ระบบกลืนกินพรสวรรค์ - บทที่ 568 สู้กับโม่ซาง การปะทะกันระหว่างปราณกระบี่และปราณดาบ!
บทที่ 568 สู้กับโม่ซาง การปะทะกันระหว่างปราณกระบี่และปราณดาบ!
อีกฟากหนึ่ง …
บนหน้าผา โม่ซางกำลังนั่งขัดสมาธิ หลับตาลงและรวบรวมพลังปราณของตนใหม่อีกครั้งขณะพักผ่อนจิตใจไปด้วย
มันไม่มีกลิ่นอายใด ๆ เล็ดลอดออกมาจากร่างกายของเขา ทว่าหากมีใครได้มาเห็นด้วยตาตนเอง พวกเขาจะสามารถรับรู้ได้อย่างชัดเจนถึงจิตสังหารที่แผ่ซ่านออกมา และมันกินระยะพื้นที่กว่าหมื่นกิโลเมตรรอบตัวเขา
นอกจากนี้มันยังมีแรงกดดันที่แฝงเร้นอยู่ลึก ๆ ถูกปลดปล่อยออกไปด้วย ซึ่งสิ่งนี้เองที่ทำให้หัวใจของผู้ที่สัมผัสถึงมันได้ต่างเต้นรัวไม่หยุด สันหลังของพวกเขาเสียววาบราวกับฤดูหนาวได้เข้ามาเยือนแล้ว
ชัดเจนที่สุด
โม่ซางกำลังเตรียมตัวที่จะเข้าร่วมสงครามครั้งนี้แล้ว
เขาต้องการที่จะเพิ่มพลังของกลิ่นอายรวมถึงจิตสังหารของตน และรอจนกระทั่งการต่อสู้ได้เริ่มต้นขึ้นเพื่อที่จะแผ่ซ่านสิ่งเหล่านี้ออกไปได้อย่างสมบูรณ์ เปรียบเสมือนเขาได้เข้าถึงความแข็งแกร่งระดับสุดยอดของตนแล้ว
ไม่ไกลจากโม่ซางนัก เหล่าอัจฉริยะจากเผ่าพันธุ์มนุษย์วิหคต่างก็รับรู้ได้ถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ พวกเขาแอบพูดคุยกันอย่างลับ ๆ
“ฉันไม่เคยอยู่ภายใต้แรงกดดันที่น่ากลัวขนาดนี้มาก่อนเลย ไม่คิดเลยด้วยว่าเขาจะให้ความสนใจกับเจ้ามนุษย์หยิ่งผยองนั่นขนาดนี้!”
“ยังไงเสียเจ้านั่นก็เป็นอันดับหนึ่งในศิลาต้นกำเนิดเลยนะ หากเขาไม่ฝึกฝนให้แข็งแกร่งขึ้นในระยะสั้น ๆ ละก็ มีหวังได้กลายเป็นเครื่องเชิดชูเกียรติยศให้พวกเผ่าพันธ์ุมนุษย์แหง ๆ มันเป็นเรื่องที่โม่ซางหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไอ้การจับตามองมนุษย์คนนี้ไว้น่ะ”
“พูดอย่างนั้นแล้ว นายคิดว่าโม่ซางจะสามารถเอาชนะผู้ปลุกพลังเผ่ามนุษย์ได้หรือเปล่า?”
“นี่แกกำลังพูดถึงอะไรน่ะ? ด้วยพลังของโม่ซางแล้ว แน่นอนว่าผู้ปลุกพลังเผ่ามนุษย์นั่นไม่มีทางเอาชนะพวกเราได้หรอก!”
“ฉันเองก็กังวลเหมือนกัน… เจ้ามนุษย์นั่นน่ะ มันไม่เหมือนทั่ว ๆ ไปนะ ถ้าหาก…”
“ไม่มีทาง! ถึงแม้ว่าผู้มีพรสวรรค์ของแต่ละเผ่าพันธุ์จะเก่งก็จริง แต่พวกนั้นย่อมไม่ใช่คู่ต่อสู้ของโม่ซางอยู่แล้ว ยังไงเสียโม่ซางก็ถือเป็นผู้ที่แข็งแกร่งมาก ๆ ในเผ่าพันธุ์ของพวกเราแล้วเหมือนกัน เป็นเหมือนตัวตนที่ไม่อาจจะมีใครโค่นล้มได้!”
“ก่อนหน้านี้เขาไร้เทียมทานขนาดไหน เขาก็จะยังคงไร้เทียมทานแบบนั้นตลอด!”
“ดี!”
“โม่ซางจะต้องสามารถโค่นฉู่โม่วได้แน่ จากนั้นก็จะนำให้พวกเราไปฆ่าพวกผู้ปลุกพลังเผ่ามนุษย์ทั้งหมดที่เข้ามาในเขตแดนลับกลืนดาราครั้งนี้!”
“โอเค เลิกพูดกันได้แล้ว มันจะได้ไม่เป็นการรบกวนโม่ซาง!”
“ใช่ ๆ อยู่เงียบ ๆ กันแล้วรอดูโม่ซางลงมือดีกว่า”
เหล่าอัจฉริยะของเผ่ามนุษย์วิหคพูดต่อ ๆ กัน พวกเขามั่นใจในตัวโม่ซางมาก ๆ จากถ้อยคำที่กล่าวออกมา
ไม่ไกลออกไปนัก
โม่ซางได้ยินทุกถ้อยคำที่เหล่ามนุษย์วิหคพูดกัน แต่เขาไม่ได้แสดงท่าทีอะไร เขาเพียงนั่งขัดสมาธิอย่างไม่แยแสราวกับว่าไม่ได้ยินต่อไป
หลังจากนั้น
เขาก็รู้สึกได้ถึงบางสิ่งบางอย่าง มันทำให้เขาต้องลืมตาขึ้นมาโดยพลัน แสงสวรรค์เปล่งออกมาจากตาทั้งสองข้างแล้วเพ่งมองไปยังทิศทางของโถงมรดก
“ฉู่โม่ว… ในที่สุดแกก็มา!”
เสียงพึมพำพูดกับตนเอง ทันใดนั้น จิตสังหารที่ค่อย ๆ กระจายออกมาก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น มันหนาแน่นเสมือนลำแสงจากดวงอาทิตย์
…
ครืน!
ประตูโถงมรดก
ผ่านระลอกคลื่นอวกาศที่กระจายไปโดยรอบ …ร่างของฉู่โม่วค่อย ๆ ก้าวออกมาจากมัน
ทันทีที่เขาออกมา เขาก็รู้สึกได้ถึงระยะแสนกิโลเมตรรอบตัว มีสายตาของผู้คนมากมายกำลังจับจ้องมายังที่แห่งนี้
‘ดูเหมือนว่าพวกนั้นกำลังรอกันอยู่สินะ!’
ชายหนุ่มคิดจากนั้นก็จ้องมองตรงหน้า
ด้วยจิตสัมผัส จิตสังหารที่รุนแรงถูกค้นพบ!
“ฉู่โม่ว ในที่สุดแกก็ออกมาแล้ว!”
พริบตาที่ฉู่โม่วกวาดตามองต้นทาง เสียงหนึ่งก็ก้องกังวานไปทั่ว และต้นเสียงนั้นก็มาจากสุดปลายสายตาเช่นกัน
เสียงดังกล่าวไม่มีเจ้าของเสียงตามมาด้วย
เขารอจนกระทั่งเสียงนั้นเงียบลง
ร่างหนึ่งพลันทะยานไปไกลกว่าหมื่นกิโลเมตรและมาปรากฏที่เบื้องหน้าเขา
ปีกสีทองโบกสะบัดประคองให้ร่างนั้นลอยอยู่กลางอากาศ ปลดปล่อยกลิ่นอายที่น่าสะพรึงกลัวออกมาพร้อมกับส่องแสงศักดิ์สิทธิ์สว่างประกาย เขาไม่ต่างอะไรจากเทพเจ้าที่ดูศักดิ์สิทธิ์และยิ่งใหญ่อย่างหาที่เปรียบไม่ได้
เขาเป็นตัวตนที่ยิ่งใหญ่แห่งเผ่าพันธุ์มนุษย์วิหค มีเกียรติสูงส่งในฐานะที่เป็นอันดับหนึ่งแห่งเผ่าพันธุ์
โม่ซาง!
“ฉันรอวันนี้มานานมากแล้ว!”
นัยน์ตาของเขาเฉียบคม เขามองมายังฉู่โม่ว ไม่อาจจะซ่อนจิตสังหารในแววตานั้นได้เลย “ฉันทนรอที่จะฆ่าแกไม่ไหวแล้ว!”
“โฮ่ บังเอิญจังเลยนะ”
ฉู่โม่วยิ้มและพูดออกไปด้วยความปลาบปลื้ม “ฉันเองก็เหมือนกัน!”
“หืม คำพูดคำจานั่น!”
“ก่อนฉันจะลงมือ ฉันละอยากจะเห็นเหลือเกินว่าพลังของแกมันแข็งแกร่งสมกับที่แกปากเก่งนี่หรือเปล่า!”
โม่ซางพ่นลมหายใจอย่างเยือกเย็น และไม่ลังเลสิ่งใด เขาตะโกนออกมา
ครืน!
ในทันทีที่ร่างนั้นปรากฏขึ้นมา กระบี่ในมือของเขาก็ปรากฏขึ้นมาด้วยเช่นกัน เขาตวัดปราณกระบี่จนเกิดเป็นแสงรูปคมดาบที่น่าหวาดกลัว ปราณกระบี่พุ่งทะยานผ่านช่องว่างของมิติเหลือทิ้งปลายลำแสงกระบี่คล้ายสายรุ้งออโรร่าเอาไว้ขณะพุ่งเข้าใส่ฉู่โม่ว
เพียงแค่ปราณกระบี่พุ่งออกมาเท่านั้น
กลิ่นอายที่แผ่ซ่านออกมาจากปราณกระบี่ก็ทำให้ผู้ปลุกพลังที่เปี่ยมด้วยพรสวรรค์ที่ซึ่งกำลังจับตามองมายังตำแหน่งนี้รู้สึกถึงความเจ็บปวดทั้งดวงตาและดวงจิตเลย
นี่มันน่ากลัวจริง ๆ!
อย่างที่ทราบกัน
ผู้ปลุกพลัง ณ ที่แห่งนี้ ล้วนเป็นผู้มากฝีมือจากทั้งเผ่ามนุษย์วิหคและมนุษย์ พวกเขามีความแข็งแกร่งในระดับสูง แต่ถึงอย่างนั้น ขนาดพวกเขาอยู่ห่างจากที่นี่ถึงแสนกิโลเมตร คลื่นพลังก็ยังทำให้ดวงตาพวกเขาไม่อาจจะลืมตามองต่อได้ ความน่ากลัวของปราณกระบี่นี้มันทำให้ดวงตาของทุกคนเหมือนโดนกระบี่ทิ่มแทง!
“พรสวรรค์ระดับพระเจ้า!”
“โม่ซางมีพรสวรรค์วิชากระบี่ระดับเทวะจริง ๆ ด้วย! เขาซ่อนมันเอาไว้ตลอด!”
“ปราณกระบี่นี่ช่างรุนแรงและทรงพลังเหลือเกิน ฉันไม่สามารถต้านไว้ได้เลย!”
ตอนนั้น…
ไม่รู้ว่ามีผู้ปลุกพลังฝั่งมนุษย์กี่คนที่รู้สึกหวาดกลัวอยู่ภายในใจ พวกเขาแสดงสีหน้าเหยเกออกมา
ส่วนหนึ่งก็เพราะตกใจที่โม่ซางนั้นซ่อนพรสวรรค์วิชากระบี่ระดับเทวะไว้ได้มิดชิดเช่นนี้!
และอีกส่วนหนึ่งก็ตกใจที่เพียงแค่ปราณกระบี่ ก็มีพลังอันมหาศาลแล้ว!
อย่าพูดถึงคนอื่นเลย
ตอนนี้เขาเป็นคนที่ดูจะตกใจมากที่สุด
ท่ามกลางผู้ปลุกพลังที่อยู่ ณ ที่แห่งนี้ เขามีทักษะวิชากระบี่ที่แข็งแกร่งที่สุด แถมเขายังภาคภูมิใจในวิชากระบี่ของเขามาตลอดทั้งชีวิตด้วย
ทว่าเมื่อต้องเผชิญหน้ากับปราณกระบี่ของโม่ซางในตอนนี้ เมื่อเขาแอบคำนวณในใจไปแล้ว เขาก็พบว่าปราณกระบี่ของเขาเทียบชั้นไม่ติดเลย พร้อมกันนั้น เขาเองก็ไม่มั่นใจด้วยว่าในชีวิตนี้เขาจะสามารถฝึกฝนปราณกระบี่จนได้ระดับนี้หรือเปล่า!
“คนคนนี้สุดยอดจริง ๆ!”
“อย่างที่ท่านเฟยเหลียนพูดนั่นแหละ หากเขาไม่ตาย เขาจะกลายมาเป็นที่พึ่งให้กับเผ่าพันธุ์มนุษย์ของพวกเราเมื่อเติบใหญ่ขึ้นอย่างแน่นอน!”
“ฉู่โม่ว… หากนายสู้ไม่ไหวจริง ๆ เฟยเหลียนกับฉันจะร่วมต่อสู้ด้วย และพวกเราจะช่วยกันกำจัดเจ้านั่น ด้วยทุกสิ่งทุกอย่างที่เรามี!”
ตอนนั้นเอง
อัจฉริยะอู๋หยาเองก็เงียบลงไปเพื่อจัดแจงเป้าหมายของตนให้ชัดเจนเช่นกัน
เพราะงั้นคนอื่น ๆ ที่กำลังเฝ้าดูการต่อสู้นี้ก็คงจะคิดไม่ต่างกันนักหรอก
ที่สนามรบ
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับปราณกระบี่ที่น่ากลัวเช่นนี้ ฉู่โม่วรับรู้ได้ถึงพลังที่รุนแรงอันมีต้นกำเนิดจากปราณกระบี่เบื้องหน้าที่กำลังห้อมล้อมตนเข้ามา มันทำให้หัวใจของเขาเต้นแรงขึ้น
“ไม่ต้องพูดถึงความคมของปราณกระบี่นี่เลย ลำพังเพียงกฎเกณฑ์ที่อัดแน่นอยู่ภายในก็ถือว่ามากกว่าปกติเยอะแล้ว ฉันเกรงว่าวิชากระบี่ของเขาน่าจะมีฐานอยู่ที่อย่างน้อยก็ 70% หรือบางทีก็อาจจะถึง 80% ที่เทียบเท่ากับฉันได้เลย… ไม่สิ เผลอ ๆ อาจจะเหนือกว่าด้วย!”
หัวใจของฉู่โม่วเต้นแรง
ทว่าก็ไม่ได้ชักช้า
ต่อหน้าปราณกระบี่ที่น่ายำเกรง ชายหนุ่มไม่ได้คิดจะหลบหรือปัดป้องแต่อย่างใด กลับกัน เขาเลือกก้าวไปด้านหน้า และปลดปล่อยพลังอณูแห่งชีวิตออกมา เช่นเดียวกับเลือดลมที่ระบายเอาอณูแห่งชีวิตออกมาด้วย มันระเบิดออกเสมือนเตาหลอม ก่อตัวหนาแน่นอยู่รอบกายเขาจนสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า พลังเหล่านี้เจาะทะลวงไปแล้ว
เมื่อกระบี่ในมือถูกกระชับให้แน่น พลังจากทั่วทั้งร่างก็ระเบิดออกมาอีกครั้ง พวกมันถูกปลดปล่อยออกมาผ่านจุดลมปราณ แล้วหลั่งไหลมารวมที่แขนก่อนจะเคลื่อนออกมาด้านนอก
แกร๊ก!
พลังของกระบี่สะบั้นดาราพวยพุ่งออกมา จากนั้นก็เข้าโจมตีใส่โม่ซาง
ปราณกระบี่ที่รุนแรงนี้สว่างไสวประดุจดวงตะวัน และลุกเร็วพลันเสมือนเปลวเพลิงที่กำลังโหมไหม้
กลิ่นอายที่น่าสะพรึงกลัวของกระบี่ลอยคลุ้งราวกับมีสายลมพัดพา ความแข็งแกร่งของมันก่อตัวหนาราวกับเป็นมังกรยักษ์ที่เคลื่อนผ่านไปหาเป้าหมาย
ยามที่ทั้งสองปรากฏขึ้นพร้อมกัน แม้ห้วงมิติก็ไม่อาจรองรับ ในระยะแสนกิโลเมตร มันเกิดเสียงมิติแตกกระจายไปทั่ว และเสียงนี้ดังอย่างต่อเนื่อง
ทุกคนตระหนักได้ถึงภัยคุกคามในทันที พวกเขาไม่รอช้าที่จะสร้างเกราะป้องกันขึ้นมา
บนร่างของพวกเขาเกิดแสงสว่างขึ้นมาจากการสร้างโล่ป้องกัน ทว่าภายใต้ปราณกระบี่อันรุนแรงนี้ แสงสว่างเหล่านั้นก็ไม่ต่างอะไรกับเปลวเทียนกลางสายลมสักเท่าไร
เพียงแค่ว่า…
ทุกคนไม่ได้ใส่ใจเรื่องนั้น
ทุกสายตาจับจ้องไปยังใจกลางของสมรภูมิ เฝ้ามองสถานการณ์โดยไม่กะพริบตาเพราะกลัวว่าจะพลาดรายละเอียดอะไรไป
ในที่สุด
ภายใต้สายตาที่มองมา ปราณกระบี่ทั้งสองก็ได้เข้าปะทะกัน!