ระบบกลืนกินพรสวรรค์ - บทที่ 1023 มายังทางช้างเผือก
บทที่ 1023 มายังทางช้างเผือก
เมืองวสันตฤดู
บนห้องเพดานที่อยู่สูงที่สุด หลี่เสวียนจี หลี่โย่วเวย และถงเซียนเฉินต่างกวาดตามองทั่วทั้งเมือง ข้าง ๆ พวกเขา มีสตรีหน้าตาสะสวยและมีไอเย็นปกคลุมร่างยืนอยู่ด้วย
“คุณนายฉู่ ครั้งนี้ท่านบรรพชนหมัวทลายขีดจำกัดเป็นจักรพรรดิเทวะยุทธ์ได้ทันเวลางานเฉลิมฉลองท่านอาจารย์พอดี เบื้องบนจึงต้องการจะจัดงานพิธีที่ยิ่งใหญ่ให้ ท่านอาจารย์จะไปด้วยไหม?”
หลี่โย่วเวยถามด้วยเสียงอ่อน
หลี่เสวียนจีที่ยืนข้าง ๆ ก็พูดขึ้นว่า “คุณนายฉู่ ทำไมพวกเราไม่ไปดูด้วยกันล่ะ? มีผู้ปลุกพลังมากมายไปเข้าร่วม ไหน ๆ ท่านอาจารย์ก็ไม่อยู่ที่นี่ แล้วพวกเขาก็ต้องการจะได้ยลใบหน้าที่แท้จริงของท่านด้วยนะ”
ถงเซียนเฉินไม่ได้พูดอะไร เขาเพียงพยักหน้าเห็นด้วย
“ฉันไม่ไปหรอก”
ท่าทีของเฉินซีเวยนั้นยังคงสงบนิ่งและเยือกเย็น เธอจะแสดงความอ่อนโยนก็ต่อเมื่ออยู่ต่อหน้าฉู่โม่วเท่านั้น นอกจากนี้ ต่อให้จะเป็นศิษย์ทั้งสามผู้ใกล้ชิดกับสามีมากที่สุดก็ยังพบเห็นความนุ่มนวลนี้ได้ยาก
หลังจากได้ยินคำพูดนั้น หลี่โย่วเวยก็ต้องการจะโน้มน้าวต่อ
ตั้งแต่ที่อาจารย์ของพวกเขาจากเผ่าพันธุ์มนุษย์ไป คุณนายฉู่ก็เอาแต่อยู่อย่างสันโดษและไม่ได้สนใจโลกภายนอก แม้ว่าเธอจะกลับมาหาคนอื่น ๆ บ้างเป็นครั้งคราว แต่ก็จะเห็นหญิงสาวอยู่กับสร้อยหยกนั้นอยู่ตลอด
ทุกคนรู้ว่า คุณนายฉู่ของพวกตนกำลังคิดถึงท่านอาจารย์ โดยเฉพาะการที่นายท่านไม่ได้ส่งข่าวอะไรกลับมาเลยตลอดหลายปีมานี้ แม้ว่าคุณนายฉู่จะไม่ได้พูดอะไร แต่ด้วยเวลาที่ผ่านไปเรื่อย ๆ พวกเขาย่อมสัมผัสได้ว่าอารมณ์ของคุณนายฉู่นั้นเต็มไปด้วยความกังวล เธอกลัวว่าผู้เป็นยอดดวงใจของตนจะได้รับบาดเจ็บหรือประสบอุบัติเหตุที่ด้านนอกนั่น
ในฐานะลูกศิษย์ พวกเขาเองก็กังวลไม่แพ้กัน แต่การที่ได้เห็นอาจารย์ของพวกตนมีท่าทีเย็นชามากขึ้นเรื่อย ๆ จนทำให้ผู้เป็นคุณนายฉู่ต้องทนทุกข์กับความเหงาเช่นนี้ก็ยิ่งทำให้พวกเขากังวลมากขึ้นไปอีก อย่างน้อยก็อยากจะให้สถานการณ์ทุกอย่างเบาบางลงบ้าง
ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงหวังให้คุณนายฉู่ของพวกตนได้ไปผ่อนคลายและพบกับงานเทศกาลที่น่าอภิรมย์นี้
อย่างน้อยเธอจะได้ไม่รู้สึกโดดเดี่ยว
แต่ก่อนที่หลี่โย่วเวยจะได้เกลี้ยกล่อมเธออีกครั้ง เฉินซีเวยก็ชิงพูดก่อน “ฉันรู้ดีว่าพวกเธอเป็นห่วงฉัน แต่ไม่เป็นไรหรอก… ฉันรู้สึกได้ว่าฉู่โม่วยังสบายดี ถึงแม้จะคิดว่าเขาอาจเจอปัญหาอยู่บ้างตลอดหลายปีมานี้เพราะไม่มีข่าวคราวกลับมา แต่หากเขายังสบายดีอยู่ ฉันก็สบายใจ”
เฉินซีเวยกุมสร้อยหยกไว้อีกครั้ง ถึงแม้เขาจะติดต่อเธอกลับมาไม่ได้ แต่เธอก็สามารถรู้สึกได้ถึงจิตใจของเจ้าของจี้หยกนี้ ว่าเขายังคงมีชีวิตอยู่
เพราะอย่างนั้น ถึงแม้จะเป็นห่วง แต่เธอก็ไม่ได้กังวลมากมาย
“เหตุผลที่ฉันอยากจะฝึกฝนต่อตอนนี้ก็เพราะว่าฉันมาถึงครึ่งก้าวสู่ขั้นราชันย์เทวะยุทธ์แล้ว!”
เฉินซีเวยพูด “เพราะงั้นเลยกะจะใช้โอกาสนี้ในการทำลายขีดจำกัดให้จบในครั้งเดียวน่ะ”
ตึง!
ทันทีที่เธอพูดเช่นนั้น ศิษย์ทั้งสามถึงกับแสดงสีหน้าตกตะลึงออกมา
“ยินดีกับคุณนายฉู่ด้วย!! ท่านพัฒนาขึ้นอีกขั้นแล้ว!”
“ถ้านายท่านรู้ เขาต้องมีความสุขมากแน่ ๆ!”
ทั้งสามคนร้องตะโกนด้วยความดีใจ พวกเขามีความสุขมาก ๆ จากก้นบึ้งของหัวใจ แต่ในขณะเดียวกันก็ยังรู้สึกหวาดกลัวอยู่
ทักษะของพวกเขานับว่าเหนือกว่าคนปกติมากแล้ว ทั้งความเร็วในการฝึกฝนและพัฒนาตนเองก็ยังมากกว่ามนุษย์คนอื่น ๆ ในเผ่าพันธุ์ ทว่าเมื่อเทียบกับเฉินซีเวย พวกเขากลับไม่ได้ต่างอะไรกับคนธรรมดา
ทุกครั้งที่พวกเขาก้าวขึ้นไปได้หนึ่งขั้น พวกเขาจะพบว่านายท่านของพวกเขาก้าวขึ้นไปแล้วอีกหลายขั้นนัก
และขณะที่พวกเขากำลังเสริมสร้างพลังศักดิ์สิทธิ์อยู่ในขั้นเทวะยุทธ์ตอนนี้ คุณนายฉู่ของพวกเขาก็ได้เตรียมตัวจะพัฒนาขึ้นสู่ขั้นราชันย์เทวะยุทธ์แล้ว
เมื่อได้ยินเสียงสรรเสริญแสดงความยินดีของศิษย์ทั้งสามคน รอยยิ้มน้อย ๆ ก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าที่เยือกเย็นของเฉินซีเวย
อันที่จริง เธอพร้อมสำหรับการพัฒนาขั้นมาสักพักใหญ่แล้ว ดังนั้นเธอจึงสามารถขึ้นเป็นราชันย์เทวะยุทธ์ได้ตลอดเวลา
เพราะงั้นช่วงนี้เธอจึงเพียงบ่มเพาะรากฐานร่างกายเรื่อย ๆ และยังไม่ได้ทลายขีดจำกัด
เธอรู้ว่า พรสวรรค์ของฉู่โม่วนั้นเยี่ยมยอดมาก และหญิงสาวก็ยังตามหลังเขาอยู่อีกไกล แต่เพราะเธออยากจะตามฉู่โม่วให้ทันในสักวันหนึ่ง โดยที่ไม่อยากถูกทิ้งไว้ด้านหลัง จึงย่อมเป็นเรื่องปกติที่เธอจะพยายามขัดเกลาร่างกายตนเองทุกขั้นตอน
มุ่งมั่นให้ผลลัพธ์ออกมาดีที่สุด ถึงจะได้มาซึ่งอนาคตที่ก้าวไกล
แม้ว่ามันจะช้าหน่อย แต่เธอจะค่อย ๆ ไล่ตามรอยเท้าของฉู่โม่วได้ทีละนิด
‘ตอนนี้…’
‘ฉันกำลังจะขึ้นเป็นราชันย์เทวะยุทธ์แล้วนะ นายจะยังไม่กลับมาอีกเหรอ?’
เสียงที่แผ่วเบากระซิบกับตนเอง
หญิงสาวแบมือที่สวยเรียวเหมือนทำจากหยกขาวออก จ้องมองไปยังจี้หยกในมือราวกับว่ามีร่างอีกร่างหนึ่งกำลังยื่นอยู่เบื้งหน้า ไม่มีสิ่งใดเลยที่เธอทำได้นอกเสียจากถอนหายใจเบา ๆ
ปัง!
พลุไฟถูกยิงขึ้น ก่อให้เกิดแสงฟ้ามากมายนับไม่ถ้วนสะท้อนไปมาบนฟากฟ้าราตรีของเมืองวสันตฤดูจนเหมือนเป็นตอนกลางวัน
ยืนอยู่บนชั้นดาดฟ้าและจ้องมอง
มันเผยให้เห็นท้องถนนที่เต็มไปด้วยผู้คนที่กำลังยิ้มแย้ม หลายคนเป็นผู้ปลุกพลัง และอีกหลายคนก็ได้เลื่อนขั้นเป็นราชันย์เทวะยุทธ์แล้ว ทว่าตอนนี้พวกเขากลับกำลังเดินปะปนอยู่บนถนนราวกับคนธรรมดาทั่วไป
บ้างก็กำลังเล่นสนุกไปกับบรรยากาศ บ้างก็พาครอบครัวออกมาเดินเล่นดูมีชีวิตชีวิต
หลังจากที่ได้มองภาพนี้อยู่สักพักหนึ่ง
เฉินซีเวยก็ละสายตาไป จากนั้นเรือนร่างที่งดงามของเธอก็หายไปจากจุดนั้น
เธอกลับไปฝึกฝนต่อ!
จากจุดเดิม
มองไปยังภาพนั้น ศิษย์ทั้งสามคนก็อดมองหน้ากันเองไม่ได้ พวกเขาทำได้เพียงแยกย้ายกันไป
…
ภายในจักรวาลที่กว้างใหญ่
ลำแสงที่พุ่งด้วยความเร็วสูงนั้นทะลุห้วงมิติมากมายและมุ่งหน้าตรงมายังทางช้างเผือก
‘หลังจากบินมาเป็นเดือน ในที่สุดก็จะถึงแล้วสินะ!’
ลำแสงนั้นคือฉู่โม่วจริง ๆ
ตั้งแต่ที่ได้เห็นสายธารแห่งกาลเวลา เขาก็ใช้วิชาย่อมิติในการเดินทางมาจากที่แสนไกล แต่ถึงอย่างนั้นก็ใช้เวลาอีกหนึ่งเดือนเต็มในการเดินทางมายังดาราจักรกลุ่มดาวกันย์ที่อยู่ใกล้กับทางช้างเผือก
ตามที่คาดการณ์ไว้
เขาน่าจะใช้เวลาอีกหนึ่งวันก็จะถึงที่หมาย
ยามที่คิดว่าจะได้เจอคนที่เฝ้าคะนึงหาตลอดทั้งวันคืน ฉู่โม่วก็ตื่นเต้นมากขึ้น เขาเร่งย่อมิติเพื่อเดินทางเร็วขึ้น หมายจะไปพบหน้าอีกฝ่ายให้เร็วขึ้นกว่าเดิม
‘ไม่รู้ว่าซีเวยกำลังทำอะไรอยู่ ป่านนี้เธอจะเลื่อนขั้นขึ้นเป็นราชันย์เทวะยุทธ์หรือยังนะ?’
‘ไหนจะโย่วเวย เสวียนจีกับคนอื่น ๆ จะเป็นยังไงกันบ้างแล้ว?’
ฉู่โม่วพึมพำกับตนเอง
ด้วยความคิดเหล่านั้น ก็ยิ่งทำให้ชายหนุ่มอยากไปดูด้วยตาตนเองไวขึ้นอีก
และในขณะที่ฉู่โม่วกำลังมุ่งหน้าไปยังทางช้างเผือกนั้นเอง
ขณะนั้น เหล่าผู้นำระดับสูงของเผ่าพันธุ์มนุษย์ต่างก็กำลังมุ่งหน้าไปยังดาราจักรกลืนกินสวรรค์พอดี
มีประมุขตระกูลหลายคนอยู่ที่นี่ด้วย แม้แต่บรรพชนตระกูลหมัวผู้ทลายขีดจำกัดขึ้นเป็นจักรพรรดิเทวะยุทธ์ได้แล้วเองก็มาด้วยเช่นกัน
พวกเขามีท่าทีและสีหน้าหนักแน่นขณะจับตามองไปยังเบื้องหน้า
ท่ามกลางสายตาของพวกเขา
เขาเห็นดาวขนาดเล็ก ๆ ดวงหนึ่งที่อยู่ในจักรวาลไม่ไกลนัก ดาวดวงนี้ดูไม่มีอะไรพิเศษและไร้ซึ่งพลังแห่งชีวิต หากดาวดวงนั้นเป็นเพียงดาวเคราะห์ทั่วไปจริง ๆ พวกเขาคงไม่สนใจ
อย่างไรเสีย ในจักรวาลนี้ก็มีดวงดาวอยู่อีกนับไม่ถ้วน บางทีพวกเขาก็อาจไม่รู้ด้วยว่าขณะนั้นกำลังมีดาวเกิดขึ้นใหม่กี่ดวง
ทว่าตอนนี้ ดาวดวงนั้นมีราชันย์เทวะยุทธ์อยู่จำนวนมากและจักรพรรดิเทวะยุทธ์อีกสองคน
ไม่ใช่เพราะเหตุผลใด
แต่เพราะบนดาวดวงนั้นมีต้นไม้ต้นหนึ่งถือกำเนิดขึ้นมา!
ต้นไม้ต้นนั้นดูเหมือนจะเป็นต้นกล้า ทว่ามันกลับทะลุชั้นบรรยากาศออกไปได้แล้ว พร้อมทั้งแตกแขนงไปยังจักรวาล!
ทั่วทั้งต้นของมันเปล่งแสงสว่างไสว เติมเต็มพลังแห่งกฎเกณฑ์อันนับไม่ถ้วนจนเกิดเป็นหมอกพลัง นอกจากนี้ยังมีคลื่นความโกลาหลเกิดขึ้นด้วย เพียงกวาดตามองก็รับรู้ได้แล้วว่าไม่ปกติแน่นอน
“ข่าวที่ไม้ต้นนี้ได้ถือกำเนิด นอกจากพวกเราแล้ว ยังมีคนอื่นรู้อีกไหม?”
เจ้าตระกูลหมัวมองอย่างระมัดระวังก่อนถามด้วยเสียงหนักแน่น
“ยังไม่รู้ทั้งหมดครับ”
ราชันย์เทวะยุทธ์เผ่ามนุษย์กล่าว “ที่นี่อยู่ห่างไกลมาก ๆ นอกจากนี้ ตอนที่ผมพบเจอมัน ธรรมชาติก็ได้สร้างค่ายกลขนาดใหญ่ปกป้องมันไว้ด้วย ดาวทั้งดวงถูกปกป้องด้วยค่ายกลจนหาพบยาก แต่เพราะผมเผอิญขับยานอวกาศเข้าไปชนกับมันพอดีถึงได้เจอเข้า”
“ดังนั้นก็พอจะพูดได้ว่า ยังไม่มีใครคนอื่นเคยพบดาวดวงนี้ก่อนผมแน่นอน!”