ระบบกลืนกินพรสวรรค์ - บทที่ 1035 กลวง
บทที่ 1035 กลวง
‘ใช่แล้ว’
‘บางทีที่ยังหาไม่พบ อาจเพราะไม่มีดวงถึงกันตอนนี้ก็ได้’
ฉู่โม่วถอนหายใจ หลังจากผ่านมาหลายปีแล้ว ไม่ว่าจะกำลังคนที่มากมายหรือทรงพลังขนาดไหน เขากลับไม่ได้ข้อมูลอะไร ไม่ว่าจะพยายามอย่างหนักหน่วง ก็ยากจะหาร่องรอยของเธอ
สิ่งนี้ทำให้ชายหนุ่มผิดหวังไม่น้อย แต่มันก็ทำให้เขาตระหนักได้ถึงอะไรบางอย่างเช่นกัน
บางที ซูเสี่ยวเสี่ยวอาจจะมีภูมิหลังที่แข็งแกร่งมาก ๆ
นี่อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้เธอมีไข่ของอีกาสามขาทองคำในครองครองก็ได้ เช่นเดียวกับจักรพรรดินีไท่หยิน
เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ฉู่โม่วยังไม่อาจเข้าใจได้
ย้อนกลับไป ขณะที่เขายังเป็นเพียงผู้ปลุกพลังตัวน้อยบนเส้นทางแห่งวรยุทธ์ ไม่ต้องพูดถึงมนุษยชาติทั้งหมด ลำพังเพียงในฐานลู่หยางก็ยังไม่มีใครรู้จักเขาเลย แบบนั้นแล้วเธอจะมาสนใจเขาทำไม?
‘หรือเป็นเพราะระบบกลืนกินของฉันนะ?’
หลังจากพินิจพิเคราะห์ให้ดี ฉู่โม่วก็เดาไปทางระบบกลืนกินในร่างกายของเขา
มีเพียงระบบกลืนกินเท่านั้นที่พิเศษ ตอนแรก เขาคิดว่าเป็นเพราะนิ้วทองคำ แต่หลังจากคิดถึงเรื่องนี้แล้ว บางทีผู้ปลุกพลังคนอื่นบางคนก็อาจจะมีความสามารถแบบเดียวกันอยู่ด้วยก็ได้ มีเพียงระบบกลืนกินนี้เท่านั้นที่ต่างจากคนอื่น
หากคิดเช่นนี้ สิ่งนี้ก็พอจะมีเหตุผล
‘นี่น่าจะหมายความว่า ระบบกลืนกินของฉันเป็นความตั้งใจของใครบางคนงั้นเหรอ!’
เขาลอบคิดอยู่ในใจ
หากเป็นอดีต หลังจากรับรู้ได้ว่าระบบกลืนกินนั้นมีอันตรายซ่อนอยู่ ฉู่โม่วก็ค่อนข้างระวังตัวเป็นอย่างมาก
แต่ตอนนี้ เขาไม่ได้กังวลเกี่ยวกับมันแล้ว
ไม่ว่าในระบบกลืนกินแท้จริงแล้วจะมีอันตรายซ่อนอยู่มากมายขนาดไหนในวันนี้ และต่อให้มันแสดงผลออกมาจริง ๆ แล้วมันจะทำไม?
หากเขาไม่มีระบบกลืนกินในวันนั้น ป่านนี้เขาอาจจะเป็นเพียงคนไม่ได้เรื่องที่ฝึกฝนวรยุทธ์ไม่ได้ก็ได้ การที่เขามีวันนี้ได้ก็เพราะระบบกลืนกิน การที่เขามองเห็นภาพอันงดงามของจักรวาล หากไม่ใช่เพราะสิ่งนี้แล้วจะเป็นเพราะอะไรได้อีก?
เขาไม่สูญเสียอะไรเลย!
ไม่ต้องพูดถึง…
‘หากระบบกลืนกินเป็นฝีมือของใครสักคนที่แข็งแกร่งมาก ๆ สิ่งนี้น่าจะเป็นประโยชน์มากกว่าจะเป็นโทษสำหรับฉัน แล้วถ้าเป็นแบบนั้น ทำไมฉันต้องระวังตัวด้วย?’
‘ถึงแม้มันจะมีปริศนาคอยขวางกั้น แต่เพราะฉันยังแข็งแกร่งไม่พอ พอพัฒนามากขึ้น ทุกสิ่งก็น่าจะชัดเจนขึ้นเอง’
โลกทัศน์ของฉู่โม่วเปิดกว้างขึ้นมาก
ใช่แล้ว เขาจะไม่คิดถึงเรื่องนี้อีก ไม่แม้แต่จะกังวลถึงสารทุกข์สุขดิบของซูเสี่ยวเสี่ยว เพียงเก็บเธอไว้เป็นปริศนาที่รอวันกระจ่างในอนาคต ตอนนี้ก็พัฒนาความแข็งแกร่งของตนเองไปก่อน เห็นจะเป็นหนทางที่ดีที่สุด
หลังวนเวียนอยู่ในดาวเคราะห์สีน้ำเงินอยู่ไม่กี่วัน ฉู่โม่วก็กล่าวอำลาแล้วจากไป
มันเป็นช่วงจังหวะพอดีกับที่เฉินซีเวยออกจากช่วงกักตัวบ่มเพาะ ทั้งสองคนจึงได้พูดคุยกันเกี่ยวกับแผนการเดินทางไกลในอนาคต
ครั้งนี้ พวกเขาไม่ได้คิดจะอยู่กันในเขตแดนของเผ่าพันธุ์มนุษย์แล้ว หนทางทอดยาวไปได้ไกลกว่านั้น พวกเขาจึงตั้งใจจะข้ามดาราจักรกลุ่มดาวกันย์ไปสำรวจยังอีกฟากฝั่งหนึ่ง
พูดได้เลยว่านี่เป็นการเดินทางที่แตกต่างจากครั้งที่ฉู่โม่วออกมาจากเผ่าพันธุ์มนุษย์อย่างสิ้นเชิง ตอนนั้นเขาเลือกที่จะมุ่งหน้าไปยังดาราจักรอสรพิษสวรรค์
เมื่อเทียบกับตอนที่ฉู่โม่วออกไปนั้น เขาเป็นเพียงผู้ปลุกพลังตัวกระจ้อยเท่านั้น ซึ่งเขาในตอนนี้ได้เป็นจักรพรรดิเทวะยุทธ์เรียบร้อยแล้ว ในขณะที่เฉินซีเวยเองก็เป็นราชันย์เทวะยุทธ์ ไหนจะเรื่องที่เธอมีความแข็งแกร่งแตกต่างจากยุคที่เขาเริ่มเดินทางอีก หากการเดินทางครั้งนี้ไม่เข้าไปยังเขตแดนที่อันตราย พวกเขาย่อมไม่มีทางพบเจอปัญหาใด ๆ
วันนี้หลังจากที่ฉู่โม่วกับเฉินซีเวยเก็บของกันเสร็จแล้ว ฉู่โม่วก็โอบเอวของภรรยาไว้ก่อนกลายเป็นลำแสงพุ่งหายไป
หลี่โย่วเวย หลี่เสวียนจี และถงเซียนเฉินต่างมองทั้งสองจากไปพร้อมส่ายหน้าอย่างช่วยไม่ได้
“อาจารย์กลับมาไม่กี่วันเองก็จากไปอีกแล้ว แถมครั้งนี้ยังหนักกว่าเดิมอีก เพราะพาคุณนายไปด้วย”
หลี่เสวียนจีเบ้ปากแสดงความไม่พอใจเล็กน้อย
แต่เดิม เขาต้องการจะใช้โอกาสช่วงที่ฉู่โม่วกลับมาเพื่อถามข้อสงสัยบางอย่างเกี่ยวกับการฝึกฝนของเขา แต่ไม่คิดเลยว่าชายหนุ่มจะไม่อยู่กับที่ให้ถามเลยแม้แต่น้อย อีกทั้งเขายังรีบมารีบไปเหมือนผีพุ่งไต้จนไม่มีใครเจอตัว
กว่าจะได้เจอกัน ก็คือวันที่ต้องจากกันไกลเสียแล้ว
สิ่งนี้ทำให้คนที่เป็นศิษย์เช่นเขารู้สึกเหมือนถูกทอดทิ้งก็ไม่ปาน
หลี่โย่วเวยและตงเสี่ยวเฉินไม่ได้พูดอะไร แต่ก็มีท่าทางที่ดูจะอิจฉาไม่น้อยเหมือนกัน
ทั้งสองคนเองก็อยากท่องเที่ยวและพบเจอสิ่งใหม่ ๆ ในอวกาศ รวมไปถึงต้องการจะอยู่กับฉู่โม่วให้ได้มากกว่านี้
แต่คงเป็นเพราะความแข็งแกร่งของพวกเขายังคงมีน้อยเกินไป
ถึงแม้ขั้นเทวะยุทธ์ขึ้นไปจะถือว่าแข็งแกร่งมากแล้วในดาราจักรของเผ่าพันธุ์มนุษย์ แต่ขั้นพลังนี้ก็เป็นเพียงขั้นทั่ว ๆ ไปในอวกาศ หากไม่ระวังตัว ก็อาจพ่ายแพ้ได้อย่างง่ายดาย ถึงแม้การอยู่กับอาจารย์ของพวกตนจะปลอดภัย แต่ครั้งนี้ เห็นได้ชัดว่าเป็นการเดินทางระหว่างอาจารย์และนายหญิงที่ต้องการจะไปกันเพียงสองคน เช่นนั้นแล้วจะมีใครกล้าไปเป็นก้างขวางคอบ้าง?
“ดูเหมือนว่าพวกเราคงจะทำได้เพียงรอให้ฝึกฝนจนถึงระดับราชันย์เทวะยุทธ์ได้ก่อนสินะ ถึงจะมีโอกาสออกไปท่องจักรวาลด้วยตัวเองบ้าง!”
…
ไม่พูดถึงความเศร้าเสียใจของศิษย์ทั้งสาม
ฉู่โม่วและเฉินซีเวยเคลื่อนที่ตรงไปเรื่อย ๆ ผ่านดาราจักรกลุ่มดาวกันย์ พวกเขาไม่ได้สนใจเรื่องความเร็ว เพียงเคลื่อนที่ไปตามหัวใจ หากเมื่อไหร่ที่พบปรากฏการณ์ หรือเผ่าพันธุ์น่าสนใจในอวกาศ พวกเขาก็จะหยุดดูมัน
เพราะเหตุนี้ เวลาจึงผ่านไปหลายเดือนในชั่วพริบตา กว่าพวกเขาจะผ่านดาราจักรกลุ่มดาวกันย์ไปได้
ทั้งสองคนไม่รบกวนคุณยายผู้นำเผ่า และเดินทางต่อไป
ไม่นานนัก พวกเขาก็พ้นเขตปกครองของเผ่าพันธุ์นารีและเข้าสู่กาแล็กซีที่ไม่รู้จัก กระนั้นฉู่โม่วก็ไม่ได้ใส่ใจ เคลื่อนไปตามสัญชาตญาณและไปยังที่ที่เขาอยากจะไป
ระหว่างนั้นก็มีหยุดแวะเที่ยวเล่นบ้างเป็นครั้งคราว
และเพราะแบบนี้ เวลาอีกหลายเดือนก็ผ่านไปในพริบตาอีกครั้ง
ฉู่โม่วกับเฉินซีเวยมาถึงดาราจักรไร้ชีวิต สาเหตุที่เรียกแบบนั้นเพราะบริเวณนี้ไม่มีดาวเคราะห์ใดอยู่เลย เป็นเพียงพื้นที่กว้างที่มีเพียงแสงดาวระยิบระยับ ไม่มีสัญญาณของสิ่งมีชีวิตใด ๆ แม้แต่อณูแห่งชีวิตที่นี่ยังเบาบาง
ขอบเขตของดาราจักรไร้ชีวิตนี้ค่อนข้างกว้างใหญ่ บางทีมันอาจจะกว้างถึงพันปีแสง
หลังจากได้เห็นแบบนั้นแล้ว
ฉู่โม่วก็ได้ไอเดีย
หากที่นี่มีดาวเคราะห์ที่มีสิ่งมีชีวิตอยู่ ณ ใจกลางดาราจักรไร้ชีวิต เมื่อมีอารยธรรมเกิดขึ้นในวันหนึ่ง เขาจะได้เห็นภาพแบบไหนหากวันที่สิ่งมีชีวิตในอารยธรรมนี้ได้ออกมาสู่จักรวาลได้?
เมื่อคิดได้เช่นนั้น ชายหนุ่มก็ส่ายหน้าอย่างช่วยไม่ได้
มันโหดร้ายเกินไป!
ลำพังเพียงทรัพยากรที่ดาวเคราะห์หนึ่งดวงสร้างไว้นั้น มันไม่ใช่ปัญหาเลยหากอารยธรรมบนดาวดวงนั้นจะเติบใหญ่และกลายเป็นอารยธรรมระดับจักรวาลได้
ตอนนี้ การทำเหมืองทรัพยากรในดวงดาวใกล้ ๆ รอบตัวก็มีให้เห็นกันทั่วไป ดังนั้นพวกเขาสามารถพัฒนาอารยธรรมได้อย่างแน่นอน
แต่สำหรับดวงดาวที่มีหลุมดำอยู่ใกล้ ๆ เขาเกรงว่าอารยธรรมนั้นจะไม่ได้ต่างกับการรอวันดับสูญสักเท่าไหร่!
เพราะพวกเขาไม่มีทรัพยากรมากเพียงพอที่จะทำให้ตนเองหนีออกจากหลุมดำแห่งนี้ได้ จึงทำได้เพียงใช้ทรัพยากรเพื่อเหนี่ยวรั้งดวงดาวของตนเองไว้ นานวันไปก็ค่อย ๆ ถูกทำลายไม่ต่างกับระเบิดเวลาที่รอวันนับถอยหลังไม่ว่าจะพยายามขนาดไหนก็ตาม เสมือนยกขุนเขาออกจากอก แต่พอยกออกไปลูกหนึ่งแล้วก็จะพบว่าด้านหลังยังมีภูเขารอให้ยกออกอยู่อีกนับพันลูก
สิ่งนี้หนักหนาเกินไปไม่ว่าจะพยายามขนาดไหนก็ตาม
ความสิ้นหวังระดับนี้ มากพอที่จะทำให้สิ่งมีชีวิตตระหนักได้ถึงความโหดร้ายและหนักหน่วงของธรรมชาติที่สรรค์สร้างมา