ระบบกลืนกินพรสวรรค์ - บทที่ 611 มองเห็นดาวเคราะห์สีน้ำเงิน… สุดยอดฐานจงไห่
บทที่ 611 มองเห็นดาวเคราะห์สีน้ำเงิน… สุดยอดฐานจงไห่
ในจักรวาล รถของฉู่โม่วกำลังมุ่งหน้าไปยังดาวเคราะห์สีน้ำเงิน
นี่เป็นวันที่เก้าภายหลังจากที่เริ่มออกเดินทางอีกครั้ง และมันเหลือเวลาอีกเพียงครึ่งวันเท่านั้นก็จะไปถึงที่หมาย
เมื่อเห็นว่าพวกตนใกล้ถึงกันแล้ว ต่างก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาเล็กน้อย
ผู้ติดตามอย่างเฉินต้าวซวีดูจะมีความคาดหวัง
พวกเขาอยากจะรู้เหลือเกินว่าสถานที่ที่ถูกเรียกว่าเป็นบ้านเกิดของท่านผู้ดูแลหอสัจธรรมชั้นในนั้น จะน่าตื่นเต้นถึงเพียงไหน!
คิดได้เช่นนั้น…
ผู้คนเหล่านี้ต่างก็อดไม่ได้ที่จะนั่งจ้องตากันเองอยู่ภายในรถ ตระหนักได้ถึงกลิ่นอายที่แผ่ซ่านออกมาจากดวงดาวที่เป็นเป้าหมาย ความชื่นชมและอิจฉาก็ปรากฏขึ้นมาในแววตา
ยิ่งพวกเขาได้ติดตามฉู่โม่วนานเท่าไหร่ พวกเขาก็ยิ่งค้นพบความแตกต่างระหว่างกันและกันมากยิ่งขึ้น
มันชัดเจนว่าลำดับขั้นของทั้งสองฝั่งนั้นคล้ายคลึงกัน
แต่ขนาดชายหนุ่มเป็นเพียงเทียมเทพ ทว่าสิ่งที่ได้ทำกลับยิ่งใหญ่เกินกว่าจะคาดคิด
ไม่ว่าจะการที่ได้เป็นอันดับหนึ่งของศิลาต้นกำเนิด หรือการที่สามารถสังหารโม่ซางได้ก็ตาม
หรือจะเป็นตอนที่ใช้ตนเองเป็นเหยื่อเพื่อซุ่มโจมตีมหาเทวะยุทธ์!
หรือแม้แต่ในช่วงเวลาสำคัญ เขาก็สามารถปกป้องดาวเคราะห์หนึ่งได้ด้วยการกวาดมือเพียงครั้งเดียว
สิ่งที่เขาได้กระทำมากมายนี้ทำให้คนอื่น ๆ ต้องตกตะลึง
ยิ่งกว่าคำว่าหายาก
พรสวรรค์ของฉู่โม่วนั้นหาใครเทียบไม่ได้เลย รวมถึงการฝึกฝนเองก็ยากมากเสียด้วย
ระหว่างการเดินทาง ผู้ดูแลหอสัจธรรมชั้นในนั่งอยู่ในห้องสงบเงียบห้องหนึ่ง และทำสมาธิอยู่ตลอดเวลา จนแทบจะไม่ได้ออกมาเลย
มันทำให้ทุกคนต่างคิดกันไปต่าง ๆ นานา
‘คุณฉู่นี่สมกับเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์สูงที่สุดในโลกจริง ๆ ขนาดแข็งแกร่งขนาดนั้นแล้ว ก็ยังไม่ละทิ้งการฝึกฝนอย่างหนักแบบนี้อีก!’
‘เทียบกับฉันแล้ว คนละเรื่องกันเลยแฮะ’
‘มันเป็นโชคร้ายของพวกเราเองแหละที่ดันมาเกิดยุคเดียวกับเขา แล้วก็ไม่มีโชคเท่าเขา!’
คนอื่น ๆ แอบคิดในใจ
ตอนนั้น…
ฉู่โม่วยังคงนั่งเข้าฌานอยู่ภายในห้องที่เงียบสงบ เขาไม่ได้รู้เลยว่าเฉินต้าวซวีและคนอื่น ๆ คิดอะไรกันอยู่ เพียงแค่นั่งขัดสมาธิและหลับตาลง ทั่วทั้งร่างเปล่งแสงสีทองออกมา ผสานไปกับแสงศักดิ์สิทธิ์ก่อเกิดกฎเกณฑ์ลึกลับมากมายพร้อมทั้งผสมผสานรวมกันอีกครั้งจนเกิดเป็นสิ่งที่ดูน่าพิศวง
ครืน! ครืน! ครืน!
เกิดแรงสั่นสะเทือนน้อย ๆ เกิดขึ้นในอากาศ
ผันแปรไปกับพลังงานลึกลับที่ไม่อาจะระบุได้ ก่อนจะถูกดูดกลืนมาอยู่ปะปนกับพลังงานที่ปล่อยออกจากร่างของชายหนุ่ม ทุก ๆ ครั้งที่พลังงานเหล่านี้กลืนกินกันเอง พลังของเขาก็จะเพิ่มขึ้นไปอีก
สองชั่วโมงผ่านไป
เขาได้กลืนกินพลังงานที่อยู่รอบตัวเขามาจนหมดและลืมตาขึ้นช้า ๆ ณ เวลานั้น
“หลายวันที่พยายามฝึกฝนและทำสมาธิมา ควบคู่ไปกับการเสริมพลังจากแท่นประดับรู้แจ้งและศิลารู้แจ้ง ในที่สุดฉันก็กลืนกินรัศมีพลังมหาเทวะยุทธ์จนหมดเสียที!”
แววตาของเขาเปล่งประกายพลางพูดพึมพำกับตนเอง
ตอนนั้นเอง…
ทั่วทั้งร่างของชายหนุ่มก็รู้สึกได้ถึงกฎเกณฑ์ลึกลับที่ห่อหุ้มร่าง และมันทำให้เขาอดรู้สึกยินดีไม่ได้
ภายใต้การฝึกฝนและเรียนรู้ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมานั้น
ควบคู่ไปกับการที่สำเร็จการกลืนกินพลังปราณมหาเทวะยุทธ์ มันถือว่าเขาได้ผลประโยชน์เป็นอย่างมากเลยทีเดียว
ท่ามกลางสิ่งเหล่านี้ เขาได้เจตจำนงแห่งธาตุไฟเพิ่มมากขึ้นจาก 75% เป็น 100%
ในส่วนของความสำเร็จธาตุดิน เขาเองก็ได้มาเยอะเช่นกัน เจตจำนงแห่งธาตุดินจากแต่เดิมอยู่ที่ราว ๆ ไม่ถึง 10% ตอนนี้มีสูงถึง 39%
นอกจากนี้ เจตจำนงแห่งธาตุไม้ของเขาก็บรรลุระดับ 70% เป็นที่เรียบร้อยแล้ว รวมถึงก้าวข้ามระดับ 70% มาได้แล้วด้วย!
หากเรื่องที่เขาสามารถพัฒนาความแข็งแกร่งได้ระดับนี้ถูกแพร่กระจายออกไปละก็ โลกจะต้องตกตะลึงแน่ ๆ!
ทว่าสำหรับฉู่โม่วแล้ว เขาครอบครองทั้งแท่นประดับรู้แจ้ง ศิลารู้แจ้ง พลังแห่งมหาเทวะยุทธ์และการเร่งเวลาอีกสามสิบเท่านั้น ผลลัพธ์เช่นนี้ถือว่าปกตินัก
“พลังจากรัศมีของมหาเทวะยุทธ์เพียงแค่ระลอกเดียวก็ทำให้ฉันแข็งแกร่งได้มากขึ้นขนาดนี้ หากฉันสามารถเข้าใจในพลังของมหาเทวะยุทธ์ได้มากขึ้นกว่านี้ละก็ พรสวรรค์ทั้งสามจะต้องก้าวกระโดดไปยังขั้นแห่งกฎเกณฑ์ได้แน่ ๆ!”
“แต่น่าเสียดาย…พลังแห่งมหาเทวะยุทธ์นั้นให้ผลดีกับแค่ธาตุสามอย่างคือ ธาตุไม้ ธาตุดิน และธาตุไฟเท่านั้น ธาตุอื่น ๆ ที่เหลือเลยยังขาดซึ่งความเข้าใจอยู่อีกมาก เห็นทีว่าฉันคงต้องไปหาตัวช่วยจากสิ่งอื่นแทนสินะ”
“หากจะกล้าแกร่งมากขึ้น ก็ต้องไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค!”
ฉู่โม่วพึมพำกับตนเองด้วยความรู้สึกเสียใจเล็กน้อย
ถึงอย่างนั้น ความเสียใจดังกล่าวก็อยู่ไม่นาน
ยังไงเสีย เขาก็แข็งแกร่งขึ้นมากแล้วจากการกลืนกินรัศมีพลังของมหาเทวะยุทธ์ สิ่งนี้ถือว่ายอดเยี่ยมมาก ๆ ดังนั้นไม่ว่าอย่างไร ครั้งนี้เขาก็คุ้มค่า
สูดหายใจเข้าลึก ๆ และขับไล่ความคิดแปลก ๆ ออกไป เมื่อทำใจให้สงบได้แล้ว ชายหนุ่มก็เริ่มเรียนรู้พลังต่อไปอีก
แต่แล้วตอนนั้นเอง เขาก็รู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนเบา ๆ ที่มาจากตัวรถคันนี้
วินาทีต่อมา
เสียงของเฉินต้าวซวีก็ดังมาจากด้านนอก
“นายท่านครับ พวกเรามาถึงระบบสุริยะกันแล้วครับ!”
…
ฉู่โม่วออกมานอกรถและมองไปยังระบบสุริยะที่อยู่ไกลออกไป ดวงอาทิตย์ดวงโตกำลังส่องประกายแสง ส่งความร้อนและแสงสว่างไปทั่วสารทิศอย่างขยันขันแข็ง
และดาวเคราะห์สีน้ำเงิน ดาวเคราะห์ทรงกลมที่ใหญ่ขึ้นอีกเป็นพันเท่าก็ค่อย ๆ หมุนรอบตัวเองช้า ๆ เคลื่อนที่ไปตามวงโคจรรอบกาแล็กซีอย่างไม่เปลี่ยนแปลง
มองภาพนี้แล้ว ชายหนุ่มก็รู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย
นับเวลาที่ผ่านมาแล้ว เขาลาจากดาวเคราะห์ดวงนี้ไปนานเหลือเกิน ไม่รู้ว่าพวกพ้องของเขาจะเป็นอย่างไรกันบ้างแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น…
สตรีที่เขาคอยเฝ้าคิดถึงทุกเช้าค่ำจะเป็นอย่างไรบ้าง?
เพียงแค่คิดถึง ภาพของเฉินซีเวยก็ปรากฏขึ้นมาในห้วงความคิด ทุกน้ำเสียงและรอยยิ้มของเธอ รวมไปถึงการกระทำต่าง ๆ ยังคงชัดเจนอยู่ภายในใจเสมอไม่มีเสื่อมคลาย
หลังจากที่ยืนเงียบอยู่เป็นเวลานาน ชายหนุ่มก็ได้สติอีกครั้งหนึ่ง
เขาสูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วพูดขึ้นมา “ไปกันเถอะ กลับไปยังดาวเคราะห์สีน้ำเงินกัน!”
สิ้นเสียง…
มังกรเทียมรถทั้งห้าตนก็เงยหัวขึ้นพร้อม ๆ กัน รถเริ่มเคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่มากขึ้น เพื่อมุ่งหน้าเข้าใกล้ดาวเคราะห์สีน้ำเงิน
ยิ่งพวกเขาเข้าใกล้ปลายทางเท่าไหร่ ความรู้สึกและอารมณ์มากมายก็ปะทุขึ้นมาในใจฉู่โม่วมากขึ้นเท่านั้น
ยามที่รถฝ่าชั้นบรรยากาศของดาวเคราะห์สีน้ำเงิน และเข้ามาอยู่ในน่านฟ้าของดาวดวงนี้โดยสมบูรณ์ เขาก็ไม่อาจจะยับยั้งอารมณ์ต่าง ๆ ได้อีกต่อไป สังเกตได้จากความตื่นเต้นบนใบหน้าของเขาเอง
“ฉันกลับมาถึงบ้านแล้ว!”
ฉู่โม่วพึมพำกับตนเอง
…
ดาวเคราะห์สีน้ำเงิน
สุดยอดฐานจงไห่
ภายในโถงราชันย์เทพยุทธ์ ราชันย์เทพยุทธ์ชิงชางกำลังพูดคุยกับราชันย์เทพยุทธ์คนอื่น ๆ อีกหลายคน ในหัวข้อการพัฒนาสุดยอดฐานจงไห่ให้ดียิ่งขึ้นไปอีก
ตั้งแต่ผ่านการต่อสู้ที่แนวป้องกันชายฝั่งทะเลมา ฉู่โม่วก็ได้ตั้งเกาะแห่งอนุสรณ์เพื่อป้องกันสัตว์อสูรที่แข็งแกร่ง ไม่ให้เข้ามายังชายฝั่งได้โดยไม่ได้รับอนุญาต มันทำให้เหล่าสัตว์อสูรในมหาสมุทรไม่กล้าที่จะเข้ามาโจมตีเอง ด้วยเหตุนี้ มนุษยชาติจึงสามารถถอนกำลังผู้ปลุกพลังที่ต้องคอยดูแลแนวชายฝั่งจำนวนมากกลับมายังบ้านเกิดของพวกเขาได้
ณ ดินแดนที่หนาวเหน็บทางตอนเหนือ ทุ่งหญ้าในฝั่งตะวันตกและหุบเขาในฝั่งภาคใต้ มีผู้ปลุกพลังปรากฏตัวอยู่ในทุกที่ พวกเขากำจัดสัตว์อสูรในละแวกนั้นแล้วทวงคืนที่อยู่อาศัยคืนมาอย่างต่อเนื่อง หรือไม่ก็ตามหารอยแยกมิติเพื่อเข้าไปสำรวจเผื่อว่าจะเจอที่อยู่อาศัยเพิ่มเติมที่สามารถย้ายคนไปอยู่ได้
ในการสำรวจพื้นที่ใหม่เพื่อพัฒนาเป็นแหล่งที่อยู่นั้น มนุษย์ได้ประโยชน์เป็นอย่างมาก พวกเขาเจอรอยแยกมิติใหม่ ๆ มากมาย และได้มาซึ่งทรัพยากรการฝึกฝนจำนวนมากจากมิติเหล่านั้น มันทำให้ในเวลาอันสั้น ความแข็งแกร่งของพวกเขาก็เพิ่มขึ้นอย่างน้อย ๆ หนึ่งขั้น
เรื่องนี้ควรค่าแก่การจับตามอง…
ระหว่างช่วงเวลาที่ผ่านมา มนุษยชาติบนโลกได้ครอบครองเทคโนโลยีการเคลื่อนย้ายระยะไกลไว้โดยสมบูรณ์ แท่นเคลื่อนย้ายถูกติดตั้งไว้ในสุดยอดฐานทั้งสิบ ฐานขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก เพื่อที่หากมีฐานใดพบเจอวิกฤต เหล่าผู้แข็งแกร่งก็จะสามารถเข้าไปช่วยได้อย่างทันท่วงที
นอกจากนี้ ในพื้นที่ที่ผู้ปลุกพลังได้กระจายตัวไป ยังพบการเกิดของฝูงสัตว์อสูรได้เป็นจำนวนน้อยมากอีกด้วย ดังนั้นมนุษย์จึงสามารถก่อตั้งฐานสำหรับอยู่อาศัยได้มากมายหลายแห่งและพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะงั้นจึงถือว่า ในช่วงเวลาอันสั้น มนุษยชาติได้เติบใหญ่ขึ้นอย่างมหาศาลจนเป็นประวัติกาลเลยทีเดียว
ทุก ๆ คนรู้…
ว่ามันเป็นเพราะฉู่โม่ว ที่ได้สร้างโอกาสอันมากมายนับไม่ถ้วนนี้ให้กับทุกคนบนดาวเคราะห์สีน้ำเงิน
ใช่แล้ว…
ภายในสุดยอดฐานจงไห่หรือหลาย ๆ ฐาน พวกเขาจะสร้างอนุสาวรีย์หินเพื่อรำลึกถึงฉู่โม่วในฐานะผู้ที่สร้างประโยชน์สูงสุดให้แก่มนุษยชาติ
โดยเฉพาะในวันที่เขาได้เปลี่ยนโชคชะตาของมนุษยชาติทั้งหมดในมหาสงครามครั้งก่อน …เทศกาลเริ่มต้นใหม่และการสรรเสริญคุณงามความดีของชายหนุ่ม
และในตอนนี้
คือตอนที่เทศกาลเริ่มต้นใหม่กำลังใกล้เข้ามา
ราชันย์เทพยุทธ์ชิงชางจึงปรึกษากับคนอื่น ๆ ว่าจะจัดเทศกาลเริ่มต้นใหม่ปีนี้อย่างไรดี
ในขณะที่พวกเขากำลังปรึกษากันอยู่นั้นเอง ราชันย์เทพยุทธ์ชิงชางก็สัมผัสได้ถึงบางสิ่งบางอย่าง สีหน้าของเขาจึงเปลี่ยนไปในบัดดล