ระบบกลืนกินพรสวรรค์ - บทที่ 144 ป่าไผ่ม่วง และสัตว์อสูรระดับ 7 จระเข้โลหิตคลั่ง!
บทที่ 144 ป่าไผ่ม่วง และสัตว์อสูรระดับ 7 จระเข้โลหิตคลั่ง!
ป่าไผ่ม่วง!
ที่นี่คือสถานที่ที่จ้าวยุทธ์หญิงคนนั้นค้นพบไผ่กระบี่ดาราสวรรค์
ก่อนที่โลกใบนี้จะเปลี่ยนแปลงไป ที่แห่งนี้เคยเป็นเพียงป่าไผ่ทั่ว ๆ ไปที่ปลูกไว้ในเขตชานเมือง แต่ภายหลังจากโลกเปลี่ยนแปลงไป อณูแห่งชีวิตทำให้ป่าไผ่แห่งนี้พลอยได้รับผลกระทบรุนแรงไปด้วย มันขยายพื้นที่ออกไปเป็นวงกว้างจนในที่สุดก็กินพื้นที่ไปกว้างใหญ่
ป่าไผ่ม่วงนี้ตั้งอยู่ห่างจากฐานจินหลิงร่วม ๆ สามแสนกิโลเมตร
และเพราะระยะทางที่อยู่ห่างไกลมาก ๆ ฉู่โม่วจึงไม่คุ้นเคยและไม่เคยรับรู้มาก่อนเลยว่าบนโลกมีสถานที่เช่นนี้อยู่ด้วย
ในวันนี้ โลกที่เปลี่ยนแปลงไปถูกสัตว์อสูรมากมายเข้ายึดครองพื้นที่ป่า หากไม่รู้จักพื้นที่นั้นดี มันย่อมทำให้ผู้มาเยือนตกอยู่ในอันตรายได้ไม่ยากเลย
ถึงแม้ว่าความแข็งแกร่งของฉู่โม่วจะสูงจนน่ากลัว แต่ไม่ได้อยากจะเผชิญหน้ากับสัตว์ร้ายที่น่ากลัวขนาดนั้น …เลี่ยงได้ก็เลี่ยงเถอะ
ยังไงเสียที่แห่งนี้ก็มีพื้นที่ที่กว้างขวาง หากบังเอิญเจอเข้ากับสัตว์อสูรก่อนละก็ มันจะต้องเสียเวลามากแน่ ๆ
เช่นนั้นแล้ว
ฉู่โม่วจึงตั้งใจจะไปที่หอการค้าหยกแก้วก่อนเพื่อซื้อแผนที่
…
ณ หอการค้าหยกแก้วสาขาหลัก
“สวัสดีค่ะคุณฉู่โม่ว รับอะไรดีคะ?”
เมื่อพนักงานสาวเห็นฉู่โม่ว เธอก็รีบเดินเข้ามาทักทายและพูดด้วยวาจาสุภาพอ่อนหวาน
“ผมอยากจะได้แผนที่ที่บันทึกเส้นทางจากฐานจินหลิงไปป่าไผ่ม่วงหน่อยน่ะครับ”
เขาพูดตอบฉะฉาน
พนักงานสาวรับคำแล้วหันไปบอกสาวใช้ใกล้ ๆ ให้ไปหาสิ่งที่ฉู่โม่วต้องการมา เพียงไม่นานเธอคนนั้นก็กลับมาพร้อมกับม้วนรูปภาพจำนวนหนึ่ง
“คุณฉู่โม่วคะมีแผนที่สามแบบสำหรับเดินทางไปป่าไผ่ม่วงค่ะ ชิ้นนี้เป็นราคา 500,000 หินปฐมกาล ส่วนชิ้นนี้ 5,000,000 หินปฐมกาลแล้วก็ชิ้นนี้ราคา 100 ล้านหินปฐมกาลค่ะ …จะรับเป็นชิ้นไหนดีคะ?”
ฉู่โม่วถามเพิ่ม “มันแตกต่างกันตรงไหน?”
“ชิ้นที่ราคา 500,000 หินปฐมกาลนี้ ตัวแผนที่จะแสดงเพียงเส้นทางหลัก ๆ และสภาพภูมิประเทศทั่วไปของพื้นที่เท่านั้น ส่วนชิ้นที่ราคา 5,000,000 หินปฐมกาลจะเป็นเส้นทางที่ฐานจินหลิงได้บันทึกไว้ มีรายละเอียดถี่ถ้วนกว่า ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลของสัตว์อสูรที่อยู่ภายในพื้นที่หรือภูมิประเทศโดยละเอียด”
“และสำหรับชิ้นนี้ราคา 100 ล้านหินปฐมกาล ผู้ที่จัดสร้างคือฐานจินหลิง ฐานพันธมิตรรอบด้านอีกสี่ฐานใหญ่รวมไปถึงฐานขนาดกลางและเล็กอีกกว่าสี่สิบฐาน มีข้อมูลรูปแบบภูมิประเทศและเส้นทางเดินทางหลากหลายกว่า และมีจุดอ่อนของสัตว์อสูรที่สามารถพบเจอในพื้นที่ได้ถูกระบุไว้ด้วยค่ะ”
หญิงสาวพูดด้วยความเคารพ
“ผมรับแผนที่ตัว 100 ล้านหินปฐมกาลแล้วกัน!”
เมื่อฟังสรรพคุณแล้ว ฉู่โม่วก็เลือกสิ่งที่ต้องการได้โดยไม่ลังเลใด ๆ
ด้วยกำลังทรัพย์ในปัจจุบัน หินปฐมกาลที่ครอบครองมีปริมาณมหาศาลมาก ๆ และโชคดีที่ในโลกใบนี้ เงินตราสามารถซื้อข้อมูลได้ ดังนั้นหากต้องการข้อมูลของพื้นที่ต่าง ๆ หินปฐมกาลยังคงช่วยให้เขาได้ข้อมูลเหล่านั้นมาไม่ยากเย็นนัก
“เนื่องจากท่านฉู่ผู้ยิ่งใหญ่ เป็นพันธมิตรคนสำคัญของเครือหอการค้าหยกแก้ว เพราะงั้นท่านจะได้รับส่วนลด 20% ดังนั้นแล้วราคาของแผนที่ชิ้นนี้คือ 80 ล้านหินปฐมกาล แล้วทางหอการค้าหยกแก้วจะมอบน้ำยาสำหรับฟื้นฟูให้ท่านด้วย” พนักงานสาวพูดและส่งแผนที่ให้
ฉู่โม่วหยิบเอาหินปฐมกาลจำนวน 80 ล้านก้อนส่งให้อีกฝ่าย จากนั้นเขาก็รับแผนที่และน้ำยาฟื้นฟูมาเก็บไว้ก่อนจะจากไป
…
กลับมายังคฤหาสน์
เขาตั้งใจจะพูดเรื่องนี้กับเฉินซีเวย ทว่าเมื่อกลับมาถึงก็พบว่าเธอกำลังจัดของอยู่แล้ว
พลันเมื่อเห็นฉู่โม่วกลับมา สาวเจ้าก็ยิ้มกว้างแล้วหันมาพูด “ที่รัก กลับมาแล้วเหรอ?”
“จะไปไหนน่ะ ซีเวย?”
ฉู่โม่วถามกลับด้วยความสงสัย
“ฉันว่าจะไปบอกนายอยู่พอดีเลยว่าช่วงนี้ความแข็งแกร่งของฉันเพิ่มขึ้นเร็วมาก ๆ และฉันรู้สึกว่าระดับพลังที่เป็นอยู่มันไม่ค่อยเสถียร ก็เลยจะออกไปฝึกข้างนอกน่ะ” เฉินซีเวยอธิบาย
ได้ยินดังนั้น ฉู่โม่วก็เริ่มรู้สึกได้ว่าเธอคนนี้ได้ขยับขึ้นไปเป็นปรมาจารย์ยุทธ์ระดับกลางแล้วจริง ๆ!
มันแอบทำให้เขาตกใจได้ไม่น้อยเลย
อย่างที่รู้กัน
ภายหลังจากที่เฉินซีเวยได้เริ่มฝึกฝนบัญญัติกระบี่สวรรค์ ทำให้พรสวรรค์ที่แท้จริงของเธอเริ่มแสดงออกมาให้เห็นเด่นชัด
ความคืบหน้าในการฝึกฝนรุดหน้าพัฒนาขึ้นเร็วในระดับที่ว่าแข็งแกร่งขึ้นวันต่อวันเลยทีเดียว
ยิ่งได้ก้าวขึ้นเป็นปรมาจารย์ยุทธ์แล้วความเร็วมันก็ยิ่งเพิ่มขึ้น เผลอ ๆ ตอนนี้ต่อให้เทียบกับฉู่โม่ว ความเร็วในการพัฒนาตนเองของเขาและเธออาจจะแตกต่างกันเพียงนิดเดียวเท่านั้น!
ภายหลังจากที่หายตกตะลึง ฉู่โม่วก็พูดขึ้น “ถ้างั้นเธอต้องดูแลตัวเองให้ดีด้วยล่ะ เดี๋ยวฉันจะให้เสี่ยวจินไปกับเธอด้วย อย่างน้อย ๆ เจ้านั่นก็คอยดูแลเธอระหว่างทางได้”
“เข้าใจแล้ว”
เฉินซีเวยพยักหน้า
หลังจากนั้น เมื่อเธอหันไปเห็นว่าฉู่โม่วเองก็จะออกไปข้างนอกด้วยเหมือนกัน หญิงสาวจึงอดที่จะถามไม่ได้ “ที่รักเองก็จะไปข้างนอกเหมือนกันเหรอ?”
“อ่าห้ะ”
ฉู่โม่วหันไปพูดเรื่องที่เขาตั้งใจจะไปป่าไผ่สีม่วงให้ฟัง
ทว่าเมื่อเธอรับรู้ว่าฉู่โม่วจะต้องพบเจอกับสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งมาก ๆ เธอก็กังวลขึ้นมานิดหน่อย “นั่นมันอันตรายเกินไปนะ หรือไม่นายก็พาเสี่ยวจินไปด้วยดีกว่า อย่างน้อย ๆ ทางฉันก็ไม่น่าจะเจออันตรายอะไรอยู่แล้ว”
“ไม่เป็นไร ฉันยังมีเสี่ยวอู๋อยู่ ความแข็งแกร่งของเสี่ยวอู๋มีมากกว่าเสี่ยวจินในบางแง่น่ะ ที่สำคัญฉันจะพยายามไม่ทำให้เกิดข้อผิดพลาดอะไร”
เขาส่ายหน้า
ได้ยินแบบนั้นแล้วเฉินซีเวยก็ไม่ขัดข้องอะไรอีกต่อไป
อันที่จริงเธอเองก็เคยเห็นเสี่ยวอู๋แล้ว เธอรู้ว่าเสี่ยวอู๋เป็นอีกาสามขาทองคำและมีพลังที่น่ากลัว ขนาดเสี่ยวจินที่ได้รับการพัฒนาเป็นสัตว์อสูรระดับ 5 แล้ว ซ้ำยังต้องเกรงกลัวเมื่ออยู่ต่อหน้าอีกาทองคำตอนนี้
ทั้งสองพูดคุยกันอีกพักใหญ่ ๆ ก่อนจะเดินออกไปด้วยกัน
เมื่อมาถึงด้านนอกฐานจินหลิง ทั้งสองก็แยกย้ายกันไป
ฟิ้ว!
เสี่ยวจินสยายปีกสีทองกว้างของตนและโผบินขึ้นฟ้าไปโดยมีเฉินซีเวยนั่งอยู่บนหลัง
ฉู่โม่วยังคงยืนอยู่ที่เดิมและมองรอจนกระทั่งร่างของพญาหงส์ทองคำยักษ์บินหายลับตา เขาถึงได้เปลี่ยนเป้าหมายไปมองทางอื่นแทน
“ฉันเองก็คงต้องเดินทางบ้างแล้ว”
…
ระยะทางกว่าสามแสนกิโลเมตรนี้ถือว่าไกลพอสมควร
โชคดีที่ตอนนี้พลังของฉู่โม่วอยู่ในขั้นนายพลเมืองแล้ว ไหนจะยังสามารถลอยไปในอากาศได้อีก เพราะงั้นมันจึงช่วยร่นระยะเวลาได้มากเลยทีเดียว
ชายหนุ่มไม่ได้บินไปด้วยความเร็วสูงสุด แต่เลือกที่จะควบคุมความเร็วไว้ที่ยี่สิบเท่าของความเร็วเสียงเท่านั้น
เพราะมันมีเหตุผลบางประการ…
อย่างเช่น หากมีเหตุด่วนอะไร เขาจะได้ตอบสนองทัน
ยังไงเสีย…
บนฟากฟ้าก็ยังมีสัตว์อสูรที่สามารถบินได้อยู่ หากเผอิญเจอเข้ากับสัตว์อสูรจำพวกนกที่ทรงพลังมาก ๆ แล้วไม่สามารถเปลี่ยนทิศทางได้ ยามที่เข้าปะทะกัน มันอาจจะเป็นเขาเองที่แย่
ดังนั้นแล้วการเดินทางบนฟากฟ้านี้มีความเสี่ยง
สิบชั่วโมงให้หลัง
ภาพของป่าไผ่ที่กว้างขวางปรากฏสู่สายตาของฉู่โม่วแล้ว ด้วยขนาดที่ใหญ่เกินกว่าจะเห็นจุดสิ้นสุดของมันนี้เองก็ทำให้ฉู่โม่วตกใจไม่น้อย
สายลมที่พัดสวนเข้ามาเริ่มเปลี่ยนไปแล้ว เขาได้กลิ่นของต้นไผ่ที่ลอยตามลมมาไม่ขาดสาย ทิวไผ่เบื้องล่างยังโอนคล้อยไปมาตามแรงลมเสมือนว่าเป็นคลื่นสีเขียวกำลังโยกย้ายตนเองอยู่ ช่างเป็นภาพที่หาดูได้ยากจริง ๆ
“มาถึงแล้วสินะ ป่าไผ่สีม่วง!”
ฉู่โม่วร่อนลงไปเบื้องล่างและเข้าไปในป่าไผ่
อ้างอิงจากคำบอกเล่า ไผ่กระบี่ดาราสวรรค์นั้นจะอยู่ในส่วนที่ลึกที่สุดของป่าไผ่สีม่วงนี้ สิ่งที่แสดงให้เห็นว่าเข้าใกล้ไผ่เหล่านั้นแล้ว คือสัตว์อสูรผู้พิทักษ์ที่ทรงพลัง
เพราะงั้นแล้วฉู่โม่วจึงซ่อนกลิ่นอายของตนเอง กระตุ้นจิตสัมผัสและขยายแผ่ซ่านไปไกล ระหว่างนั้นก็คอยระแวดระวังทุกก้าวเดินขณะเข้าไปในส่วนที่ลึกขึ้นเรื่อย ๆ ของป่าไผ่ด้วย
จากนั้นหนึ่งชั่วโมงให้หลัง
ในที่สุดฉู่โม่วก็เข้ามาถึงจุดที่มีลำธารทอดยาวปรากฏอยู่
ที่นี่เป็นหุบเขาขนาดใหญ่ราวกับว่ามันถูกมีดเล็บยักษ์ผ่าเอาไว้ ผารอบด้านค่อนข้างเรียบมาก ๆ แถมยังมีน้ำตกลงมาจากทั้งสองฝั่งผาอันเป็นต้นกำเนิดของธารนี้ด้วย ด้วยเหตุนี้เองในบริเวณจึงมีเสียงของน้ำตกกระทบลงบนพื้นอยู่ตลอดเวลา
จากระยะที่เขายืนอยู่ เสียงอื้ออึงในบริเวณนี้เสมือนมีฟ้าผ่าลงมาเรื่อย ๆ
เมื่อมองไล่ไปตามธารน้ำ ฉู่โม่วพบป่าไผ่ขนาดย่อมที่ดูแตกต่างจากป่าไผ่ด้านนอกเติบโตขึ้นมาอยู่
ป่าไผ่ขนาดเล็กนั้นมีแสงสีฟ้าเปล่งออกมาจากด้านใน สีของลำต้นไผ่ดูเหมือนสีของคมกระบี่ และไผ่ทุกต้นก็ปลดปล่อยกลิ่นอายที่น่าสะพรึงออกมาด้วย
“ไผ่กระบี่ดาราสวรรค์!”
ขณะนั้นความสุขวาบผ่านใบหน้าหล่อเหลา
ถึงแม้ว่าจะพบเป้าหมายแล้ว แต่ยังไม่ได้ลงมือทำอะไรทันที ฉู่โม่วหันมองรอบข้างด้วยความระมัดระวัง เขายังไม่เจอสัตว์อสูรที่ว่านั่น… สัตว์อสูรที่ทรงพลังยิ่งเกินกว่าจ้าวยุทธ์คนหนึ่งจะรับมือไหว!
ทั้ง ที่เธอคนนั้นเป็นถึงจ้าวยุทธ์ เธอยังยอมรับว่าตนเองอาจจะถูกฆ่าได้ง่าย ๆ เมื่ออยู่ต่อหน้าสัตว์อสูรตนนี้
เพราะงั้น… เจ้านี่ประมาทไม่ได้!
เขาหันมองอย่างละเอียดถี่ถ้วน
ไม่นานนัก ฉู่โม่วก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่พยายามปกปิดไว้ กลิ่นอายจากด้านในสุด มันเจือจางก็จริง แต่ทรงพลังมาก ๆ เช่นกัน
จิตสัมผัสพยายามตรวจจับหารูปร่างของเจ้าของกลิ่นอายให้ดี
เขากลับพบเพียงว่าเจ้าของกลิ่นอายนี้อยู่ ณ จุดที่ซึ่งเป็นขอบของธารน้ำไม่ไกลออกไปนัก
ที่นั่นมีจระเข้จำนวนมากนอนอยู่ชายฝั่ง พวกมันทั้งหมดมีสีคล้ายโขดหินจนแยกออกได้ยาก
จระเข้เหล่านี้ทรงพลัง และพวกมันส่วนมากก็เป็นสัตว์อสูรระดับ 5 กันหมดแล้ว
และนอกจากจระเข้เหล่านี้แล้ว
มันยังมีจระเข้อีกตัวหนึ่งที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ลำตัวยาวกว่าร้อยเมตรกำลังนอนตากแดดอยู่บนพื้นดิน
เกล็ดบนหลังเปล่งแสงสีเขียวจาง ๆ และขาทั้งสี่ของเจ้าอสูรร้ายดูจะแข็งแกร่งมาก ๆ ขนาดของขาแต่ละข้างนั้นใหญ่กว่าตัวมนุษย์เสียอีก!
เขี้ยวคมภายในปากก็ดูดุร้าย ภายใต้แสงอาทิตย์ที่ส่องลงมา ความเงาของเขี้ยวเหล่านี้กำลังเปล่งแสงที่ดูไม่เป็นมิตรออกมา
ทว่าตอนนี้เจ้าจระเข้ยักษ์ตนนี้ยังคงหลับใหล
ถึงอย่างนั้นมันก็ยังปลดปล่อยกลิ่นอายทรงพลังออกมาอยู่ดี ซึ่งเมื่อได้สัมผัสถึงกลิ่นอายชัด ๆ แล้ว เขาแทบจะล้มพับไปกับพื้น
“นะ… นี่มัน… สัตว์อสูรระดับ 7 จระเข้โลหิตคลั่ง!”
“สัตว์อสูรที่แข็งแกร่งเทียบเท่าราชันย์ยุทธ์!”
หัวใจของฉู่โม่วเต้นไม่เป็นจังหวะ
เขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะต้องมาเจอกับสัตว์อสูรที่น่ากลัวขนาดนี้
สิ่งนี้ทำให้เขาต้องขมวดคิ้ว
แม้ว่าตัวเขาจะมีพรสวรรค์และพลังมากมายที่พร้อมจะใช้สู้กับจระเข้ตนนี้ ทว่ากลับไม่มีความมั่นใจเลยว่าจะเอาชนะสัตว์อสูรระดับ 7 นี้ได้!
‘พลังของธาตุมืด… จะพอหลบการตรวจจับของเจ้านี่ได้หรือเปล่านะ?’
ฉู่โม่วฉุกคิดขึ้นได้
ไผ่กระบี่ดาราสวรรค์ถือเป็นตัวช่วยที่จะทำให้ทักษะวิชากระบี่ของเขาพัฒนาขึ้นได้อย่างรวดเร็ว เพราะงั้นฉู่โม่วไม่อาจจะยอมแพ้กลับไปมือเปล่าไม่ว่าจะต้องเจอกับอะไรก็ตาม!
เพราะงั้นแล้ว…
ภายหลังจากที่คิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ตัดสินใจที่จะทดลองอะไรสักหน่อย
หากวิธีที่คิดไม่ได้ผลจริง ๆ และทำให้สัตว์อสูรตนนั้นตื่น เขาจะใช้พลังแห่งห้วงมิติเทเลพอร์ตตนเองออกไปให้ไกลที่สุด
เมื่อวางแผนเรียบร้อยแล้ว
ชายหนุ่มก็กระตุ้นพลังธาตุมืด แล้วค่อย ๆ เคลื่อนที่เข้าไปภายในป่าไผ่กระบี่ดาราสวรรค์ทันที
เขาชักกระบี่ออกมา ก่อนจะหันเช็กให้มั่นใจก่อนว่าสัตว์อสูรเหล่านั้นไม่ได้สนใจตนแล้วจึงค่อย ๆ บรรจงตัดลงไปบนข้อไผ่อย่างแม่นยำ
ตุบ!
ด้วยเสียงปะทะเข้ากับเหล็กที่ดังกังวาน
ไผ่กระบี่ดาราสวรรค์ก็หักออกมาอย่างง่ายดาย
ไม่ปล่อยเวลาไปกับความดีใจ ฉู่โม่วรีบหยิบท่อนไผ่นั้นแล้วโยนเข้าไปไว้ในมิติพกพาทันที
และในตอนนั้นเอง…
กรรร!!
เสียงคำรามที่น่าหวาดผวาก็ดังขึ้นราวกับสายฟ้าฟาดลงมาข้างหู แม้จะเตรียมตัวไว้อยู่แล้ว แต่ฉู่โม่วยังอดที่จะตกใจและสั่นสะดุ้งไม่ได้
ทันใดนั้น…
ร่างที่ใหญ่โตมโหฬารของจระเข้โลหิตคลั่งก็เคลื่อนเข้ามาหาอย่างอุกอาจรวดเร็ว
ด้วยขนาดตัวที่ใหญ่โต ทุกย่างก้าวของมันทำให้พื้นดินสั่นสะเทือนราวกับเกิดแผ่นดินไหว
การซ่อนตัวของฉู่โม่วนั้นสมบูรณ์แบบ ทว่ากลิ่นอณูแห่งชีวิตที่ลอยออกมาจากไผ่ที่ถูกตัดออกนั้นต่างหาก ที่ปลุกให้จระเข้ยักษ์ตนนี้ตื่นจากการหลับใหล!
เห็นเช่นนั้น
สีหน้าของฉู่โม่วก็เปลี่ยนไป เขารีบซ่อนกลิ่นอายของตนเองไว้ภายในเงามืดอีกครั้ง และหนีออกจากจุดนั้นให้เร็วที่สุด
เจ้าจระเข้ยักษ์เข้ามาถึงป่าไผ่กระบี่ดาราสวรรค์และวนหาสิ่งแปลกปลอมอยู่บริเวณนั้นอยู่หลายรอบ ก่อนที่ท้ายสุดมันก็ยังไม่พบอะไร
สิ่งนี้ทำให้มันดูประหลาดใจไม่น้อย
ราวกับว่ากำลังพบเจอภาพลวงตาที่ไม่ได้เห็นนานแล้วเสียอย่างนั้น
ถึงแม้ว่าสัตว์อสูรระดับ 7 จะถือว่ามีสติปัญญาเหมือนมนุษย์แล้ว ขนาดที่หลาย ๆ ตนก็สามารถพูดภาษามนุษย์ได้
แต่จระเข้โลหิตคลั่งตนนี้ …ไม่ได้มีระดับสติปัญญาสูงขนาดนั้น
เพราะงั้น…
หลังจากที่มั่นใจแล้วว่าไม่มีผู้บุกรุก มันจึงหลงเหลือไว้เพียงความงุนงง
“ฮึ่ม…”
มันครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง แต่เมื่อไม่รู้จะทำเช่นไรต่อจริง ๆ ท้ายสุดมันก็ยอมถอยกลับไป ระหว่างทางเจ้าจระเข้ยักษ์ก็ไม่วายคำรามด้วยความประหลาดใจทิ้งท้ายจนกระทั่งมันเดินกลับไปถึงจุดเดิมที่มันเคยอยู่ นั่นคือท่ามกลางจระเข้อสูรระดับ 5 พวกนั้น
ร่างใหญ่ค่อย ๆ หย่อนขาให้หน้าท้องแนบไปกับพื้นก่อนจะเริ่มพักผ่อนอีกครั้ง