูกตัดออกไปในห้วงอากาศที่บางเบา
“อายุขัยสามแสนปีงั้นเหรอ…ยังรับได้น่า”
ฉู่โม่วคำนวณตามแล้วก็โล่งใจ
แกร๊ก!
รูปลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ยังปรากฏขึ้นเรื่อย ๆ มันปลดปล่อยความลึกลับและแสงแพรวพราวคู่กับลมหายใจ
ครู่ใหญ่ ๆ แสงศักดิ์สิทธิ์ที่เปล่งประกายก็ค่อย ๆ สงบลง เหลือไว้เพียงภาพที่แปลกประหลาดราวกับความฝัน
“นี่มัน…”
ฉู่โม่วเข้าไปดูสิ่งนี้ให้ดี แล้วต้องแข็งนิ่งไปทันที