ระบบกลืนกินพรสวรรค์ - บทที่ 586 พบกับเจ้าหอ และกองเกียรติยศของผู้ดูแล
บทที่ 586 พบกับเจ้าหอ และกองเกียรติยศของผู้ดูแล
แค่ยืนอยู่ด้านนอก ฉู่โม่วก็สัมผัสได้ว่ากำแพงของโถงแห่งนี้ถูกจารึกไปด้วยอักขระลึกลับที่เปล่งประกายสีทองภายใต้แสงอาทิตย์ และเต็มไปด้วยพลังแห่งกฎเกณฑ์ ทำให้ผู้ที่พบเห็นสามารถศึกษาและเข้าใจได้
“นี่คือห้องโถงที่เจ้าหอใช้ฝึกฝนทุก ๆ วันน่ะ”
มหาเทวะยุทธ์ฉีอวิ๋นกล่าวแนะนำ
เมื่อพูดจบ
ประตูห้องโถงก็ค่อย ๆ เปิดออก แล้วเสียงหนึ่งก็ดังออกมาจากข้างใน “ฉีอวิ๋นเหรอ? เข้ามาสิ!”
“ใช่แล้ว!”
มหาเทวะยุทธ์ฉีอวิ๋นพยักหน้าเบา ๆ และเดินเข้าไปข้างในกับฉู่โม่ว
…
ข้างในห้องโถง
ชายชราคนหนึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่บนก้อนเมฆและปลดปล่อยรัศมีอันน่าสะพรึงกลัวออกมา รัศมีมากมายหลายรูปแบบลอยอยู่รอบร่างกายของเขา กระแสแปรปรวนของกฎเกณฑ์แห่งเต๋าทำให้ห้วงมิติเริ่มฉีกขาด ก่อเกิดเป็นจังหวะเต๋าที่ผสานไปกับกฎเกณฑ์แห่งพลังที่มองเห็นได้ตั้งแต่แวบแรก
‘เป็นรัศมีที่น่ากลัวอะไรอย่างนี้?!’
ฉู่โม่วหันไปมอง และหลังจากที่สัมผัสได้ถึงพลังไร้เทียมทานที่ลึกซึ้งและกว้างใหญ่ เขาก็ต้องตกตะลึงไปทันที
และในตอนนั้นเอง…
มหาเทวะยุทธ์ฉีอวิ๋นพลันดูเคร่งขรึมอย่างที่ไม่เคยได้เห็นมาก่อน เขาค่อย ๆ ทำความเคารพและกล่าวอย่างนอบน้อม “สวัสดีครับท่านเจ้าหอ!”
เมื่อเห็นดังนั้น ฉู่โม่วก็รีบทำตาม
“ไม่ต้องสุภาพนักหรอก เงยหน้าขึ้นมาเถอะ”
เจ้าหอกล่าวอย่างอ่อนโยน
มันอ่อนโยนราวกับอาจารย์คนสนิทข้างบ้านที่มอบความรู้สึกสดชื่นเหมือนสายลมฤดูใบไม้ผลิให้ผู้คน
“ขอบคุณท่านเจ้าหอ”
มหาเทวะยุทธ์ฉีอวิ๋นเงยหน้าขึ้นและกล่าว “ท่านเจ้าหอ คนที่ยืนอยู่ข้างผมคือฉู่โม่ว วันนี้เขามาที่นี่ในฐานะผู้ดูแลชั้นในของหอด้วยคำสั่งจากตำหนักบรรพชน!”
“ฉันรู้เรื่องนี้แล้วละ ผู้อาวุโสมั่วติดต่อฉันมาแล้ว”
เจ้าหอพยักหน้าเบา ๆ
แล้วเขาก็หันไปมองยังฉู่โม่วตั้งแต่หัวจรดเท้าและกล่าว “อย่างที่คิดไว้ เขาคือผู้แข็งแกร่งแห่งเผ่าพันธุ์มนุษย์จริง ๆ ไม่ว่าจะรูปลักษณ์หรือพรสวรรค์ก็โดดเด่นทั้งสิ้น เรียกได้ว่าเป็นอันดับหนึ่งในรุ่นเลย แล้วยังเป็นพรที่มอบให้กับหอของฉันด้วย”
“ท่านเจ้าหอชมกันเกินไปแล้วครับ”
ฉู่โม่วรีบกล่าวอย่างถ่อมตัว
คู่สนทนายิ้มกว้างและกล่าว “ในเมื่อเป็นผู้ดูแลชั้นในแล้วก็ไปรับตรายืนยันตัวตนด้วยล่ะ การเข้าออกที่นี่จะได้สะดวกยิ่งขึ้น… อีกอย่าง ฉีอวิ๋นพอจะบอกคำเตือนกับเธอไว้บ้างแล้วใช่ไหม?”
“ผมบอกฉู่โม่วระหว่างทางมาที่นี่แล้วครับ” มหาเทวะยุทธ์ฉีอวิ๋นกล่าวตอบ
“ดีเลย ฉันจะได้ไม่ต้องพูดอะไรมาก… ผู้ดูแลชั้นในคนอื่น ๆ ตอนนี้ต่างก็เก็บตัวฝึกฝนหรือไม่ก็ออกไปทำหน้าที่ พอพวกเขากลับมาก็ไปทำความรู้จักพวกเขากับหน้าที่ต่าง ๆ ของหอสัจธรรมด้วยล่ะ!”
เจ้าหอพยักหน้า
“เข้าใจแล้วครับ!”
ฉู่โม่วเองก็พยักหน้าหงึก ๆ
“ถ้าไม่มีอะไรแล้วก็ลงไปข้างล่างเถอะ!”
แล้วเจ้าหอก็หลับตาลง
“งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ!”
เมื่อเห็นดังนั้น ฉู่โม่วและมหาเทวะยุทธ์ฉีอวิ๋นก็ทำความเคารพอีกครั้งและออกมาจากห้องโถง
…
“เฮ้อ…”
หลังจากที่ออกมาจากห้องโถง ฉู่โม่วก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกโดยไม่รู้ตัว
ในห้องโถงก่อนหน้านี้ แม้ว่าเจ้าหอจะไม่ได้เผยพละกำลังออกมา ทว่าพลังแห่งกฎเกณฑ์ก็ยังแพร่กระจายออกมาและกดดันฉู่โม่วจนทำให้เขารู้สึกหนักหน่วงไม่น้อย แต่โชคยังดีที่หลังจากออกมาข้างนอก พวกมันก็หายไปจนหมด
‘น่ากลัวจริง ๆ!’
‘แค่รัศมีก็น่ากลัวขนาดนี้แล้ว พละกำลังของเจ้าหอต้องไปถึงระดับที่เหนือจินตนาการแล้วแน่ ๆ!’
ฉู่โม่วคิดกับตัวเอง
เขาคิดว่าสีหน้าท่าทางของมหาเทวะยุทธ์ฉีอวิ๋นในตอนที่เข้าไปนั้นดูเคารพและยำเกรงยิ่งกว่าตอนที่พบกับผู้อาวุโสมั่วเสียอีก ฉู่โม่วจึงพอจะคาดเดาได้บ้าง
บางทีเจ้าหอคนนี้อาจจะไปถึงขั้นมหาเทวะยุทธ์ระดับสูงสุดแล้ว หรืออาจจะเหนือยิ่งกว่านั้นแล้วก็ได้
ไม่อย่างนั้น
มหาเทวะยุทธ์ฉีอวิ๋นคงไม่เผยท่าทีเช่นนั้นออกมา
“ฉู่โม่ว ไปกันเถอะ ฉันจะพานายไปรับตรายืนยันตัวตน!”
ระหว่างที่ฉู่โม่วกำลังคิดอยู่นั้น มหาเทวะยุทธ์ฉีอวิ๋นก็เอ่ยขึ้น
ทั้งสองจึงเดินไปที่ห้องโถงอีกแห่งหนึ่งด้วยกัน
ฉู่โม่วใช้เวลาประมาณหนึ่งในการร้องขอป้ายห้อยเอวสำหรับการยืนยันตัวตนและต้องใส่จิตวิญญาณส่วนหนึ่งของตัวเองลงไปข้างในด้วย เพื่อให้หอสัจธรรมรับรู้ถึงสถานการณ์ของผู้ปลุกพลังได้
หากเกิดอันตรายขึ้นและผู้ปลุกพลังไม่อาจรายงานข้อมูลกลับมาได้ หอสัจธรรมก็จะรับรู้ผ่านการเปลี่ยนแปลงบนป้ายและรีบไปช่วยเหลือได้ทันท่วงที
นอกจากนี้…
ป้ายห้อยเอวนี้ยังถูกฝังรัศมีของปฐมวิญญาณเอาไว้ หากร่างกายสูญสิ้นไป หอสัจธรรมก็ยังมีโอกาสฟื้นคืนชีพให้กลับคืนมาได้
โดยรวมแล้วเรียกได้ว่ายอดเยี่ยมทีเดียว
หลังจากที่ดำเนินการเรื่องต่าง ๆ เวลากว่าครึ่งวันก็ผ่านไปแล้ว
ตั้งแต่นี้ไป ฉู่โม่วได้กลายเป็นผู้ดูแลชั้นในของหอสัจธรรมและเป็นหนึ่งในผู้แข็งแกร่งระดับสูงของเผ่าพันธุ์มนุษย์!
“ขอบคุณมหาเทวะยุทธ์ฉีอวิ๋นมากที่ช่วยผมทั้งวัน”
หลังจากที่ทำทุกอย่างเสร็จสิ้น ฉู่โม่วก็กล่าวขอบคุณมหาเทวะยุทธ์ฉีอวิ๋นข้างกายเขา
“แค่เรื่องเล็กน้อยน่ะ”
มหาเทวะยุทธ์ฉีอวิ๋นโบกมือปัดและเอ่ยถาม “ทุกอย่างเสร็จแล้ว ต่อไปนายจะทำอะไรล่ะ?”
“ผมตั้งใจว่าจะกลับไปที่ดาวเคราะห์บ้านเกิดครับ”
ฉู่โม่วกล่าวออกไปตามความจริง “ผมออกมาที่นี่นานมากแล้ว ยังมีเพื่อนและครอบครัวรออยู่ที่นั่น ในเมื่อตำหนักบรรพชนจะไปก่อสร้างที่นั่นอยู่แล้ว ผมก็จะใช้โอกาสนี้เดินทางกลับไปด้วยเลย!”
“ดีแล้วละ ในจักรวาลมีทรัพยากรมหาศาลยิ่งกว่ามาก แล้วขีดจำกัดในอนาคตก็จะสูงยิ่งขึ้นไปด้วย!”
มหาเทวะยุทธ์ฉีอวิ๋นพยักหน้า
ท้ายที่สุดเขาก็กล่าว “กลุ่มผู้ปลุกพลังจากระบบสุริยะที่หน้าตำหนักบรรพชนจะออกเดินทางในอีกไม่กี่วันแล้ว นายตามไปได้เลย!”
เมื่อได้ยินดังนั้น ฉู่โม่วก็พยักหน้า
เขาเองก็คิดเช่นนั้น
“ถ้าจะกลับแล้ว นายก็ควรพากองเกียรติยศจากหอสัจธรรมไปด้วยนะ!” มหาเทวะยุทธ์ฉีอวิ๋นกล่าว
“กองเกียรติยศเหรอ?”
ฉู่โม่วตะลึงงัน
เมื่อเห็นดังนั้น มหาเทวะยุทธ์ฉีอวิ๋นก็ยิ้มและกล่าว “หอสัจธรรมน่ะอลังการเสมอ ทั้งเจ้าหอ รองเจ้าหอ และกระทั่งผู้ดูแลชั้นในต่างก็เป็นตำแหน่งที่สำคัญซึ่งไม่ธรรมดาเลยในทั่วทั้งเผ่าพันธุ์มนุษย์ พวกเขามีรถเทียมมังกรที่มีพลังเทียบเท่าผู้ปลุกพลังขั้นเทียมเทพอยู่แนวหน้า ตามมาด้วยลูกน้องอีกสามพันคน ไม่ว่าจะผ่านไปที่ใด พลังแห่งสวรรค์และโลกราวกับถูกขับเคลื่อนก็ตามไปด้วย มันยิ่งใหญ่จนทั่วทั้งจักรวาลต้องสั่นสะท้านเลยละ!”
“ในฐานะผู้ดูแลชั้นใน ถึงจะมีกองเกียรติยศหลายรูปแบบ นายก็จะมีรถหรูหราและข้ารับใช้ติดตามอย่างแน่นอน!”
เมื่อได้ยินดังนั้น ฉู่โม่วก็ได้แต่ส่ายหน้าไปมาและกล่าว “แค่เดินทางกลับไปจำเป็นต้องยิ่งใหญ่ขนาดนั้นเลยเหรอครับ?!”
“แน่นอน!”
มหาเทวะยุทธ์ฉีอวิ๋นกล่าว “นี่เป็นครั้งแรกที่นายเดินทางในฐานะผู้ดูแลชั้นในของหอสัจธรรม แน่นอนว่าจะเมินเรื่องนี้ไปไม่ได้หรอก แล้วเดินทางกลับไปที่ดาวบ้านเกิดจะไม่แสดงเกียรติยศให้เห็นได้ยังไงล่ะ ที่สำคัญที่สุดคือสถานะของนายไม่ธรรมดาอีกต่อไปแล้วนะ ผู้คนมากมายจับตาดูนาย และบางคนอาจจะโจมตีนายด้วยซ้ำ กองเกียรติยศเหล่านั้นจะเป็นผู้คุ้มกันนายเอง!”
เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านั้น ฉู่โม่วก็ครุ่นคิดไปสักพัก
อย่างที่มหาเทวะยุทธ์ฉีอวิ๋นกล่าว
ตอนนี้เมื่อสถานะของเขาไม่ใช่บุคคลธรรมดาอีกต่อไป ทุกการเคลื่อนไหวของเขาจะถูกจับตามอง โดยเฉพาะเหล่ากองกำลังที่ชั่วร้ายในเผ่าพันธุ์มนุษย์ ดังนั้นแล้วเขาจะประมาทไม่ได้
การมีกองเกียรติยศนั้นดึงดูดความสนใจเข้ามามากเกินไป ทำให้เขาตกอยู่ในสายตาของเหล่าศัตรู แต่มันก็จะอยู่ในสายตาของเผ่าพันธุ์มนุษย์ด้วยเช่นกัน หากเกินอันตรายขึ้น เผ่าพันธุ์มนุษย์ก็สามารถเข้าไปช่วยเหลือได้ในทันที
ยิ่งไปกว่านั้น…
เมื่อมีความมั่งคั่งและเกียรติยศกลับไปยังบ้านเกิด มันก็เหมือนการออกไปเดินกลางค่ำคืนในชุดผ้าไหมทอง
เมื่อคิดได้ดังนั้น ฉู่โม่วก็พยักหน้าและตอบตกลง
เมื่อเห็นว่าฉู่โม่วตอบตกลง มหาเทวะยุทธ์ฉีอวิ๋นก็กล่าวพร้อมยิ้มเล็กน้อย “ดีเลย!”
“ในอีกหกวัน กลุ่มผู้ปลุกพลังจากตำหนักบรรพชนจะออกเดินทาง ระหว่างช่วงนี้นายก็ไปทำความคุ้นเคยกับหอสัจธรรมก่อน แล้วในอีกหกวันก็จะตั้งกองเกียรติยศขึ้นและออกเดินทางไปพร้อมกันเลย!”