ระบบกลืนกินพรสวรรค์ - บทที่ 569 การเผชิญหน้ากันระหว่างสองผู้มีพรสวรรค์!
บทที่ 569 การเผชิญหน้ากันระหว่างสองผู้มีพรสวรรค์!
ครืน!
คลื่นอัดกระแทกที่น่ากลัวกระจายออกไป ราวกับว่าเทพเจ้าได้พลาดพลั้งทำกงจักรร่วงลงมาบนโลกจนเกิดระเบิดรุนแรงแผ่เป็นวงกว้างขึ้นมา คลื่นพลังรุนแรงนี้กระจายไปทั่วบริเวณและควบแน่นไปด้วยพลังศักดิ์สิทธิ์อยู่ด้านใน
เหล่าผู้ปลุกพลังที่จับตาดูการต่อสู้นี้ถึงกับต้องเปลี่ยนสีหน้ากันหมด
“ไม่ดีแล้ว!”
“ถอยกลับเร็ว!”
พวกเขาอุทานออกมาพร้อม ๆ กัน
แต่เดิมพวกเขาก็อยู่ห่างจากจุดปะทะนี้ร่วมแสนกิโลเมตรอยู่แล้ว เรียกได้ว่ายากมากที่จะโดนลูกหลงจากปราณอาวุธทั้งสองอย่าง ทว่าตอนนี้ ลำพังเพียงคลื่นอัดกระแทกก็ยังเข้าถึงตัวพวกเขาได้เต็ม ๆ แรงสั่นสะเทือนอันรุนแรง แม้ว่าจะไม่ทำให้โล่ที่สร้างขึ้นมาแตกไป แต่ด้วยความที่เป็นผู้มีพรสวรรค์ เขารับรู้ได้ทันทีว่าหากยังอยู่จุดนี้ต่อไป คลื่นอัดกระแทกลูกต่อไป พวกเขาไม่รอดแน่
ด้วยเหตุนี้ ผู้ปลุกพลังจึงเริ่มทยอยถอยออกไปตาม ๆ กันอย่างน้อย ๆ หมื่นกิโลเมตร หรือบางคนก็ถอยไปอีกสองหมื่นกิโลเมตรเลยในชั่วพริบตา
ส่วนผู้ที่ตอบสนองช้า แม้จะเพียงไม่กี่วินาที ยามที่เขาตัดสินใจจะถอย คลื่นอัดกระแทกอีกระลอกก็พุ่งเข้ามาและพัดร่างของเขาให้กระเด็นลอยไป รวมถึงคลื่นกระบี่และดาบที่ลอยตามออกมาก็เชือดเฉือนร่างของเขาจนเกิดบาดแผลมากมายนับไม่ถ้วนขณะกระเด็นลอยไปตก ณ ที่ห่างไกล ทุกคนเห็นได้ชัดถึงเลือดที่กระฉูดออกมาจากร่างนั้น และรู้สึกได้ถึงความเวทนา
แต่ใช่แล้ว…
นี่เป็นเพียงลูกหลงเท่านั้น!
ขณะนั้น ฉู่โม่วและโม่ซางที่เป็นจุดศูนย์กลางของสมรภูมิ รับรู้ได้ถึงความน่ากลัวของพลังซึ่งกันและกันในยามที่คลื่นกระบี่ปะทะกันเมื่อครู่นี้ พวกเขากัดฟันขณะกระเด็นลอยออกจากกันเพราะแรงระเบิด
แต่นี่ก็ไม่ใช่จุดจบของการต่อสู้แต่อย่างใด
ไม่มีใครในสองคนนี้ได้รับบาดเจ็บ และภายหลังที่กระเด็นลอยไปหลายร้อยกิโลเมตรแล้ว พวกเขาก็ตระหนักได้ภายในใจ
‘แข็งแกร่งอะไรขนาดนี้นะ!’
‘ถึงแม้พลังกายจะด้อยกว่าฉันอยู่นิดหน่อย แต่อย่างน้อย ๆ ก็สามารถมีได้สูงถึง 1.5 พันล้านพลังมังกรเมื่อระเบิดพลัง!’
‘โม่ซางน่าจะทลายขีดจำกัดของร่างกายมาอย่างน้อยเจ็ดครั้งแล้วเมื่อเขาเป็นขั้นเทียมเทพ ไม่เช่นนั้นคงไม่มีทางที่จะมีร่างกายที่แข็งแกร่งถึงขนาดนี้ได้!’
‘นอกจากนี้ ปราณกระบี่นั่นก็น่ากลัวเอามาก ๆ เหมือนกัน ทั้ง ๆ ที่กระบี่ของฉันควรจะเหนือกว่า แถมฉันยังฝึกฝนด้วยกระบวนท่าปราณกระบี่มาถึงแปดครั้ง เทียบกับปราณกระบี่ทั่วไป กระบี่ของฉันควรจะแข็งแกร่งที่สุด ด้วยพลังที่มากกว่าอยู่ระดับหนึ่ง ทว่าเมื่อต้องมาเผชิญหน้ากับหมอนี่ ทุกอย่างแทบไม่ได้ต่างกันเลย!’
‘คนคนนี้… จะต้องมีวิธีฝึกฝนอะไรสักอย่างที่เพิ่มพลังของปราณกระบี่นั่นได้แน่ ๆ!’
ฉู่โม่วคิดกับตนเอง
ฉันประมาทแกเกินไป!
ในขณะที่ชายหนุ่มกำลังคิดอยู่นั้นเอง โม่ซางก็พูดขึ้นมา เขามองมายังคู่ต่อสู้อย่างใจเย็นและพูดเสียงดัง “แต่ถึงอย่างนั้น ฉันก็ยังไม่ได้ทุ่มสุดตัวอยู่ดี…โชคดีไป แกไม่ทำให้ฉันผิดหวัง สมควรแก่การเอาจริงเสียเหลือเกิน!”
สิ้นเสียง
โม่ซางก็โจมตีอีกครั้ง
“ตายซะ!”
ด้วยเสียงตะโกนที่ดังกึกก้อง แสงสีทองของแสงสวรรค์ก็เปล่งประกายออกมาจากร่างนั้น มันพวยพุ่งออกมาราวกับเป็นลาวาที่ระเบิดออกมาจากภูเขาไฟ
เคร้ง!
กระบี่ในมือของเขาส่งเสียงระรัว ก่อนหน้านี้มันมีร่องรอยความเสียหายอันเกิดจากการโจมตีครั้งก่อนอยู่ ทว่าตอนนี้มันรักษาตนเองจนสมบูรณ์แล้ว พลังที่เอ่อล้นออกมาเสมือนน้ำป่าที่ไหลหลาก แสดงให้เห็นว่ามันพร้อมใช้งานอีกครั้ง เขาไม่รอช้าที่จะสะบั้นปราณกระบี่ที่รุนแรงอีกรอบ และเช่นเดิม มันพุ่งหายไปในรอยแยกมิติและเข้าโจมตีฉู่โม่ว
ตอนนั้นเอง
ที่ด้านหลังโม่ซาง มันเกิดแสงสว่างสีทองส่องประกายกระจายออกมา แสงเหล่านี้รวมกับแสงศักดิ์สิทธิ์และควบแน่นเป็นโซ่แห่งเต๋าที่มีพลังน่าเกรงขาม มันส่องแสงแวววาวด้วยแสงสวรรค์หลากสีจนทั่วทั้งโลกสามารถมองเห็นได้ถึงแสงสว่างที่งดงามและน่าสะพรึงกลัวนี้
มองจากระยะไกล
โม่ซางในตอนนี้เปรียบเสมือนเทพบรรพกาล เขายิ่งใหญ่และน่าเกรงขาม
ภาพที่เห็นเขย่าทุกหัวใจของผู้เฝ้ามองจากสองเผ่าพันธุ์
“เยี่ยมไปเลยนี่!”
เมื่อเผชิญหน้ากับพลังที่เหนือธรรมชาติของโม่ซาง ฉู่โม่วก็ไม่ได้เกรงกลัวเลยสักนิด กลับกันเขาหัวเราะเสียงดัง ทันใดนั้นทั่วทั้งร่างของเขาก็เปล่งไปด้วยพลังดั่งมังกร และพลังปราณที่พุ่งออกมาจากร่างก็เปรียบเสมือนทะเลที่กำลังควบไปด้วยคลื่นยักษ์ในชั่วพริบตาด้วย
แกร๊ก!
ที่หว่างคิ้วของเขา มันเกิดรอยแตกน้อย ๆ ขึ้นมา และรอยแตกนั้นก็เปล่งแสงสว่างห้าสีออกมา เมื่อพลังเข้าหลอมรวมกับแสงนี้แล้วมันก็ส่องประกายสว่างมากกว่าเดิม
ภายในดวงตาของเขาเกิดแสงระยิบระยับแวววาว รูม่านตาทั้งสองข้างย่อขยายอย่างต่อเนื่องจนแสงเหล่านั้นดูวุ่นวาย เปี่ยมไปด้วยพลังอันยิ่งใหญ่ และพลังนี้ก็ดูเหมือนจะเปิดโลกใบนี้ได้
นี่คือ เนตรทองคำแห่งธาตุทั้งห้า และกายาทวิเนตร!
เมื่อทั้งสองพรสวรรค์ที่น่าเกรงขามผนวกเข้ากับพลังกายที่เพิ่มสูงขึ้น มันจึงทำให้เกิดคลื่นพลังที่น่าหวาดเกรงกระจายตัวออกมาโดยพลัน ทุกการเคลื่อนไหวของชายหนุ่มแตกหักด้วยตัวเขาเอง รวมถึงจุดอ่อนที่ต้องจัดการก็ประจักษ์ชัดอยู่ในอกของตนด้วย
ตอนนั้นเอง
“เพลิงสุริยันแห่งอีกาสามขาทองคำ!”
ซู่ม!
เปลวเพลิงสีดำและทองลุกไหม้ชั้นบรรยากาศในทันที มันเติมเต็มผืนฟ้าและผืนดิน ปกคลุมห้วงมิติต่าง ๆ ราวกับมีชีวิตเป็นของตนเอง ร่างของอีกาสามขาทองคำที่ยิ่งใหญ่ปรากฏขึ้นที่ด้านข้างฉู่โม่ว ด้วยศรีษะที่มองสูง ร่างนั้นกระพือปีกทั้งสองข้างอยู่เรื่อย ๆ เพื่อสร้างเปลวเพลิงเหล่านี้
“กา!”
ด้วยเสียงคำรามของมัน พลังที่น่าเกรงขามนี้ก็ไหลท่วมร่างของฉู่โม่ว จากนั้นมันก็กระจายหายไปตามอากาศก่อเกิดเป็นชั้นของเปลวเพลิงสีแดงทองอยู่รอบกาย ไม่ว่าชั้นเปลวเพลิงเหล่านี้จะเคลื่อนไปไหน มิติบริเวณนั้นก็จะแตกออก ไม่เว้นแม้แต่กฎหรือแก่นแท้ของสรรพสิ่งที่อยู่รอบ ๆ เองก็โดนเผาผลาญไปด้วย
ร่างของอีกาสามขาทองคำนี้เปี่ยมไปด้วยความสง่างามและยิ่งใหญ่เหนือทุกสิ่งมีชีวิต มันมองทุกสิ่งอย่างบนโลกเป็นเพียงข้ารับใช้และสยบไว้ด้วยพลัง
“ฟาดฟัน!”
แววตาของฉู่โม่วเยือกเย็น เขายกกระบี่ดาราทมิฬขึ้นสูง ปราณกระบี่ในมือเปล่งแสงสว่างก่อนจะพวยพุ่งออกไปเป็นปราณกระบี่เข้าปะทะกับปราณกระบี่อันไร้ที่ติของโม่ซาง ในจังหวะที่ปราณกระบี่ทั้งสองเข้าปะทะกัน ปราณกระบี่ของโม่ซางก็แตกกระจายในทันที ร่างของเขาส่องสว่างขณะกระเด็นลอยถอยกลับไป
“สวรรค์!”
“โม่ซางเสียเปรียบจริง ๆ ด้วย!”
ไกลออกไป
เหล่าผู้มีพรสวรรค์จากทั้งสองเผ่าพันธุ์ที่กำลังเฝ้าดูการต่อสู้นี้ก็พากันอุทานออกมา
“เต๋ากระบี่ของฉู่โม่วแข็งแกร่งขนาดนี้จริง ๆ เหรอ!? เขาสามารถสู้กับโม่ซางได้โดยไม่บาดเจ็บอะไรแม้แต่น้อยเนี่ยนะ?”
“ขนาดโม่ซาง… ยังไม่อาจจะต้านทานได้!”
“นั่นมันคือการยืมพลัง! มีภาพลวงตาของอสูรปรากฏอยู่ที่ด้านหลังของเขา!”
“อะไรเป็นต้นกำเนิดของพลังนั้นกัน ทำไมถึงแข็งแกร่งได้ขนาดนี้? แล้วทำไมฉันถึงไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน?”
“ฉันเห็น… ว่าฉู่โม่วมีนัยน์ตาสองคู่! นายเห็นหรือเปล่าว่าอัจฉริยะฉู่โม่วมีกายาทวิเนตรน่ะ!”
“ทำไมฉันรู้สึกว่านัยน์ตาสองคู่นั้นแอบคล้ายกับกระบวนท่าของคุณเฟยเหลียนเลยล่ะ?”
“ใช่แล้ว ฉันเองก็รู้สึกเหมือนกัน!”
เหล่าผู้มีพรสวรรค์กำลังพูดคุยกันถึงเรื่องที่เกิดขึ้น
และเฟยเหลียน ผู้ที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง เขาเองก็ตกตะลึงกับภาพที่เห็นไม่ต่างกันนัก
ตัวเขารู้สึกได้ชัดเจนว่ากายาทวิเนตรของฉู่โม่วนั้นคล้ายกับกายาทวิเนตรที่เขามีจริง ๆ แถมดูเหมือนจะมีต้นกำเนิดมาจากที่เดียวกันด้วย
‘ฉู่โม่ว… มีกายาทวิเนตรจริง ๆ เหรอ?’
เฟยเหลียนอดไม่ได้ที่จะคิดในใจ
เขาตกตะลึงไปด้วยพรสวรรค์ที่หลากหลายในตัวฉู่โม่ว
เพราะตัวเขานั้นมีกายาทวิเนตร มันย่อมทำให้เขาสามารถเข้าใจได้โดยธรรมชาติ ถึงความแข็งแกร่งและความน่ากลัวของพรสวรรค์นี้
เพราะงั้นไม่ต้องพูดถึงพรสวรรค์อื่นเลย
สำหรับเขา ความแข็งแกร่งเกือบจะทั้งหมดที่เขามี ยังไงก็ต้องหวังพึ่งวิชานัยน์ตาคู่นี้
ในประวัติศาสตร์ของมนุษย์และเผ่าพันธุ์ทั่วทั้งจักรวาล ผู้ปลุกพลังคนใดก็ตามที่มีวิชานัยน์ตาคู่ พวกเขาจะได้รับอนาคตที่พิเศษกว่าคนอื่น
เขาคิดว่าเขาเป็นเพียงมนุษย์คนเดียวที่ได้ครอบครองพลังนี้ ไม่คาดคิดเลยจริง ๆ ว่าฉู่โม่วเองก็จะครอบครองมันด้วย!
สิ่งนี้ทำให้เฟยเหลียนตกใจมากจริง ๆ
อย่างไรก็ตาม เขาก็ไม่ได้คิดอะไรมากนัก
ยังไงเสีย กายาทวิเนตรก็เป็นแค่สิ่งที่หาได้ยาก หาใช่สิ่งที่ไม่อาจจะมีได้มากกว่าหนึ่งอยู่แล้ว
มองผ่านแววตาที่เผชิญโลกมามาก หากชายที่มีพรสวรรค์มากมายเช่นนี้จะมีวิชากายาทวิเนตรก็คงไม่แปลกนัก แล้วยิ่งเขารู้สึกด้วยว่ากายาทวิเนตรของฉู่โม่วมันคล้ายกับของเขา เขายิ่งไม่คิดมากขึ้นไปอีก
“น่ากลัว!”
“ท่านฉู่โม่วไม่เพียงแต่มีพรสวรรค์ที่เก่งกาจ แต่ยังมีนัยน์ตาสองคู่อีก นี่มันเรื่องน่าเหลือเชื่อจริง ๆ!”
“ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเขาถึงสามารถไต่ขึ้นไปยังจุดสูงสุดของศิลาต้นกำเนิดและอยู่เหนือเผ่าพันธุ์อื่นได้!”
“แข็งแกร่งเกินไปแล้ว!”
ใครบางคนอุทานออกมาด้วยสีหน้าตกตะลึง