ระบบกลืนกินพรสวรรค์ - บทที่ 596 ดาวเคราะห์วิหค… ทุกฝ่ายร่วมมือกันต้อนรับ
บทที่ 596 ดาวเคราะห์วิหค… ทุกฝ่ายร่วมมือกันต้อนรับ
การต่อสู้ระหว่างเผ่าพันธุ์มนุษย์และมนุษย์วิหคนั้นดำเนินมากว่าแสนปีแล้ว ข้อโต้แย้งระหว่างสองเผ่าพันธุ์นั้นไม่ใช่เพียงผิวเผิน แต่หยั่งลึกลงไปถึงสายเลือด
ในวันนี้…
พวกมนุษย์ไม่ได้รู้เลยว่ามีใครบ้างที่ให้ความร่วมมือกับเผ่าพันธุ์มนุษย์วิหค และให้ที่พักพิงแก่พวกเขา มันทำให้ภายในเขตแดนของมนุษย์นี้ มีปราการของเผ่าพันธุ์มนุษย์วิหคเกิดขึ้นมากมาย สิ่งเหล่านี้ถือเป็นความลับระดับสุดยอดที่ไม่อาจจะเข้าถึงได้ง่าย ๆ
และตอนนี้…
สืบเนื่องมาจากครั้นเมื่อเกิดเขตแดนลับกลืนดารา เหล่าผู้ยิ่งใหญ่ภายในเผ่าพันธุ์มนุษย์วิหคจึงได้ถูกกำจัดออกไปเป็นจำนวนมาก แม้แต่โม่ซางเองก็ยังถูกกำจัดไป ดังนั้นมันจึงถือเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของเผ่าพันธุ์นี้เลยก็ว่าได้ เป็นหายนะครั้งยิ่งใหญ่พอ ๆ กับวันมหาวิปโยคของเผ่าพันธุ์
ความแข็งแกร่งของฉู่โม่วนั้นน่ากลัวจริง ๆ!
หากเขาได้เติบโตต่อไปเรื่อย ๆ ท้ายสุดแล้วจะเป็นฝั่งเผ่าพันธุ์มนุษย์วิหคเองที่รอให้จุดจบมาถึง!
ใช่แล้ว…
ดังนั้นตั้งแต่ที่สิ้นสุดเขตแดนลับกลืนดารามา เผ่าพันธุ์มนุษย์วิหคก็เริ่มวางแผนที่จะสังหารฉู่โม่ว แต่มันไม่มีโอกาสเลย เพราะอีกฝ่ายนั้นอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับตำหนักบรรพชนแทบตลอดเวลา ที่นั่นมีการป้องกันแน่นหนา มันจึงทำให้เผ่าพันธุ์มนุษย์วิหคหาโอกาสไม่ได้เสียที
แต่ในท้ายสุด ชายคนนั้นก็ได้ปรากฏตัวขึ้นมาแล้ว!
สำหรับเผ่าพันธุ์มนุษย์วิหค นี่ถือเป็นโอกาสที่สวรรค์ประทานมาให้!
แน่นอน
พวกเขายังแอบคิดว่านี่อาจจะเป็นการวางแผนล่อของพวกมนุษย์อยู่บ้าง
แต่ถึงอย่างนั้น พวกเขาก็จำเป็นต้องยอมเสี่ยง!
ยิ่งไปกว่านั้น…
ใครจะเป็นคนถูกหลอกล่อนั้น จนกว่าจะได้ลงมือ ก็ย่อมไม่มีใครรู้ต้นสายปลายเหตุหรอก เพื่อให้เกิดข้อผิดพลาดน้อยที่สุด เผ่าพันธุ์มนุษย์วิหคเกณฑ์กำลังคนของตนกว่าครึ่งเผ่าพันธุ์มายังเขตแดนของมนุษย์ รวมถึงนำทางผู้อาวุโสของเผ่าพันธุ์มายังที่แห่งนี้เพื่อจะได้ใช้พลังของอาวุธอันน่าสะพรึงกลัวทั้งสองชิ้นด้วย
พวกเขาเชื่อมั่น…
ต่อให้นี่จะเป็นกลลวงของพวกมนุษย์ เผ่าพันธุ์มนุษย์วิหคก็จะต้องสามารถฝ่ามันไปได้อย่างแน่นอน
หรือต่อให้ไม่สำเร็จ มันก็ยังไม่เป็นไร
ตราบใดที่สามารถสังหารฉู่โม่วได้ ไม่ว่าจะต้องเสียอะไรไปบ้าง หรือต่อให้ประชากรเผ่าพันธุ์ต้องหายไปเกือบครึ่ง มันก็คุ้มค่า!
ยังไงเสีย…
ความตายของชายหนุ่ม ก็เปรียบเสมือนการสูญเสียครั้งใหญ่ของเผ่าพันธุ์มนุษย์เช่นกัน และโอกาสที่เผ่าพันธุ์มนุษย์วิหคจะได้เติบใหญ่ ก็จะสูงขึ้นอีกมาก
ถึงแม้จะไม่สามารถเทียบชั้นกันได้ในตอนนั้นเลย แต่ก็เหมือนได้ต่อชะตาชีวิตออกไปอีกหน่อยสำหรับเผ่าพันธุ์วิหค ปราศจากชายหนุ่มที่เป็นระเบิดเวลา ต่อให้ความห่างชั้นระหว่างพลังของทั้งสองเผ่าพันธุ์จะมีอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้มากอะไรขนาดนี้!
หากมนุษย์ต้องการจะโต้กลับทุกวิถีทาง พวกเขาก็พร้อมจะรับมือและโต้กลับให้หนักหน่วงกว่าเช่นกัน!
ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร
ผู้ที่ได้ก็มีแต่เผ่าพันธุ์มนุษย์วิหคเท่านั้น!
แน่นอน
ผลลัพธ์ดังกล่าวนี้ จะต้องดูอีกทีหลังฉู่โม่วตายแล้วเท่านั้น!
ไม่งั้นแล้ว พวกเขาจะไม่ได้อะไรเลยทั้งสิ้น!
แต่…
พวกเขายังคงเชื่อมั่น ว่าด้วยการทุ่มสุดตัวของเผ่าพันธุ์มนุษย์วิหคจะต้องทำให้มนุษย์ถึงคราอวสานแน่ ๆ และจะไม่มีมนุษย์หน้าไหนเหลือรอดได้อีกต่อไป!
…
เหนือดวงดาว
จุดเล็ก ๆ แทนดวงดาวมากมายนับไม่ถ้วน รวมถึงโลกที่กว้างใหญ่ด้วย
มีดาวหางมากมายพุ่งผ่านไปมาเสมือนลำแสงที่เคลื่อนที่จากตรงนู้นไปตรงนี้
ทว่าตอนนั้นเอง คลื่นเสียงสั่นสะเทือนก็ก่อตัวขึ้นท่ามกลางความเงียบสงบ จากส่วนลึกของทางช้างเผือก มังกรยักษ์ทั้งห้าลากรถลำยักษ์โผล่ออกมา มันห่อหุ้มไปด้วยพลังอันไร้ขีดจำกัด และพลังนั้นก็แผ่กระจายไปทั่วบริเวณที่มันพุ่งผ่าน ลุกลามไปอย่างไร้ที่สิ้นสุด
ใกล้ ๆ รถคันนั้น มีกลุ่มของสาวใช้คนสวย ควบคู่ไปด้วยชายแข็งแกร่งในชุดเกราะทองคำที่ขี่อยู่บนหลังสัตว์อสูรหน้าตาประหลาด
นี่คือขบวนรถของฉู่โม่ว
พวกเขาเดินทางมาหลายวันแล้ว ยึดตามการคาดคะเนของผู้ตรวจการโจว ตอนนี้พวกเขาเดินทางมาไกลเกือบหมื่นปีแสงจากดาวโบราณฉางหลางแล้ว และน่าจะยังเหลือเวลาอีกเกือบ ๆ สิบวันกว่าจะถึงปลายทางที่เป็นดาวเคราะห์สีน้ำเงินที่ฉู่โม่วต้องการจะไป
พูดถึงสิ่งนี้ คงต้องพูดถึงมังกรทั้งห้าที่ลากรถกันเสียหน่อย
ในตอนแรก เมื่อชายหนุ่มเห็นว่ามังกรทั้งห้าตัวนี้จะมาลากรถของตน เขาก็คิดว่า ถึงแม้มังกรเหล่านี้จะมีความแข็งแกร่งเทียบเท่ากับเทวะยุทธ์ ไม่ว่าพวกมันจะรวดเร็วได้ขนาดไหน แต่มันก็ไม่น่าจะรักษาความเร็วนี้ไว้ได้ตลอด ทว่ามันกลับกลายเป็น มังกรเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องพักกันสักนิด แถมพวกมันยังสามารถเดินทางด้วยความเร็วสูงเช่นนี้มาเป็นเวลาหลายวันแล้วด้วย เพราะงั้นพวกเขาจึงเดินทางมาได้ไกลเกือบหมื่นปีแสงแล้วในเวลาสั้น ๆ
มันเป็นความเร็วที่น่าสะพรึงมาก ๆ
ทุกท่านต้องทราบกันก่อน…
ไม่จำเป็นต้องพูดถึงความแข็งแกร่งที่เทียบเท่าเทวะยุทธ์ ต่อให้เป็นเทวะยุทธ์เอง มันก็ยังเป็นไปไม่ได้ที่จะเดินทางหลักหมื่นปีแสงในเวลาไม่กี่วัน… บางที คงมีแต่มหาเทวะยุทธ์เท่านั้นที่สามารถทำได้
อ้างอิงจากการคาดเดาของฉู่โม่ว มังกรทั้งห้าตัวนี้จะต้องมีอะไรที่พิเศษกว่ามังกรทั่วไปแน่นอน
ขณะที่กำลังสงสัยอยู่นั้น
ผู้ตรวจการโจวก็ได้ให้คำตอบ
มันกลายเป็นว่า มังกรทั้งห้าตัวนี้ แม้มันจะเป็นสิ่งมีชีวิตก็จริง แต่แท้จริงแล้ว มันเป็นสิ่งที่ถูกมนุษย์ผู้มีพลังที่แข็งแกร่งเปลี่ยนแปลงมันอีกทีหนึ่ง มังกรแต่ละตัวถูกฝังพลังมันตรามากมายเข้าไปในร่าง ส่วนใจกลางก็เป็นสิ่งเทียมสวรรค์แตกต่างเผ่าพันธุ์ มีเลือดแห่งราชาเป็นพลังงานไหลเวียน
พลันเมื่อชายหนุ่มรับรู้เรื่องนี้ เขาก็ตกใจมาก
ถึงแม้ว่าสิ่งนี้จะไม่ใช่มหาเทวะยุทธ์จริง ๆ แต่การมีเลือดของสิ่งเสมือนเทพหลั่งไหลอยู่ภายในร่าง เท่านี้ก็วิเศษมากแล้ว!
หากเลือดของราชาเหล่านั้นถูกมอบให้กับผู้ปลุกพลังละก็ ต่อให้เป็นเทวะยุทธ์ก็จะยิ่งแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น
ทว่าตำหนักบรรพชนกลับนำมันมาให้มังกรเทียมรถกิน!
ความเอื้อเฟื้อเช่นนี้ทำให้ฉู่โม่วช็อกจริง ๆ!
แน่นอน…
นี่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากชายหนุ่มมีสถานะเป็นถึงผู้ดูแลหอ เขาคู่ควรกับการที่ต้องถูกปกป้องดูแลระดับนี้ ดังนั้นแล้วมังกรเทียมรถจึงไม่ถูกนำออกมาใช้บ่อย เผลอ ๆ ก็ไม่ได้มีให้เห็นทุกปีด้วย
ด้วยเบื้องหลังของเหล่ามนุษยชาติ แน่นอนว่าพวกเขาไม่สนใจอยู่แล้ว
“คุณฉู่ครับ อีกครึ่งวันพวกเราจะเดินทางไปถึงดวงดาวที่มีวรยุทธ์รุ่งเรือง อยากจะลงจอดแล้วพักกันสักหน่อยไหมครับ?”
ภายในรถ ชายหนุ่มกำลังทำความเข้าใจเกี่ยวกับพรสวรรค์อยู่ขณะที่ได้ยินเสียงของผู้ตรวจการโจวดังมาจากด้านนอก
“ได้ครับ”
เขาลืมตาขึ้นแล้วพูดเสียงเรียบ…
ถึงแม้ว่าเขาไม่จำเป็นต้องพักก็ได้ แต่มันยังมีคนอื่นไม่ว่าจะเป็นผู้ติดตามหรือคนที่คอยปกป้องรอบ ๆ รถคันนี้อยู่อีก และแม้ว่าจะด้วยความช่วยเหลือของรถเอง ต่อให้พวกเขาเดินหน้าต่อไปอีกสักพัก มันก็จำเป็นต้องใช้พลังงานมาก ดังนั้นแล้วพักสักหน่อยคงจะดีกว่า
หลังได้รับคำสั่งจากฉู่โม่วแล้ว รถมังกรก็เตรียมจะหาที่ลงจอด…
ในขณะเดียวกัน
ผู้ตรวจการโจวก็ได้เผยแพร่ข่าวเกี่ยวกับชายหนุ่มที่จะลงไปบนดาวดังกล่าวให้กับตำหนักบรรพชนของดาวเคราะห์ดวงที่อยู่ใกล้ ๆ ให้ได้รับทราบ เผื่อว่าพวกเขาอยากจะมาต้อนรับ
ภายหลังจากที่ได้ยินเช่นนั้น ผู้ปลุกพลังบนดาวเคราะห์ก็ไม่กล้ามองข้าม พวกเขาเริ่มจัดพิธีต้อนรับไว้ให้อย่างรวดเร็ว
ดาราจักรวิหค… ดาวเคราะห์วิหค
ผู้ปลุกพลังมากมายได้มารวมตัวกันภายในเมืองขนาดใหญ่ที่อยู่ ณ จุดกลางของทวีปแห่งหนึ่ง
แม้เหนือฟากฟ้าจะมีรถมากมายบินไปมาอยู่แล้ว แต่เหล่าผู้ปลุกพลังที่มารวมกัน ณ ที่แห่งนี้ก็เหมือนจะยังรอคอยบางสิ่งบางอย่างอยู่
สถานการณ์เช่นนี้ทำให้เหล่าผู้ปลุกพลังทั่ว ๆ ไปภายในเมืองใหญ่เกิดความสงสัยกัน
“เกิดอะไรขึ้นน่ะ?”
“ทำไมคนใหญ่คนโต หรือคนที่แข็งแกร่งถึงมารวมตัวกันอยู่ที่นี่ล่ะ?”
“ดูจากท่าทีของพวกเขาแล้ว เหมือนกำลังรออะไรอยู่เลย!”
“ดูข้างหน้านั่นสิ นั่นไม่ใช่ผู้อาวุโสสูงสุดของสำนักสัจจะตะวันเหรอ? ว่ากันว่าเขาแข็งแกร่งถึงระดับสุดยอดของขั้นเทวะยุทธ์แล้ว ทั้งที่ปกติจะนั่งอยู่ที่บัลลังก์ไม่ปรากฏตัวออกมาง่าย ๆ แต่ทำไมเขาถึงมาอยู่ที่นี่นะ?”
“ข้างหลังเขา… นั่นใช่ลูกชายของเขาหรือเปล่า?”
“ใครกันนะที่ทำให้คนเหล่านี้พากันมารอพบได้?”
ผู้ปลุกพลังมากมายต่างพูดคุยกัน
ภายในสำนักสัจจะตะวัน พวกเขามีเสาหลักที่ทรงพลังมากกว่าหนึ่ง ผู้ที่ได้ขึ้นเป็นผู้แข็งแกร่งที่สุดในดาวเคราะห์วิหคและส่งต่อพลังนี้ลงมากว่าแสนปี รวมถึงวางรากฐานอันลึกซึ้งไว้ให้
ทั่วทั้งดาราจักรวิหค พวกเขาเป็นที่รู้จักกันโดยทั่ว
และผู้อาวุโสสูงสุดที่โดนพูดถึงเมื่อครู่นี้ กำลังยืนอยู่หน้าฝูงชนทั้งหลาย เขาสวมชุดคลุมที่ประดับไว้ด้วยขนนก กิริยามารยาทดูสงบ และทั่วทั้งร่างเปล่งด้วยกลิ่นอายของความยิ่งใหญ่ รวมไปถึงกลิ่นอายของกฎเกณฑ์แห่งโลกมากมายที่หล่อหลอมอยู่ในร่างของเขา ย้ำเตือนให้ทุกคนรู้ว่าตัวเขานั้นสูงส่งและไม่ธรรมดา
ในดาวเคราะห์วิหค ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสำนักสัจจะตะวันมีสถานะไม่ต่างกับฟอสซิลที่มีชีวิต เปรียบเสมือนเทพเจ้าให้เคารพบูชาและได้ผ่านการกล่าวขานชื่อของเขา
ส่วนด้านหลังเขานั้น ผู้ปลุกพลังหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาคนหนึ่งกำลังยืนอยู่ด้วย
เขาคือลูกชายของผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสำนักสัจจะตะวัน!
ด้วยพรสวรรค์ที่ไม่อาจจะหาใครเทียบเท่าได้ ว่ากันว่าเขาได้เข้าร่วมกับหอเพลิงโหม เป็นผู้อหังการ์อันดับหนึ่งในแดนแห่งนี้ในตลอดหนึ่งหมื่นปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังมีเรื่องที่เล่าต่อกันมาอีกว่า ตัวเขาสามารถเข้าสู่ขั้นเทวะยุทธ์ได้ตั้งแต่ฝึกฝนได้เพียงร้อยปีเท่านั้น
ย้อนกลับไปเมื่อครั้งที่เขายังอยู่ในระดับสุดยอดของเทียมเทพ เขาได้สังหารเทวะยุทธ์และสัตว์อสูรที่ร้ายกาจมากมายจนกลายเป็นที่รู้จัก
การที่ทั้งสองผู้ยิ่งใหญ่ได้มายืนอยู่ ณ ที่แห่งนี้ แหงนหน้ามองฟ้าราวกับเฝ้ารอใครอยู่ภายใต้ท่าทีที่สงบเสงี่ยม
สิ่งนี้ทำให้ผู้ปลุกพลังมากมายต่างงุนงงเป็นอย่างมาก พวกเขาไม่อาจทราบได้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น
ระหว่างที่กำลังพูดคุยกันอยู่นั้นเอง บนฟากฟ้ากว้างใหญ่ก็เกิดเสียงคำรามดังก้องกังวาน เรือบินและยานเหาะมากมายจำเป็นต้องรีบหลบออก เกิดเป็นเส้นทางขนาดใหญ่ มวลอากาศถูกกดต่ำลงมาจนแม้แต่มิติรอบ ๆ ยังต้องแตกสลาย
“นั่น! กองกำลังปีกทวารา! คนจากปีกทวาราก็อยู่ที่นี่ด้วย!”
หนึ่งในกลุ่มคนมาเฝ้าดู ยามเห็นตราสัญลักษณ์บนเรือบินที่กำลังบินลงมา เขาก็ตะโกนขึ้นทันที
ได้ยินเช่นนั้น…
ทุกคนก็รีบหันไปมองตามที่ได้ยิน
ปีกทวาราเองก็เป็นกองกำลังระดับสุดยอด ซึ่งดำรงอยู่มากว่าแสนปีแล้ว พวกเขาสามารถเทียบเท่ากับสำนักสัจจะตะวันได้โดยไม่เป็นรอง
ภายหลังจากที่เรือบินดังกล่าวมาถึงที่หมายแล้ว กลุ่มคนก็รีบเดินลงมาด้านล่าง
เห็นทุกคนต่างก็กำลังรอ ชายชราในกลุ่มที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้ากลุ่มก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
“ดูเหมือนว่าพวกเราจะไม่ได้มาสายไปสินะ”
ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสำนักสัจจะตะวันเหลือบมองอีกฝ่าย แล้วพูดขึ้นทันที “ถึงจะไม่ได้สายเกินไป แต่ก็ไม่ได้เร็วเกินไปเช่นกัน พวกเขาใกล้จะมาถึงกันแล้ว!”
ชายชรายกยิ้มและไม่ได้พูดอะไรต่อ หลังจากที่กล่าวทักทายคนอื่นที่หน้าประตู พวกเขาก็ไปยืนเรียงแถวกันเพื่อเฝ้ารอ
ตัวเขามายืนอยู่ด้านหน้าผู้อาวุโสสูงสุดและยืนจับมือตนเองไว้แน่น
“นั่น!”
“คนที่มาจากกองกำลังปีกทวาราก็เป็นผู้อาวุโสระดับสูงเหมือนกันนี่!”
“พวกเขาอยู่ที่นี่กันหมดเลย!”
“ใครกันนะที่ทำให้สองผู้อาวุโสระดับสูงถึงกับต้องมารอด้วยตนเองเลย!”
“ไม่รู้ว่าทำไม แต่ฉันกลับรู้สึกว่าจะต้องมีอะไรยิ่งใหญ่มากเกิดขึ้นต่อจากนี้แน่ ๆ! หรือว่า จะมีคนใหญ่คนโตแวะมาที่นี่กันนะ?”
“เป็นไปได้มาก ๆ ไม่เช่นนั้นแล้วผู้อาวุโสสูงสุดทั้งสองคงไม่ต้องมาด้วยตนเองหรอก!”
“ถ้าไม่ใช่แบบนั้น… คงไม่จำเป็นที่กองกำลังขนาดใหญ่ต้องมารับหน้าแบบนี้เลย”
กลุ่มคนที่มาดูต่างตกตะลึง
และในขณะที่พวกเขากำลังพูดคุยกันนั้น เสียงของนางฟ้าที่ไพเราะเสนาะหูก็ดังกังวานขึ้น สะท้อนไปทั่วฟากฟ้าไกล
ทุกคนแหงนหน้ามองตามเสียงโดยไม่ทันตั้งตัว
ต้นเสียงนั้นเป็นกลุ่มของหญิงสาวในชุดกระโปรงทรงจีบ พวกเธอมีผ้าคลุมหน้า แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่อาจจะปิดบังความสวยงามและความยิ่งใหญ่ได้มิดชิด
หญิงสาวเหล่านั้นก้าวเท้าหายเข้าไปในช่องว่างของมิติที่แตกออก ก่อนจะปรากฏตัวออกมาอีกครั้ง ณ จุดที่ใกล้พื้นดิน พวกเธอย่างก้าวเหยียบบนพื้น ในทุก ๆ ก้าวก็เกิดเป็นดอกบัวโตขึ้นมารองรับเธอเอาไว้ ดูน่าเลื่อมใสอย่างไม่ต้องอธิบายอะไรทั้งนั้น
“ตำหนักสตรีศักดิ์สิทธิ์!”
ใครบางคนอุทานออกมาด้วยความตกตะลึงในแววตา
ตำหนักสตรีศักดิ์สิทธิ์นั้น ถือเป็นตำหนักที่มีความวิเศษที่สุดตำหนักหนึ่ง!
นั่นคือ พวกเขามีแต่ผู้ปลุกพลังหญิงทั้งตำหนัก
ยิ่งไปกว่านั้น พวกเธอไม่ได้มีจำนวนมาก เผลอ ๆ ไม่ถึงพันคนเสียด้วยซ้ำ ทว่าก็ได้สืบทอดกันมากว่าแสนปีแล้ว การมีอยู่ของพวกเธอนั้นปรากฏบนหน้าประวัติศาสตร์ก่อนสำนักสัจจะตะวันและกองกำลังปีกทวาราเสียอีก
ยิ่งไปกว่านั้น
ตำหนักสตรีศักดิ์สิทธิ์นี้เป็นกองกำลังที่ลึกลับเอาเสียมาก ๆ ผู้ปลุกพลังที่สืบทอดตัวตำหนักนั้น แต่ละคนต่างก็ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในธุรกิจใด ๆ กับดาวเคราะห์วิหคเลย ในหลายครั้งที่พวกเขาไม่อาจจะพบเห็นผู้ปลุกพลังจากตำหนักสตรีศักดิ์สิทธิ์ร่วมร้อยปีเลยก็มี แต่ถึงอย่างนั้นกลับยังมีผู้สามารถสมัครเข้าตำหนักได้อยู่เรื่อย ๆ และได้รับการสืบทอดพลังต่อกันมา
ใครบางคนแอบสงสัย
ว่าความแข็งแกร่งของตำหนักสตรีศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ อาจจะก้าวข้ามสำนักสัจจะตะวันและกองกำลังปีกทวาราไปแล้วก็ได้!
อย่างไรก็ตาม เพราะตำหนักสตรีศักดิ์สิทธิ์นั้นลึกลับเอาเสียมาก ๆ จึงยังไม่มีใครได้พบเห็นความแข็งแกร่งที่แท้จริงของพวกเธอ นี่จึงเป็นเพียงการคาดคะเนของพวกเขาเท่านั้น ไม่อาจจะยืนยันได้
ด้วยการมาถึงของตำหนักสตรีศักดิ์สิทธิ์
ผู้อาวุโสของทั้งสองฝ่ายก่อนหน้าต่างก็ตกตะลึงไม่แพ้กัน แต่พวกเขาก็ต้องรีบตั้งตัวและกล่าวทักทายผู้มาใหม่ แสดงความเคารพหญิงชราที่เดินนำหน้าสาวงามทั้งหลายมา
หญิงชราผู้นี้เองก็เป็นตำนานที่ยังมีชีวิตของดาวเคราะห์วิหคเช่นกัน เธอมีอายุมากกว่าหนึ่งแสนปี เมื่อครั้งที่ทั้งสองยังคงฝึกฝน หญิงชราผู้นี้ก็ได้เป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในดาวไปแล้ว ไม่แปลกใจเลยหากเจอกันในวันนี้ทั้งสองจะให้ความเคารพเช่นนี้
จากนั้น…
กองกำลังอีกนับสิบต่างก็พากันมาเรื่อย ๆ
ทั้งหมดทั้งมวลที่มากัน ณ ที่แห่งนี้ล้วนเป็นกองกำลังระดับสูงหรือไม่ก็ตระกูลระดับสูงในดาราจักรวิหค แม้แต่ผู้ปลุกพลังระดับสูงเองก็พากันมา
พูดได้เลยว่า…
เหล่าผู้มีพลังระดับสูงสุดแห่งจักรวาลนี้ ตราบใดที่ชื่อเสียงของพวกเขาถูกกล่าวขาน ต่างก็มารวมตัวกันที่นี่หมด
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
“สวรรค์! พวกกองกำลังใหญ่ในดาวเคราะห์วิหคมารวมกันที่นี่หมดเลย! เหลือเชื่อจริง ๆ หรือว่ากำลังจะมีคนใหญ่คนโตมาที่ดาวเคราะห์วิหคจริง ๆ นะ?”
“ไม่อยากจะเชื่อเลย!”
“คนใหญ่คนโตผู้นั้นจะเป็นใครกันนะ? ทำไมดูพวกเราจะตื่นตระหนกกันทั้งดาราจักรเลย?”
“หรือว่าจะเป็นผู้อาวุโสที่มาจากตำหนักบรรพชน?”
“เป็นไปไม่ได้หรอก! บรรพชนในตำหนักบรรพชนน่ะ ไม่ปรากฏตัวกันง่าย ๆ หรอก เพราะงั้นไม่มีทางที่พวกเขาจะมายังที่ห่างไกลเช่นนี้แน่!”
“ฉัน… พอจะเดาอะไรออก พวกนายยังจำวันแรกของมนุษยชาติได้ไหม? มันมีข่าวลือว่าเขาไม่ได้ไปตรวจตราพื้นที่ใหญ่ ๆ ของมนุษย์ และเลือกที่จะมายังดาวเคราะห์วิหคของเราเอง เพราะไม่ค่อยมีคนรู้จักหรือเปล่า?”
“นั่นก็เป็นไปได้เหรอ?”
มีการคาดเดามากมายเกิดขึ้นท่ามกลางคนเหล่านี้
แต่
บางทีอาจจะเป็นเพราะความน่าเกรงขามของเหล่าทัพขนาดใหญ่ที่มารวมตัวกัน มันเลยทำให้การพูดคุยของเขาเกิดขึ้นด้วยเสียงเบา ๆ ราวกับว่าพวกเขาไม่อยากจะให้เรื่องที่พูดนั้นไปสร้างปัญหาให้ตนเองหากผู้ที่แข็งแกร่งเหล่านี้ได้ยินเข้า
และระหว่างที่พวกเขากำลังพูดคุยกันอยู่นั้นเอง เวลาก็ผ่านไปอย่างช้า ๆ
ในชั่วพริบตา ครึ่งวันก็ผ่านไปแล้ว
“ดูจากเวลาแล้ว… น่าจะใกล้มาถึงแล้วละมั้งนะ!”
ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสำนักสัจจะตะวันพูดเบา ๆ กับตนเอง
และเพียงแค่เขาพูดจบ
สีหน้าและท่าทีของหญิงชราแห่งตำหนักสตรีศักดิ์สิทธิ์ก็เปลี่ยนไปทันที วินาทีถัดมา ก็เป็นฝ่ายผู้อาวุโสสูงสุดของทั้งสองสำนักใหญ่ที่เริ่มมีสีหน้าเปลี่ยนแปลงไปตามด้วยคนใหญ่คนโตจากสำนักอื่น ๆ ที่ผงะกับสิ่งที่กำลังลงมาจากเบื้องบน
พวกเขาหันมองทองฟ้าพร้อม ๆ กัน
ครืน!
ภายใต้สายตาของพวกเขา คลื่นเสียงที่ทำให้มิติสั่นสะเทือนได้เกิดขึ้นบนฟากฟ้าดังกล่าว แม้จะเริ่มต้นด้วยแรงสั่นสะเทือนเบา ๆ แต่เพียงไม่นาน มันก็ถูกถล่มทับด้วยแรงสั่นสะเทือนที่มาพร้อมพลังอันมหาศาลราวกับสายฟ้าที่ฟาดลงมา
จากนั้นไม่นาน
กรรรร!
เสียงของมังกรคำรามติดต่อกันหลายครั้งก็ดังขึ้น
ในท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวแสนไกล หัวของมังกรทั้งห้าตนก็ได้ปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า และพวกมันเหล่านี้คือเจ้าของเสียงคำรามเมื่อครู่
จังหวะนั้น…
สัตว์อสูรหรือสัตว์ที่กำลังลากรถคันอื่น ๆ ในดาวเคราะห์วิหคต่างก็ต้องหยุดชะงัก บางตัวก็ถึงกับเสียการทรงตัวและดิ่งลงไปคุกเข่าอยู่บนพื้นดินด้วยความหวาดกลัวทันที
ความโกลาหลเกิดขึ้นไปทั่ว
แต่ถึงอย่างนั้น เหล่ากองกำลังหลักหรือผู้ที่แข็งแกร่งต่างก็ไม่ได้แสดงท่าทีอะไร ราวกับพวกเขาพยายามไม่สนใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่
สายตาของพวกเขายังคงจับจ้องไปบนอากาศ
จ้องมองลึกไปยังรถคันหรูที่ถูกมังกรทั้งห้าลากลงมา
เพียงพริบตาเดียว…
ร่างหนึ่งที่ยืนอยู่ด้านหน้ารถก็เป็นที่ประจักษ์
พวกเขาทุกคนเห็นได้อย่างชัดเจน
ผู้ยิ่งใหญ่ที่พวกเขาเฝ้ารอมาอย่างยาวนาน!
“ในที่สุด…”
“ยินดีต้อนรับ คุณฉู่!”
เหล่ากองกำลังใหญ่หรือแม้แต่หญิงชราแห่งตำหนักสตรีศักดิ์สิทธิ์ ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสำนักสัจจะตะวัน รวมไปถึงเหล่าลูกศิษย์ลูกหาที่มายืนรอด้วยกัน ต่างพากันก้มหน้าทำความเคารพและเปล่งเสียงออกมาอย่างพร้อมเพรียงกัน
เสียงตะโกนนี้ดังกังวานไปไกล ก้องสะท้อนไปทั่วทั้งเมืองขนาดใหญ่นี้