ระบบกลืนกินพรสวรรค์ - บทที่ 592 เติมเต็มความต้องการ และ เอาชนะในการโจมตีครั้งเดียว!
บทที่ 592 เติมเต็มความต้องการ และ เอาชนะในการโจมตีครั้งเดียว!
“นายชื่ออะไร?”
ฉู่โม่วมองไปยังชายผู้มาพร้อมกับกระบี่ เขาถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“เป็นเกียรติอย่างยิ่ง จากสำนักกระบี่หมื่นวิถี เฉินต้าวซวีครับ!”
ชายหนุ่มกระชับด้ามกระบี่แล้วตะโกนตอบเสียงดังด้วยความตื่นเต้น
“เฉินต้าวซวีงั้นเหรอ…”
ได้ยินชื่อนั้น ฉู่โม่วก็พึมพำเบา ๆ ก่อนจะถามออกไปด้วยความอยากรู้ “ฉันพอจะได้ยินชื่อของนายมาบ้าง นายเป็นศิษย์สายตรงของสำนักกระบี่หมื่นวิถี พรสวรรค์นับว่าไม่ธรรมดา ความแข็งแกร่งก็ยิ่งกว่าไม่ธรรมดาซะอีก ตอนนี้ได้ฝึกฝนถึงขั้นเทวะยุทธ์แล้ว ในอนาคตย่อมต้องมีเส้นทางที่เรืองรองรออยู่แน่ ๆ ทำไมถึงอยากมาเป็นผู้ติดตามของฉันล่ะ?”
“ผมอยากจะเติบใหญ่ไปโดยปราศจากบรรพชนน่ะครับ!”
เฉินต้าวซวีพูดเสียงดังฟังชัด “ด้วยพรสวรรค์ของผม บรรพชนแห่งสำนักบอกเอาไว้ว่า วันหนึ่งผมจะได้กลายเป็นมหาเทวะยุทธ์ในอนาคตครับ แต่ในความคิดของผม มหาเทวะยุทธ์ไม่อาจพึงพอใจได้ ผมอยากจะขึ้นไปสูงกว่านั้น เพื่อให้ได้เห็นโลกที่อยู่ไกลกว่านี้ เพราะงั้น หากลำพังเพียงตนเอง บางทีตลอดชีวิตผมอาจจะเป็นได้แค่มหาเทวะยุทธ์จริง ๆ มันน่าจะเป็นอะไรที่ยากมาก ๆ ในการไปยังขั้นต่อไปครับ!”
เมื่อพูดออกมาเช่นนั้น
เขาก็หยุดไปครู่หนึ่ง “ในเมื่อคุณฉู่สามารถเป็นมหาเทวะยุทธ์ได้ด้วยการฝึกฝน การเดินตามคุณก็ย่อมเป็นสิ่งที่ดีอยู่แล้ว บางทีผมเองก็อาจจะได้รับโอกาสจากคุณทำให้สามารถพัฒนาไปสูงกว่าเดิมในอนาคตก็ได้ หรือถ้ามันไม่ได้จริง ๆ ผมก็ไม่รู้สึกเสียดายครับ!”
“ใช่แล้ว”
ฉู่โม่วพยักหน้า “ในเมื่อเป็นแบบนั้น… จากนี้เป็นต้นไป นายมาคอยติดตามฉันเถอะ!”
“ขอบคุณมาก ๆ เลยครับ คุณฉู่ ขอบคุณที่ทำให้ฝันของผมเป็นจริงนะครับ”
เฉินต้าวซวีแสดงความตื่นเต้นออกมาทันควันแล้วรีบทำความเคารพทันที
การเลือกในครั้งนี้ของชายหนุ่ม ไม่ทำให้คนอื่นรู้สึกแปลกใจสักเท่าไหร่
ยังไงเสีย ศักยภาพของศิษย์สายตรงของสำนักหมื่นวิถีนั้นก็ดีเลิศในทุก ๆ ด้านอยู่แล้ว เทียบกับพั่วซานและเฟิงหั่วก็ด้อยกว่าเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ภายหลังจากที่เลือกเฉินต้าวซวีเป็นผู้ติดตามไปแล้ว ก็ถือว่าเขาได้ผู้ติดตามคุณภาพสูงมาแล้วส่วนหนึ่ง จากนี้ไปคนอื่น ๆ เขาจะเลือกใครก็ได้
เพราะงั้น… แม้จะมีผู้ถูกเลือกเพิ่มแล้ว แต่คนอื่น ๆ ยังคงไม่ท้อถอย พวกเขายังรอให้ฉู่โม่วเลือกคนเพิ่มอยู่
จากมุมมองของพวกเขา ไม่มีทางที่ฉู่โม่วจะเลือกผู้ติดตามเพียงสองคนแล้วจบแค่นี้แน่ ๆ
กู๋เหลี่ยนซิงเองก็คิดเช่นนี้
ถึงแม้ว่าชายหนุ่มจะไม่ได้เลือกเธอก่อนหน้า ซึ่งทำให้เธอประหลาดใจมากแล้ว แต่ก็ยังคงไม่ละทิ้งความหวัง
เธอยังคงรักษาภาพลักษณ์อันงามสง่าของตนเองไว้ และรอให้เขาเลือกอีกครั้ง
ตอนนั้นเอง…
สิ่งที่กู๋เหลี่ยนซิงและทุก ๆ คนในที่แห่งนี้ไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้น ก็บังเกิดขึ้นมา เฉินต้าวซวีที่ซึ่งควรจะเดินไปอยู่ด้านหลังฉู่โม่ว จู่ ๆ ก็พูดขึ้นมา
“คุณฉู่ครับ การที่ผมมาอยู่ที่นี่ในวันนี้ มีความหวังอยู่สองอย่าง นั่นก็คือการได้เป็นผู้ติดตามของคุณ และมันเป็นจริงแล้ว”
“ส่วนอีกข้อหนึ่ง…”
หลังพูดเช่นนั้น เขาก็ดูลังเลขึ้นมาเล็กน้อย
“ไม่ต้องกลัว พูดมาเลย”
ฉู่โม่วหัวเราะ
ได้รับอนุญาต เฉินต้าวซวีก็สูดหายใจเข้าลึก ๆ และพูดด้วยเสียงที่ดูกังวล “ความหวังอย่างที่สอง … ผมอยากจะลองประมือกับคุณครับ คุณฉู่… คุณพอจะช่วยเติมเต็มความหวังนี้ให้ผมได้หรือเปล่า?”
ว่ายังไงนะ!?
พลันเมื่อคำขอนั้นเอ่ยออกมา
ทุกคนในบริเวณนั้นก็ส่งเสียงฮือฮากันหมด
สีหน้าของเหล่าผู้ปลุกพลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
“เฉินต้าวซวี นายพูดอะไรออกมาน่ะ!?”
“นายอยากจะประลองกับคุณฉู่เหรอ!?”
“บ้าไปแล้ว! ไอ้เจ้าเฉินต้าวซวีรู้หรือเปล่าว่าวันนี้คุณฉู่เลือกเขาเป็นผู้ติดตาม ไม่ใช่คู่ต่อสู้น่ะ? บังอาจท้าคุณฉู่สู้แบบนี้ เจ้านั่นกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่!?”
“สรุปแล้วเขาตั้งใจจะมาเป็นผู้ติดตามของคุณฉู่หรือมาก่อปัญหากันแน่?”
เสียงพูดคุยมากมายดังขึ้นพร้อมกับที่ดวงตาของทุกคนต่างเบิกโต พวกเขาประหลาดใจราวกับว่าตนเองได้ยินอะไรผิดเพี้ยนไป
เฉินต้าวซวีอยากจะท้าประลองกับฉู่โม่วจริง ๆ งั้นเหรอ!?
เรื่องนี้หากเป็นวันอื่นคงจะไม่น่าแปลกใจอะไร
แต่ทำไมถึงเป็นวันนี้กันล่ะ?
นี่มันวันที่คุณผู้ดูแลหอสัจธรรมชั้นในมาเพื่อเลือกผู้ติดตามเลยนะ!
แต่จากสีหน้าของเฉินต้าวซวีแล้ว เขาไม่ได้พูดผิดหรือพูดเล่นแน่นอน การกระทำอันน่าสงสัยนี้ หากเป็นคนอื่นที่ถูกท้าละก็ เขาคงจะต้องปฏิเสธหรือแสดงท่าทีไม่ยินยอมใส่เฉินต้าวซวีไปแล้วแน่ ๆ
“ต้าวสวี่ นายกำลังพูดเรื่องอะไร? รีบถอนคำพูดซะ!”
ผู้อาวุโสแห่งสำนักกระบี่หมื่นวิถีขมวดคิ้วและต่อว่าเขา
จากนั้นเจ้าตัวก็รีบหันไปมองฉู่โม่ว แล้วโค้งหัวลงไปเล็กน้อย “อย่าว่ากล่าวเขาเลยนะคุณฉู่ ต้าวซวีน่ะเป็นเด็กทึ่มมาตั้งนานนมแล้ว เขามีบุคลิกเช่นนี้มาโดยตลอด แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ไม่ได้มีเจตนาที่ประสงค์ร้ายแต่อย่างใด ได้โปรดอย่าใส่ใจกับถ้อยคำของเด็กมันเลย”
ขณะนั้นเอง
เฉินต้าวซวีก็ตระหนักได้ว่าตนได้กระทำอะไรผิดพลาดออกไป
แต่เดิมแล้ว เขาตั้งใจจะคุยกับฉู่โม่วเรื่องนี้ในภายหลัง แต่เพราะความตื่นเต้น มันเลยทำให้เขาพูดออกไปโดยตรง
เพราะงั้นแล้ว…
ทันทีที่ตระหนักได้ ศิษย์สายตรงผู้นี้ก็รู้สึกเสียใจกับการกระทำของตนเองขึ้นมา
โดยเฉพาะหลังจากที่ได้ยินถ้อยวาจาของคนรอบข้างและผู้อาวุโส มันก็ยิ่งทำให้เขาอยากจะอธิบาย
แต่ก่อนที่จะได้อธิบายใด ๆ เขาก็ถูกฉู่โม่วหยุดเอาไว้เสียก่อน
“อะไรกัน ตอนแรกฉันคิดว่ามันจะเป็นเรื่องใหญ่กว่านี้ ที่แท้ก็เรื่องเล็กน้อยแค่นี้เองเหรอ”
ชายหนุ่มหัวเราะ
“นี่มัน หรือว่า…”
ได้ยินแบบนั้น เฉินต้าวซวีก็ได้สติกลับมา เขาแสดงท่าทีตื่นเต้นออกมาอีกรอบ “ขอบคุณครับคุณฉู่! ขอบคุณที่เติมเต็มความหวังของผม!”
…
พลังของอัจฉริยะทั้งสองคนนี้ชัดเจนว่ามันไม่ธรรมดาอย่างถึงที่สุด เพราะงั้นจึงมีผู้ฝึกยุทธ์มากมายที่มารวมตัวกันใน ณ ที่แห่งนี้ รีบพากันถอยออกจากจุดปะทะกันนับพันกิโลเมตร
ทั่วบริเวณนี้ถูกทิ้งไว้ให้เหลือเพียงฉู่โม่วและเฉินต้าวซวีเท่านั้น
“ขออนุญาตล่วงเกินนะครับ คุณฉู่!”
เฉินต้าวซวีก้มหัวแสดงความเคารพ
ทันทีที่เสียงเขาสิ้นสุดลง
ตู้ม!!
กลิ่นอายพลังที่แข็งแกร่งมาก ๆ ก็พวยพุ่งออกมาจากร่างของเฉินต้าวซวี ปราณกระบี่ก่อตัวขึ้นและกินพื้นที่ไปกว่าพันกิโลเมตรในพริบตา
ไม่ต้องพูดถึงขอบเขตที่ยิ่งใหญ่ของมัน
ลำพังแค่ทุกคนควรตระหนักให้ได้ว่าที่แห่งนี้คือเขตแดนของดาวเคราะห์โบราณริ้วคราม และมันเป็นที่ที่มีพลังแห่งกฎเกณฑ์มากมายอัดแน่นอยู่ข้างใน!
เทวะยุทธ์ทั่วไป ยามที่ใช้กระบวนท่าใด ๆ ก็จะถูกกฎเกณฑ์เหล่านั้นกดลงจนเหลือระยะแค่นี้กันหมด!
แต่ถ้าเป็นที่อื่นละก็ กระบวนท่าเหล่านี้สามารถทำลายโลกหรือดาวเคราะห์ทั้งใบได้ และกลายเป็นเพียงฝุ่นผงในอวกาศได้อย่างง่ายดาย
ครืน!
เมื่อกลิ่นอายพลังดังกล่าวเข้าสู่จุดสูงสุด มันใช้เวลานานขนาดไหนไม่อาจทราบได้ ปราณกระบี่เล่มหนึ่งก็ได้ปรากฏขึ้นมาในมือของเฉินต้าวซวี เขาตวัดมันรุนแรง แม้จะมองจากระยะไกล ก็สามารถเห็นได้ว่าเป็นปราณกระบี่ที่น่าสะพรึงกลัว ซึ่งร้องคำรามออกมาขณะพุ่งเข้าใส่ช่องว่างแห่งอวกาศ มันพุ่งทะยานรวดเร็วโดยมีเป้าหมายเป็นฉู่โม่วที่อยู่เบื้องหน้า
รูปร่างของมันดูไม่ต่างจากปราณกระบี่ทั่วไป ทว่าภายในกลับอัดแน่นด้วยพลังที่แข็งแกร่งอย่างไม่อาจประเมินได้
ผู้ที่เฝ้าดูมากมายต่างรับรู้ได้ถึงความน่ากลัวที่ไม่สามารถเปรียบเทียบได้ ราวกับว่าโลกใบนี้กำลังจะถูกผ่าออก
“นี่มัน เพลงกระบี่ผ่าสวรรค์ของสำนักกระบี่หมื่นวิถีจริง ๆ ด้วย! ครั้งหนึ่งเมื่อมันได้คำรามออกมา ไม่ว่าจะเป็นผืนฟ้าหรือผืนโลก ต่างก็แทบจะแยกออกเป็นชิ้น ๆ ด้วยพลังอันไร้ที่สิ้นสุด!”
“สมแล้วที่เป็นศิษย์สายตรงของสำนักกระบี่หมื่นวิถี ช่างน่าเกรงขาม!”
“เพลงกระบี่นี่สามารถผ่าเข้าไปในช่องว่างมิติของดาวเคราะห์โบราณริ้วครามได้ด้วย จะน่ากลัวเกินไปแล้ว!”
“คิดไม่ออกเลยว่าคุณฉู่จะตอบโต้ยังไง!?”
“ฉันเดาว่าเขาคงจะหลบปรารกระบี่นี้ละนะ”
จากฝั่งผู้ชม พวกเขาพูดคุยกันขณะจับจ้องมายังสนามประลองด้วยตากลมโต ระหว่างนั้นก็คอยลุ้นไปด้วยว่าฉู่โม่วจะตอบโต้อย่างไร
“พลังระดับนี้เกือบจะเข้าถึงพลังของสวรรค์และโลกได้แล้ว… เฉินต้าวซวีควรค่าแก่การเป็นตำนานแห่งสำนักกระบี่หมื่นวิถีจริง ๆ ด้วย ความแข็งแกร่งของเขาไม่ธรรมดาเลย!”
กู๋เหลี่ยนซิงผู้ที่รับชมการต่อสู้อยู่ก็อดพึมพำไม่ได้
พลังเช่นนี้ หากเป็นเธอละก็ ยังไงก็ไม่อาจจะต้านทานได้
เธอคงต้องหลบการโจตีในทันทีแน่นอน!
ทว่า…
เหล่าผู้ฝึกฝนวิชากระบี่นั้นมักจะสยบทุกสิ่งอย่างไว้ด้วยเพลงกระบี่เดียว โดยเฉพาะสำนักกระบี่หมื่นวิถีที่ซึ่งถือเป็นสุดยอดของเหล่าสำนักกระบี่ด้วยกันเอง พวกเขามีทักษะการต่อสู้และการสังหารที่ดีที่สุด หากมีคนหลบกระบวนท่าของพวกเขาจริง ๆ กระบวนท่าต่อ ๆ ไปก็จะเดินขบวนตามมาจนไม่อาจจะหลบได้ในที่สุด
“ถ้าเป็นแบบนั้น…”
“ฉู่โม่วจะสามารถรับมือได้อย่างไรกันนะ?”
ระหว่างที่คิดเช่นนั้น เธอก็กวาดสายตาไปมองชายหนุ่มด้วยแววตาคาดหวังด้วย
และภายใต้สายตาของทุกคน
ผู้ดูแลหอสัจธรรมชั้นในที่ซึ่งเป็นคู่ต่อสู้ ได้ตระหนักถึงปราณอันยิ่งใหญ่อันประกอบด้วยเจตจำนงแห่งกระบี่ที่แรงกล้า แต่เขาก็ไม่ได้เลือกที่จะถอยกลับหรือหลบแต่อย่างใด กลับกัน เขาเลือกเดินตรงไปด้านหน้า
“ทำได้ดี!”
ขณะที่ตะโกนบอกออกไปเช่นนั้น ร่างของฉู่โม่วก็ปลดปล่อยปราณกระบี่ที่น่ากลัวและไร้เทียมทานออกมาเช่นกัน ในทันทีที่มันปรากฏออกมา มันก็ซึมผ่านร่างของเหล่าผู้ชมที่อยู่รอบ ๆ รวมถึงซึมเข้าไปยังแก่นแท้ของเจตจำนงแห่งกระบี่ของเฉินต้าวซวีที่กำลังพุ่งเข้าโจมตีด้วย
พร้อมกันนั้นเอง
กระบี่สีดำทมิฬเล่มยาวก็ลอยมาตกในมือของฉู่โม่ว ก่อนที่เขาจะกระชับด้ามให้มั่นแล้วกวัดแกว่งกระบี่นั้นออกไป
เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!
การที่ปราณกระบี่จะถูกปลดปล่อยออกมา เสียงของมิติรอบข้างก็เกิดการสั่นสะเทือนขึ้น มันเป็นเสียงของช่องว่างมิติกำลังเปิดออก และพร้อมกันนั้นเอง… มันก็เป็นเสียงของเจตจำนงแห่งกระบี่ของเฉินต้าวซวีที่กำลังถูกทลายด้วย!
ตู้ม!
ในท้ายที่สุด
ปราณกระบี่ก็พวยพุ่งออกมา
มันเป็นกลุ่มก้อนพลังที่น่าสะพรึงกลัวของปราณกระบี่ ตลอดทางที่มันพุ่งออกมา มันก็ส่งเสียงคำรามออกมาด้วย เห็นได้ชัดเจนว่าปราณกระบี่นี้ไม่ได้ใหญ่อะไรนัก ทว่าในวินาทีแรกที่มันปรากฏออกมา รอยแยกมิติรอบข้างระยะหลายพันกิโลเมตรก็ฉีกขาด
แม้แต่ผู้ฝึกยุทธ์ที่รับชมการต่อสู้อยู่ห่างไกลออกไปยังรู้สึกขนลูกซู่ได้ รวมไปถึงรู้สึกเจ็บแปลบทั่วทั้งร่างกายด้วย มันให้ความรู้สึกเหมือนพวกเขาอยู่ท่ามกลางขุนเขาที่มีปราณกระบี่มากมายกำลังโถมกระหน่ำโจมตี ความเจ็บปวดจากการโดนเชือดเฉือนนั้นฝังลึกไปในกระดูกแม้จะไม่มีบาดแผล
“นี่มัน…”
“เพลงกระบี่นี่มัน…”
ตอนนั้น ผู้คนมากมายนับไม่ถ้วนต่างก็เบิกตาโต สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปราวกับเห็นผี
เหล่าผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไปจะรับรู้ได้เพียงความน่ากลัวเท่านั้น หรือผู้ที่แข็งแกร่งขึ้นมาอีกหน่อยก็จะรู้สึกแตกต่างกันเพิ่มอีกนิดหน่อย
ทว่าก่อนที่พวกเขาจะได้พูดอะไรออกมามากกว่านี้ ปราณกระบี่ดังกล่าวก็เข้าปะทะกับปราณกระบี่ของเฉินต้าวซวีเป็นที่เรียบร้อย มันมีเพียงระเบิดรุนแรงดังขึ้น ก่อนที่ท้ายสุดปราณกระบี่หนึ่งในสองจะแตกสลาย ณ จุดเข้าปะทะ หลงเหลือไว้เพียงปราณกระบี่เพียงหนึ่งเดียวที่ไม่แม้แต่จะลดกำลังโจมตีลง ซึ่งปราณกระบี่นั้นกำลังมุ่งหน้าเข้าหาเฉินต้าวซวี
ฟุ่บ!
ดวงตาของเฉินต้าวซวีเบิกกว้างในทันที ร่างของเขากระเด็นลอยไปไกลพร้อมกับกระอักเลือดออกมามากมายกลางอากาศ เขาไม่อาจจะทนจับด้ามกระบี่ยาวในมือต่อไปได้ด้วยซ้ำ ทำให้กระบี่และเขากระเด็นลอยกันไปคนละทิศละทาง
ในส่วนของฉู่โม่ว…
เขายังคงยืนอยู่ ณ ที่เดิม นอกจากแขนที่สะบัดแกว่งกระบี่เมื่อครู่แล้ว ร่างกายของเขาก็ไม่ได้ไหวติงแต่อย่างใด
เฮือก!
ท่ามกลางสายตาของผู้ฝึกยุทธ์มากมาย พวกเขาได้กลายเป็นสักขีพยานกับสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ด้วยดวงตาที่เบิกโตและลมหายใจที่ติดขัดกันไปแล้ว
ภาพที่เกิดขึ้น ช่างน่ากลัวเสียจริง!
เฉินต้าวซวีนั้นเป็นศิษย์สายตรงจากสำนักกระบี่หมื่นวิถี ความแข็งแกร่งและพรสวรรค์ของเขาถือว่าล้ำเลิศกว่าใคร ๆ ขนาดที่สามารถเทียบชั้นได้กับพั่วซานและอู๋หยาได้เลย เขาคือผู้ที่สมควรถูกเรียกว่า เป็นผู้ที่มีพรสวรรค์สูงสุดท่ามกลางหมู่มวลมนุษย์ด้วยกันเอง
ทว่า…
ต่อหน้าฉู่โม่ว เขาไม่สามารถทำได้แม้จะต้านทานการโจมตีไว้ด้วยซ้ำ!?
“ความแข็งแกร่งนี่… จะน่ากลัวเกินไปแล้ว!”
“ไม่อยากจะเชื่อเลย ไม่น่าเชื่อจริง ๆ!”
“ทั้งคู่เป็นผู้ปลุกพลังเหมือนกันแท้ ๆ แต่พลังของคุณฉู่นั้นกลับล้ำลึกและยิ่งใหญ่เกินกว่าที่ฉันจะจินตนาการได้!”
“บางทีนี่อาจจะเป็นความแตกต่างระหว่างผู้มีพรสวรรค์กับคนธรรมดาหรือเปล่านะ?”
เหล่าผู้ฝึกยุทธ์ต่างพากันตกใจ
เทียบกับผู้ฝึกยุทธ์ธรรมดาแล้ว ความตกตะลึงที่เกิดขึ้นภายในใจนี้มันมากยิ่งกว่าเดิมเสียอีก
“อายุเพียงเท่านี้ แต่กลับสามารถฝึกฝนเจตจำนงแห่งกระบี่ได้อย่างน้อย 80%… ช่างเป็นอะไรที่น่าเหลือเชื่อจริง ๆ!”
ผู้อาวุโสแห่งสำนักกระบี่หมื่นวิถีอุทานออกมา
“ว่ากันว่าเจตจำนงกระบี่นั้นถือเป็นหนึ่งในไม้ตายของคุณฉู่เลย แถมเขายังมีพลังจิตที่แข็งแกร่งและกระบวนท่าที่สามารถโจมตีจิตวิญญาณของคู่ต่อสู้ได้ด้วย ไหนจะมีพลังของธาตุทั้งห้าที่แข็งแกร่งสุด ๆ เรียกได้ว่าเขาน่ะ ไร้เทียมทานไปแล้วก็ไม่เกินจริงนัก!” ผู้อาวุโสคนอื่นเองก็พูดพึมพำกับตนเองไปด้วย
“ไม่แปลกใจเลยหากคนใหญ่คนโตจะให้ความสนใจและให้ความสำคัญกับเขาถึงเพียงนี้ เขาอยู่เหนือความเป็นอัจฉริยะตามที่พวกเราเข้าใจได้ไปแล้ว!”
“ใช่!”
“น่ากลัวราวกับปีศาจจริง!”
เหล่าผู้อาวุโสที่ทรงพลังต่างพูดคุยกันด้วยเสียงเบา ในทุกถ้อยคำของพวกเขา ล้วนแต่เต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ
ไกลออกไป
กู๋เหลี่ยนซิงที่ได้ยินคำพูดของเหล่าผู้อาวุโสก็ได้แต่ฟังเงียบ ๆ เธอไม่ได้พูดอะไรออกมา ณ ขณะนั้น ทว่าในแววตาของเธอกลับเปล่งแสงสว่างแห่งความตื่นเต้นออกมา เธอหันไปมองที่ฉู่โม่วอีกครั้งด้วยความเคารพอย่างหาที่สุดไม่ได้
‘นี่มัน…’
‘เขาเป็นชายในฝันที่ฉันตามหาอยู่จริง ๆ ด้วย พลังระดับนี้ จะต้องช่วยสานฝันของฉันได้อย่างแน่นอน!’
เธอคิดในใจ