ระบบกลืนกินพรสวรรค์ - บทที่ 597 เผ่ามนุษย์วิหคออกสังหาร กับการมาของมหาเทวะยุทธ์!
บทที่ 597 เผ่ามนุษย์วิหคออกสังหาร กับการมาของมหาเทวะยุทธ์!
ในตอนที่เสียงแซ่ซ้องดังขึ้นนั้น รถยักษ์ยังคงอยู่บนฟากฟ้าที่แสนไกลเท่านั้น แต่เมื่อสิ้นเสียง ขบวนรถดังกล่าวก็เข้ามาอยู่ใกล้พื้นดินเรียบร้อยแล้ว
และทำให้ทุกคนได้เห็นถึงมันอย่างชัดเจน
แม้ว่าตัวรถคันนี้จะดูหรูหรามาก ๆ ประดับประดาไว้ด้วยอักขระมากมายอยู่รอบคันจนเกิดกลิ่นอายที่น่าลึกลับและขนลุก ดูไม่ธรรมดา ไหนจะมีสาวใช้แสนสวยจำนวนมากควบคู่ไปกับนักรบในเกราะทองที่ดูทรงพลังเหล่านั้น
ร่างที่ยืนอยู่ท่ามกลางการอารักขา กลับเป็นเพียงผู้ปลุกพลังหนุ่มที่ดูเยาว์วัยเท่านั้น
คนคนนี้เป็นใครกันนะ?
เขายืนยกมือไพล่หลังตนเองไว้ด้วยท่าทีสบาย ๆ ทว่าทั่วทั้งร่างกลับปลดปล่อยกลิ่นอายแห่งพลังที่ไม่มีใครเทียบเคียงได้ออกมา ควบคู่ไปด้วยแสงสว่างที่ส่องประกายเมื่อได้พบเห็น
มองจากไกล ๆ คนคนนี้ให้ความรู้สึกเสมือนว่าเป็นเทพบรรพกาล ผู้ซึ่งทำให้คนเบื้องล่างอดไม่ได้ที่จะรู้สึกยำเกรงและรู้สึกหวาดกลัวระคนกัน
มีคนหนุ่มอยู่มาก ณ ที่แห่งนี้
ท่ามกลางคนเหล่านี้ มีอยู่บางส่วนที่มีพรสวรรค์เหนือล้ำผู้อื่น และท่ามกลางผู้มีพรสวรรค์เหล่านี้ ก็ยิ่งมีน้อยนิดที่ควรค่าแก่ชื่อของอัจฉริยะฟ้าประทาน แต่ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นอย่างไร ต่อหน้าฉู่โม่วที่ยิ่งใหญ่ตอนนี้ พวกเขาต่างก็รู้สึกเหมือนหัวใจโดนบีบคั้นกันทั้งหมด
“กลิ่นอายแบบนี้… ไม่เคยพบเจอในดาวเคราะห์วิหคมาก่อนเลย!”
“ถึงแม้ว่าจะไม่รู้ถึงตัวตนจริง ๆ แต่จากท่าทีของเขา ฉันมั่นใจเลยว่าเขาคนนี้คือผู้ที่มีพรสวรรค์ระดับสูงที่สุดของมนุษยชาติเลยก็ว่าได้!”
“ฉันได้ยินเรื่องของคุณฉู่ผู้เป็นอัจฉริยะฟ้าประทานมาจากหลาย ๆ กองกำลังที่แข็งแกร่ง หรือว่า…ผู้ที่กำลังมา คือคุณฉู่!?”
“เป็นคุณฉู่จริง ๆ เหรอ!?”
ทั้งสี่คนไม่อาจจะกลั้นเสียงพูดเอาไว้ได้
ผนวกเข้ากับการคาดคะเนของหลาย ๆ คน มันทำให้ทั่วทั้งเมืองศักดิ์สิทธิ์เต็มไปด้วยเสียงอื้ออึง ผู้คนอีกนับไม่ถ้วนต้องตกตะลึง แววตาของพวกเขาแสดงความหวาดผวาอย่างหยุดยั้งไม่ได้
อัจฉริยะฉู่!
ถึงแม้เขาจะยังไม่เคยเดินทางมายังดาวเคราะห์วิหคแห่งนี้ แต่ชื่อเสียงของเขาก็ได้แพร่กระจายมาถึงก่อนหน้าแล้ว แถมยังกระจายไปทั่วทั้งดาวเลยด้วย
เป็นอันดับหนึ่งในศิลาต้นกำเนิด!
สยบทุกเผ่าพันธุ์ที่ผงาดอยู่ในจักรวาล
ทำลายอัจฉริยะแห่งเผ่ามนุษย์วิหค เด็ดหัวโม่ซางด้วยตัวคนเดียว!
ปัจจุบันนี้ก็กลายเป็นความภาคภูมิใจอันดับหนึ่งแห่งมนุษยชาติ!
ชื่อของเขาถูกกล่าวขานกันจนผู้ปลุกพลังเกือบจะทุกคนจดจำได้!
ไม่รู้ว่ามีเหล่าผู้ปลุกพลังรุ่นใหม่อีกกี่คนที่นับถืออีกฝ่ายเป็นต้นแบบและสรรเสริญราวกับเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่
และในตอนนี้…
ผู้ที่ยิ่งใหญ่ระดับนั้นกำลังปรากฏตัวอยู่ต่อหน้าพวกเขาบนดาวเคราะห์วิหคแห่งนี้!?
หลังจากที่ได้สติขึ้นมา เสียงฮือฮาก็ดังระงม
ฉู่โม่ว ผู้เป็นอัจฉริยะฟ้าประทานมายังดาวเคราะห์วิหคจริง ๆ! นี่ถือเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่และน่าตื่นเต้นมาก ๆ สำหรับผู้ปลุกพลังดาวเคราะห์วิหคนี้!
“ย…ย…ยินดีต้อนรับครับ คุณฉู่!”
ไม่มีใครตั้งตัวได้ทัน
ทว่าหลังจากที่ได้สติ พวกเขาก็รีบทำความเคารพและตะโกนออกมาอย่างพร้อมเพรียง เสียงของคนเหล่านี้ดังกังวานเป็นท่วงทำนองเดียวกันราวกับจะบอกให้โลกและสวรรค์ได้รับรู้ถึงเกียรติเช่นนี้
“ลุกขึ้นเถอะทุกคน!”
ฉู่โม่วพูดเสียงดัง
“ขอบคุณครับ คุณฉู่!”
ทุกคนตอบรับเป็นเสียงเดียวกันก่อนจะทำความเคารพอีกครั้งแล้วจึงยืนขึ้นในภายหลัง
ขณะนั้น
ชายหนุ่มค่อย ๆ ลงจากรถโดยมีผู้ตรวจการโจวและผู้เฒ่าสวีเดินตามหลังมาด้วย ไม่เพียงเท่านั้น ผู้ติดตามของเขายังคอยดูแลอยู่ไม่ห่างอีกด้วย
ด้วยความที่ผู้ติดตามของฉู่โม่วนั้น ส่วนใหญ่ล้วนเป็นอัจฉริยะฟ้าประทานกันทั้งนั้น ไหนจะมีผู้ตรวจการโจวกับผู้เฒ่าสวีที่มีฝีมือร้ายกาจอีก ยามที่พวกเขาเหยียบย่ำลงมาบนพื้นดิน ทุกคนต่างก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่ทรงพลัง หัวใจของทุกคนเต้นแรงราวกับรับรู้ได้ถึงพลังอันยิ่งใหญ่นี้ พลังที่ไม่มีใครเลยในดาวเคราะห์วิหคจะสามารถเทียบเท่าได้ คนเหล่านี้ คือตัวตนระดับตำหนักบรรพชน!
ในส่วนของหนุ่มสาว พวกเขาไม่ได้มีอายุเกินพันหรือหมื่นแสนปีแต่อย่างใด ดังนั้นแม้จะดูหยิ่งผยองแต่ก็มากด้วยกำลังและท่าทีที่สงบเรียบร้อย
ต่อหน้าผู้ดูแลหอสัจธรรมชั้นใน ทุกคนไม่ต่างกับทาสรับใช้
นี่เป็นสัจธรรมที่ไม่อาจจะเลี่ยงได้แล้ว!
แต่หากคิดทบทวนดูแล้ว การที่อีกฝ่ายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ลำดับหนึ่งของมนุษยชาติเช่นนี้ ด้วยพรสวรรค์ที่แข็งแกร่งจนไม่อาจจะมีใครเทียบเท่าได้ มันเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วหากจะมีผู้ติดตามที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้!
“การที่ผมมาในครั้งนี้ ไม่ได้ตั้งใจจะสร้างปัญหาใด ๆ ให้ทุกคนที่นี่เลย ดังนั้นแล้ว ได้โปรดให้อภัยผมด้วยหากการมาครั้งนี้ทำให้เกิดความวุ่นวาย”
เขากล่าวด้วยรอยยิ้ม
“คุณฉู่นี่ช่างมีอารมณ์ขันจริง ๆ นะครับ พวกเราชาวมนุษย์วิหคต่างเป็นเกียรติมาก ๆ ที่ได้ต้อนรับคุณในวันนี้ และเกียรติยศในครั้งนี้ จะต้องทำให้ดาวเคราะห์วิหคเจริญรุ่งเรืองขึ้นอีกขั้นแน่ ๆ! พวกเราดีใจที่ได้เฝ้าต้อนรับ ดังนั้นแล้วอย่าได้มองเป็นการรบกวนเลยครับ!”
ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสำนักสัจจะตะวันพูดด้วยรอยยิ้มเช่นกัน
จากนั้น…
เขาก็แนะนำทุก ๆ คนให้ฉู่โม่วได้รู้จัก
เมื่อเผชิญหน้ากับผู้ปลุกพลังมากมาย ชายหนุ่มก็เริ่มพยักหน้าและทักทายพวกเขาทีละคน จนกระทั่งถึงช่วงที่ต้องแนะนำเหล่าผู้ปลุกพลังรุ่นใหม่ เขาก็กล่าวชื่นชมและพูดสิ่งดี ๆ มากมายออกมาอยู่ตลอด มันทำให้ผู้ที่ได้รับคำกล่าวชื่นชมจากผู้ดูแลหอสัจธรรมชั้นใน ล้วนแต่พากันตื่นเต้นไปตาม ๆ กัน
“คุณฉู่ครับ นี่เป็นลูกชายคนปัจจุบันของฉันที่จะได้รับการสืบทอดสำนักสัจจะตะวันต่อไปครับ!”
ในท้ายที่สุด เจ้าสำนักสัจจะตะวันก็ได้แนะนำผู้ปลุกพลังหนุ่ม
ชายหนุ่มหันมองแล้วก็พบว่าอีกฝ่ายนั้นเป็นชายรูปร่างลักษณะดีคนหนึ่ง เขาอดไม่ได้ที่จะเหลียวมองพร้อมกับใช้ระบบกลืนกินไปด้วย ทว่าเมื่อพบว่าในร่างของอีกฝ่ายมีพรสวรรค์ระดับตะวันถึงสองอย่าง และพรสวรรค์ระดับราชันย์อีกหนึ่งอย่าง แววตาของชายหนุ่มก็แข็งค้างไปทันที
ด้วยพรสวรรค์ระดับนี้ มันสามารถทำให้คนคนนี้เข้าร่วมกับหอเพลิงโหมง่าย ๆ เลย!
ขณะที่กำลังจ้องมองนั้นเอง บุตรชายของผู้อาวุโสของสำนักสัจจะตะวันก็สัมผัสได้ถึงแววตาที่มองมาได้ด้วยเช่นกัน หัวใจของเขาบีบรัดไปชั่วขณะและแม้แต่ฝ่ามือก็มีเหงื่อไหลซึมออกมาด้วย
ตัวเขานั้นอยู่ในขั้นเทวะยุทธ์แล้ว แถมยังได้รับการสรรเสริญเกียรติจากสวรรค์ด้วย แม้จะต้องเผชิญหน้ากับเทวะยุทธ์ด้วยกัน เขาก็ไม่รู้สึกเกรงกลัวแต่อย่างใด
ทว่า ณ ขณะนี้ ยามที่ต้องเผชิญหน้ากับฉู่โม่วที่เป็นเพียงเทียมเทพ เขากลับสูญเสียความหนักแน่นนั้นไป
มันไม่ใช่เพราะว่าที่เจ้าสำนักสัจจะตะวันผู้นี้มีหัวใจที่อ่อนแอ แต่เพราะชื่อเสียงของชายหนุ่มนั้นมันยิ่งใหญ่เกินจนตัวเขาเผลอกดตัวเองลงไปยังจุดที่ต่ำกว่าที่ควรเป็น
ยิ่งไปกว่านั้น…
เขาอยากรู้ด้วยว่าเขาจะได้รับถ้อยคำกล่าวชมแบบใดจากอัจฉริยะฟ้าประทานฉู่คนนี้!
แต่ในระหว่างที่เขากำลังรู้สึกตื่นเต้นอยู่นั้นเอง ฉู่โม่วก็พยักหน้าเบา ๆ แล้วกล่าวชื่นชมผ่านน้ำเสียง “นายชื่ออะไรงั้นเหรอ?”
“อ๊ะ… ข…ขอโทษครับคุณฉู่ ผมชื่อ โฮ่วอู๋ซวง ครับ!”
ผู้ปลุกพลังหนุ่มจากสำนักสัจจะตะวันตอบด้วยความตื่นตระหนก
“โฮ่วอู๋ซวง?”
ชายหนุ่มทวนชื่อนั้นซ้ำ แล้วยิ้มออกมา “เป็นชื่อที่วิเศษมาก แต่พรสวรรค์ของนายดูจะวิเศษยิ่งกว่า ช่างเหมาะสมกับชื่อจริง ๆ!”
ทันทีที่ประโยคนั้นเอ่ยออกมา
ทั้งโฮ่วอู๋ซวงรวมถึงคนอื่น ๆ ณ ที่นั้นต่างก็ตกตะลึง
ไม่มีใครคาดคิดเลยว่าฉู่โม่วจะกล่าวชมบุตรชายของเจ้าสำนักสัจจะตะวันมากมายถึงเพียงนี้
อย่างที่ทุกคนรู้กันว่าการถูกกล่าวชมจากผู้ยิ่งใหญ่นั้นถือเป็นอะไรที่น่าประทับใจมาก ๆ!
เพราะงั้นแล้ว พลันเมื่อโฮ่วอู๋ซวงได้ยินคำกล่าวชมถึงตน เขาก็แข็งทื่อไปชั่วขณะ
โชคยังดี…
ที่ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสำนักสัจจะตะวันก็ชิงได้สติขึ้นมาก่อน ด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความสุข เขารีบพูดทันที “คุณฉู่ก็ชมมากเกินไปแล้วครับ พวกเรารู้สึกอายไปหมดแล้ว!”
ชายหนุ่มระบายยิ้ม
และในตอนนั้น…
ลูกชายของผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสำนักสัจจะตะวันก็ได้สติกลับมาเช่นกัน ใบหน้าของเขาแสดงความตื่นเต้นและตื้นตันใจ ร่างของเขาสั่นระริกก่อนจะพูดตอบด้วยความตื่นตัว “ขอบคุณสำหรับคำชมมาก ๆ เลยครับคุณฉู่… ผม… ผมไม่รู้จะตอบรับอย่างไรดีจริง ๆ!”
เขาตื่นเต้นเสียจนพูดอะไรไม่ถูก
ยังไงเสีย…
นี่ก็เป็นคำกล่าวชมจากอัจฉริยะฟ้าประทานเลยนะ!
ผู้ที่มีความสามารถระดับสุดยอดของโลกใบนี้!
ถึงแม้ว่ามันจะดูเป็นการกล่าวเกินจริง แต่ก็พอจะเห็นได้ว่าฉู่โม่วนั้นคู่ควร
ไม่ต้องสงสัยเลย…
หากเรื่องนี้หลุดลอดออกไป เกรงว่าชื่อของ โฮ่วอู๋ซวง จะต้องกลายเป็นชื่อที่ผู้คนต่างพากันอิจฉามากที่สุดโดยเฉพาะในหมู่คนวัยเดียวกันแน่ ๆ!
อย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้…
เหล่าผู้ปลุกพลังหนุ่มจากสำนักอื่น ๆ ต่างก็หันมองโฮ่วอู๋ซวงด้วยความอิจฉาริษยากันแล้ว
…
หลังจากพูดคุยกันไปพักหนึ่งแล้ว ทุกคนก็ห้อมล้อมฉู่โม่วและมายังลานกว้างแห่งหนึ่งที่ถูกจัดเตรียมไว้ให้เป็นที่สำหรับพักผ่อน
และแม้จะบอกเป็นลานกว้าง แต่ขนาดของมันก็กว้างใหญ่มากจริง ๆ แค่กวาดตามองก็สามารถพบเห็นศาลาได้จำนวนมาก เครื่องประดับมากมายหรือแม้แต่หินหน้าตาแปลก ๆ ที่รวมตัวกันจนเกิดเป็นทัศนียภาพอันสวยงามของลานกว้างแห่งนี้ ไหนจะการที่มันมีอณูแห่งชีวิตหนาแน่นเติมเต็มอยู่ทั่วด้วย
ทว่า…
บางแห่งบนดาวดวงนี้ก็แปลกใหม่มาก ๆ ในยามที่เหลียวมอง บางทีอาจจะเป็นอาคารอยู่อาศัยใหม่ที่ผู้ปลุกพลังได้ช่วยกันสร้างขึ้นมาภายหลังจากที่รู้ว่าชายหนุ่มกำลังจะมา พร้อมทั้งขอให้ผู้ที่แข็งแกร่งช่วยโยกย้ายแหล่งพลังจิตวิญญาณด้วยพลังเหนือธรรมชาติของเขาให้ผ่านมายังเส้นทางนี้ด้วย
พูดได้เลยว่าการกระทำเช่นนี้ ถือเป็นการเอาใจใส่มาก ๆ
ฉู่โม่วรับรู้และพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
ภายในลานกว้าง มีสาวใช้อยู่จำนวนหนึ่ง แต่ทั้งหมดทั้งมวลของพวกเธอล้วนแต่เป็นหญิงสาวหน้าตาดีกันทั้งสิ้น
ทว่าผู้ตรวจการโจวก็ปฏิเสธการรับใช้ของสาวใช้เหล่านั้น เขาเรียกสาวใช้ที่ทางรถเตรียมมาด้วยให้ลงมาดูแลชายหนุ่มแทน ยังไงเสียคนนอกก็ถือเป็นคนนอก ความปลอดภัยเป็นเรื่องที่ต้องกังวลอยู่เสมอ มันจะดีเสียกว่าที่มีคนในมาคอยดูแล
ในคืนนั้น…
กองกำลังที่ทรงพลังมากมายเชื้อเชิญชายหนุ่มไปงานเลี้ยง และเขาเลือกที่จะไม่ปฏิเสธและเดินทางไปพร้อมกับสองผู้คุ้มครอง
ในส่วนของผู้ติดตามและทูตนักรบ พวกเขาเพียงนั่งเข้าฌานอยู่ที่ลานกว้าง แต่ไม่ได้อยู่ห่างไกลจากฉู่โม่วนัก ทุกคนเตรียมตัวไว้เผื่อว่ามีเหตุฉุกเฉินอะไรเกิดขึ้นมา ก็จะสามารถมุ่งหน้าไปได้ทันที
ที่งานเลี้ยง ถ้อยคำกล่าวชมถูกพูดให้ได้ยินอยู่เรื่อย ๆ
ทุกคนเคารพและชื่นชมฉู่โม่วมาก ๆ ซึ่งเขาก็ไม่ได้วางท่าแต่อย่างใด เขาค่อนข้างจะดูเป็นมิตร เพราะงั้นบรรยากาศรอบตัวเขาจึงเต็มไปด้วยความรื่นเริง และใช้เวลาไม่นานนัก ทุกคนก็เปี่ยมไปด้วยความสุข
“คุณฉู่ การที่คุณมายังดาวเคราะห์วิหคในวันนี้ มันช่าง…”
เทวะยุทธ์คนหนึ่งจากกองกำลังที่มาร่วมงานยืนขึ้นขณะพูด
แต่ก่อนที่เขาจะได้พูดจบ สีหน้าของชายหนุ่มก็เปลี่ยนไป เขารับรู้ได้ถึงบางสิ่งบางอย่าง ร่างที่เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วแต่ก็ไม่อาจจะพ้นสายตาเขาได้ เพราะงั้นเขาจึงรีบออกมาจากลานกว้างดังกล่าวทันที
“ผู้ปลุกพลังระดับต่ำกว่าเทวะยุทธ์ทุกคน แยกย้ายไปก่อน!”
เมื่อเสียงนั้นดังขึ้น ร่างของฉู่โม่วยังคงอยู่ในลานกว้างอยู่ แต่เมื่อพูดจบ ร่างของผู้ดูแลหอสัจธรรมชั้นในพลันหายไปในฟากฟ้าเสียแล้ว
“นี่มัน…”
“เกิดอะไรขึ้นน่ะ?”
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
“ทำไมจู่ ๆ คุณฉู่ก็ออกไปแบบนั้นล่ะ?”
ด้วยการเปลี่ยนแปลงในทันทีเช่นนั้น มันทำให้ทุก ๆ คนที่เห็นเหตุการณ์ต่างพากันสงสัย
ทว่าในจังหวะต่อมา
“ไม่ดีแล้ว!”
“เร็วเข้า! รีบไปปกป้องท่านผู้ยิ่งใหญ่ซะ!”
ผู้ตรวจการโจวและผู้อาวุโสสวีเองก็สีหน้าเปลี่ยนโดยพลันเช่นกัน พวกเขาทั้งสองรีบตามไปติด ๆ
ภายในงานเลี้ยง ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสำนักสัจจะตะวัน ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งกองกำลังปีกทวารา และหญิงชราแห่งตำหนักสตรีศักดิ์สิทธิ์ต่างก็เหาะออกจากงานไปและหายตามฉู่โม่วไปเช่นกัน
ไม่เพียงเท่านั้น เทวะยุทธ์หลายคน ไม่เว้นแม้แต่ผู้แข็งแกร่งของแต่ละกองกำลัง ไปจนถึงทูตนักรบล้วนเหาะไปบนท้องฟ้าและมุ่งหน้าไปยังทิศเดียวกันราวกับเจอกับศัตรูขนาดใหญ่
ในส่วนของผู้ปลุกพลังระดับต่ำกว่าเทวะยุทธ์ พวกเขายังคงไม่สามารถเข้าใจได้ว่าเกิดอะไรขึ้น
แต่ไม่นาน…
ครืน!
เหนือฟากฟ้า… เสียงฟ้าร้องดังกังวานไปทั่วไม่ว่าจะเป็นใกล้หรือไกล ทุกคนต่างแหงนหน้ามองโดยไม่ทันตั้งตัว พวกเขาเห็นท้องฟ้ากำลังแยกออกจากกันจนเกิดเป็นหลุมขนาดใหญ่ เลือดปกคลุมไปทั่วทั้งผืนฟ้าและผืนโลก เมฆสีดำก่อตัวขึ้นราวกับพายุกำลังจะมา พวกเขาโดนโจมตีเข้าแล้ว!
“แย่แล้ว!”
“ศัตรูบุก!”
“ศัตรูกำลังโจมตีดาวเคราะห์วิหค!”
“เร็วเข้า! ทุกคนแยกย้ายเร็ว! แล้วก็เทวะยุทธ์ทั้งหมด บินตามขึ้นไปบนฟ้า คอยปกป้องคุณฉู่เอาไว้!”
เสียงแจ้งเตือนดังไปทั่วทั้งเมือง
ภายในเมืองขนาดยักษ์นี้ เสียงระฆังสั่งระงมแทนการเตือนภัย ราวกับว่าหายนะกำลังมาเยือนแล้ว
ผู้ปลุกพลังมากมายแหงนหน้าขึ้นมองฟ้าด้วยความงุนงง และพวกเขาก็ได้พบกับเมฆสีดำที่กำลังกลืนกินดวงดาวของพวกตนช้า ๆ สีหน้าของพวกเขาเหล่านี้เปลี่ยนไปพร้อมกับรีบถอยออกจากจุดเข้าปะทะ
ขณะเดียวกัน
ทุกหนทุกแห่งบนดาวเคราะห์วิหค
แสงสว่างมากมายกำลังพุ่งทะยานขึ้นไปบนฟากฟ้า พวกเขาเหล่านี้คือเทวะยุทธ์ ที่ซึ่งขณะนั้นพวกเขากำลังเข้าสู่แนวหน้า ภารกิจหนึ่งก็คือขัดขวางการรุกรานของศัตรู และอีกภารกิจหนึ่งก็คือปกป้องฉู่โม่วเอาไว้
และเวลาเดียวกัน บนฟากฟ้า
ทันทีที่ฉู่โม่วมาถึง เขาก็พบกับหลุมขนาดใหญ่ที่เป็นช่องว่างมิติ หลุมดังกล่าวปลดปล่อยสัตว์อสูรออกมามากมายนับไม่ถ้วน ความใหญ่ของหลุมดังกล่าว ใหญ่โตเสียจนไม่อาจจะมองเห็นเส้นขอบและความลึกของมันได้เลย
ท่ามกลางสัตว์อสูรเหล่านี้ มันมีสัตว์อสูรระดับเทียบเท่าเทวะยุทธ์รวมอยู่ด้วยหลายตน
ไม่เพียงแค่เทวะยุทธ์ แต่บางตนยังถึงเป็นระดับมหาเทวะยุทธ์เลยด้วยซ้ำ!
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่!”
“ทำไมช่องว่างมิติถึงมาเปิดที่ท้องฟ้าของดาวเคราะห์วิหคได้ สัตว์อสูรพวกนี้มาจากไหน!?”
ขณะที่ฉู่โม่วกำลังสังเกตการณ์ ผู้ปลุกพลังคนอื่น ๆ ก็มาถึง
เมื่อเห็นเช่นนั้น พวกเขาก็ถึงกับหายใจไม่ทั่วท้อง
ถึงแม้ว่าพวกเขาจะมีข้อสงสัยมากมายอยู่ในใจ แต่เพราะตอนนี้สัตว์อสูรกำลังเริ่มรุกรานดาวเคราะห์ของพวกเขาแล้ว
ด้วยเหตุนี้ คำตอบคงต้องมาตามหาทีหลัง หน้าที่ที่สำคัญที่สุด ก็คือการปกป้องบ้านเกิดเอาไว้!
ตู้ม!
เสียงของระเบิดดังกังวานสะท้านกาแล็กซี แสงสว่างวูบวาบมากมายส่องลงมาจากเบื้องบนสู่หัวของสัตว์อสูรเหล่านี้ ด้วยพลังของแสงดังกล่าว มันทำให้หัวของสัตว์อสูรหลายตนระเบิดแตกไปในพริบตา
“ปกป้องคุณฉู่!”
ผู้ติดตามหลายคน รวมถึงทูตนักรบทั้งหมดล้วนแต่รีบเข้าไปปกป้องผู้ดูแลหอสัจธรรมชั้นในไว้ พวกเขาแสดงพลังที่แข็งแกร่งออกมาขณะเผชิญหน้ากับศัตรูมากมาย
ในส่วนของผู้ตรวจการโจวและผู้อาวุโสสวี พวกเขายังไม่ทำสิ่งใดอื่น
ทั้งสองถือเป็นผู้คุ้มกันที่ใกล้ชิดกับชายหนุ่มที่สุด เพราะงั้นพวกเขาจึงคอยอยู่รอบ ๆ ตัวผู้ดูแลหอสัจธรรมชั้นในตลอดเพื่อป้องกันลูกหลงหรือการโจมตีอื่น ๆ โดยไม่ได้แยกไปรับมือกับสัตว์อสูร
ซึ่งฉู่โม่วเองก็ยังไม่ได้ลงมืออะไร เขาเพียงยืนมองกลุ่มของสัตว์อสูรที่โถมดิ่งเข้ามา แววตาของเขานิ่งสงบราวกับคิดอะไรบางอย่างอยู่
“พวกมนุษย์ ตายซะ!”
กลุ่มของสัตว์อสูรดังกล่าวมุ่งหน้าเข้าหาชายหนุ่ม
ผู้นำของสัตว์อสูรเหล่านี้มีกลิ่นอายที่น่าเกรงขาม มันสูงเกือบจะเทียบเท่าได้กับเทพเจ้า ยิ่งใหญ่และหยิ่งผยอง ให้ความรู้สึกเหมือนว่าเป็นทั้งเทพเจ้าและจอมอสูรในเวลาเดียวกัน และมันกำลังมุ่งหน้ามาหมายจะฆ่าฉู่โม่วให้ตายไป
“คำพูดคำจาสมเป็นอสูรดีนี่!”
เจตจำนงแห่งกระบี่ของเฉินต้าวซวีถูกปลดปล่อยออกมาราวกับจะกลืนกินฟากฟ้า กระบี่ในมือของเขาปลดปล่อยพลังที่น่าเกรงขามก่อนจะปล่อยคลื่นกระบี่ที่คมกริบจำนวนหนึ่งออกมา
เช่นเดียวกับกู๋เหลี่ยนซิงที่เข้ามา ณ ขณะนั้น เธอช่วยปัดป้องการโจมตีของสัตว์อสูรตนอื่นที่หมายจะลอบทำร้ายได้อย่างกระฉับกระเฉง
ด้วยการร่วมมือกันของทั้งสอง แม้จะต้องเจอสัตว์อสูรระดับเทวะยุทธ์ มันก็ไม่ได้ทำให้พวกเขาเสียเปรียบแต่อย่างใด
ทว่าในยามที่สัตว์อสูรเพิ่มจำนวนถามโถมเข้ามามากขึ้น
ที่พึ่งสุดท้ายจึงได้เริ่มทำงาน
เหล่าทูตนักรบที่คอยอยู่รอบ ๆ ตัวฉู่โม่วเริ่มตอบโต้ พวกเขาเข้าปะทะกับเหล่าสัตว์อสูรดังกล่าวในทันที
“ฆ่าพวกมันซะ!”
การต่อสู้หนักหน่วงมากขึ้นในเวลาไม่นาน ทั้งสองฝั่งเริ่มที่จะปปะทะกระบวนท่าต่าง ๆ ใส่กันอย่างหนักหน่วงแล้ว
และด้วยการต่อสู้ที่รุนแรงนี้เอง มันทำให้มิติเบื้องหลังสั่นสะเทือน บางสถานที่ ห้วงมิติเกิดรอยแตกร้าว ฟากฟ้าแสงดาวก็เริ่มพังทลาย และสัตว์อสูรระดับต่ำมากมายต่างล้มตายกันนับไม่ถ้วน
กลิ่นของเลือดคละคลุ้งไปทั่วในเวลาครู่เดียว
“คุณฉู่ครับ บางสิ่งบางอย่างไม่ปกติ พวกเราควรจะออกจากที่นี่ก่อน!”
ตอนนั้นเอง
ผู้อาวุโสสวีที่อยู่ข้าง ๆ เขาก็ได้พูดขึ้น
สัตว์อสูรที่มุ่งหน้าเข้ามานั้นดูแปลกเกินไป มันมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
ในแง่ของการเป็นผู้คุ้มกันของฉู่โม่ว การเผชิญหน้ากับสถานการณ์เช่นนี้ พวกเขารีบแนะนำให้ชายหนุ่มถอยออกจากที่นี่ก่อนเป็นอันดับแรก
ได้ยินเช่นนั้น
ฉู่โม่วที่เตรียมจะพูดอะไรบางอย่าง ก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่คมคายกำลังห้อมล้อมเขาไว้ในเวลารวดเร็ว ซึ่งกลิ่นอายเหล่านี้ก็เปี่ยมไปด้วยจิตสังหารอันล้นทะลัก มันถาโถมเข้าหาชายหนุ่มราวกับภูเขาที่กำลังถล่ม
“กำลังรออยู่เลย!”
พลันเมื่อกลิ่นอายเหล่านี้ปรากฏขึ้นมา แววตาของอัจฉริยะฉู่ที่เคยนิ่งสงบอยู่ตลอดก็เยือกเย็นขึ้น เจตจำนงแห่งกระบี่ของเขาถูกปล่อยออกมาจากทั่วทั้งร่างในชั่วพริบตาหลังจากที่ถูกเก็บซ่อนมาตลอด เกือบจะทันที มันก็แพร่กระจายไปเป็นระยะทางกว่าหมื่นพันกิโลเมตรด้วย
จังหวะต่อมา
กระบี่ทมิฬถูกยกขึ้นมาเป็นแนวนอนระนาบพื้นในมือของเขา เมื่อชายหนุ่มตวัดกระบี่ มันก็ก่อให้เกิดแสงกระบี่ที่น่าสะพรึงกลัวพุ่งออกไปด้านหน้า
เปรี๊ยะ!
เปรี๊ยะ!
เปรี๊ยะ!
ทุก ๆ ที่ที่แสงกระบี่นี่พุ่งผ่านไป ช่องว่างมิติก็จะถูกทำลาย ก่อเกิดเสียงแตกร้าวดังไปเรื่อย
ร่างต้นของกลิ่นอายที่ออกมาก่อนหน้าถูกแสงกระบี่ฟาดฟันจนแต่ละร่างกระจัดกระจายกันออกไป บ้างก็ลำตัวแยกเป็นส่วน ๆ หลั่งเลือดทองคำออกมา
“เผ่ามนุษย์วิหคงั้นเหรอ!”
เมื่อร่างที่ซ่อนตัวเหล่านั้นถูกเผยออก ปีกบนหลังอันเป็นเอกลักษณ์ก็ทำให้ผู้คนจดจำมันได้
“เป็นพวกเผ่ามนุษย์วิหคจริง ๆ ด้วย! พวกมันมาเพื่อสังหารคุณฉู่แน่ ๆ!”
“หน็อยแน่ เจ้าพวกมนุษย์วิหค! กล้าดียังไงมาบุกรุกถึงเขตแดนมนุษย์กัน!”
“เร็วเข้า ปกป้องคุณฉู่!”
“คุ้มกันคุณฉู่เดี๋ยวนี้!”
กลุ่มของผู้ปลุกพลังพากันอุทานออกมา เขาเคลื่อนที่ไปอยู่ใกล้ฉู่โม่วให้มากขึ้น พวกเขาพยายามยับยั้งการเข้าโจมตีของเผ่ามนุษย์วิหคและขับไล่มันออกไปให้ไกลที่สุด
ทว่าตอนนั้นเอง
แคว่ก!
เสียงของบางสิ่งบางอย่างถูกฉีกขาดดังขึ้นไม่ไกลนัก
รอยแยกขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นอีกครั้ง และมันก็ปลดปล่อยกลิ่นอายที่ทรงพลังออกมาด้วย
กลิ่นอายที่น่ากลัวนั้นฟุ้งออกมาจากรอยแยกและกระจายตัวไปราวกับจะก่อตัวเป็นพายุยักษ์ ไม่ว่ามันจะผ่านไปที่ใด ในระยะแสนกิโลเมตร ไม่ว่าจะเป็นสัตว์อสูรหรือมนุษย์ ไม่ว่าสิ่งนั้น ๆ จะมีความแข็งแกร่งขั้นไหน ร่างกายของพวกเขาจะถูกทำให้ทรุดลงราวกับถูกฟ้าผ่า บ้างก็กระอักเลือดออกมาหรือพยายามถอยหนี
“นั่น มหาเทวะยุทธ์!”
“มหาเทวะยุทธ์ของเผ่ามุษย์วิหคกำลังข้ามเขตแดนมา!”
ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสำนักสัจจะตะวันผู้ที่ร่วงหล่นลงมากระอักเลือดพลางเหลือบมองต้นเหตุก่อนจะตะโกนออกมา
ได้ยินดังนั้น…
ทุกคนก็ถึงกับเงียบสงัดไป!