ระบบกลืนกินพรสวรรค์ - บทที่ 612 มนุษยชาติบนดาวเคราะห์สีน้ำเงินตกตะลึง
บทที่ 612 มนุษยชาติบนดาวเคราะห์สีน้ำเงินตกตะลึง
“ท่านราชันย์เทพยุทธ์ชิงชาง เกิดอะไรขึ้นงั้นเหรอครับ?”
ราชันย์เทพยุทธ์คนหนึ่งหันมองท่าทีของราชันย์เทพยุทธ์ชิงชางที่เปลี่ยนแปลงไป ก่อนจะถามด้วยความสงสัย
ทว่าตอนนั้นเอง คำตอบก็ประจักษ์แก่ความรู้สึกของทุกคน
นั่นเพราะ… พวกเขาเองก็เริ่มสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายประหลาดบางอย่าง
“นี่มัน…”
“ดูเหมือนจะมีบางสิ่งบางอย่างฝ่าน่านฟ้าเข้ามานะครับ!”
สีหน้าของราชันย์เทพยุทธ์ทุกคนเปลี่ยนไป
และในยามที่พูดจบ
ครืน!
กรรร!
เสียงคำรามก็ดังกึกก้องกังวานฟ้า เสียงนั้นแผ่ขยายไปไกล ไม่นานนักหลังจากเสียงดังกล่าวก็เงียบลง แสงสีขาวพลันปรากฏขึ้น แสงดังกล่าวถูกห่อหุ้มด้วยห้วงพลังที่ไม่อาจบรรยายได้พร้อมทั้งปลดปล่อยพลังออกมาอยู่ตลอดเวลา คลื่นนั้นเหมือนคลื่นน้ำที่สั่นสะเทือนบรรยากาศ ใครก็ตามที่ได้เห็นต่างก็หวาดกลัวกันหมด
ผู้คนมากมายรับรู้ได้ถึงกลิ่นอาย ซึ่งมันทำให้เหล่าราชันย์เทพยุทธ์และผู้ปลุกพลังคนอื่น ๆ ต่างเปลี่ยนสีหน้ากันหมด พวกเขาทะยานขึ้นจากฟ้าตาม ๆ กัน กลายเป็นกลุ่มแสงและพุ่งขึ้นไปตรวจดูเบื้องบน
ยามที่ได้กวาดตามองไปบนฟากฟ้า
สีหน้าของพวกเขาก็ต้องตกตะลึง เบื้องบนนี้ กลิ่นอายที่สัมผัสได้มันน่ากลัวและลึกล้ำเสียยิ่งกว่าข้างล่างเสียอีก ถึงแม้ว่ามันจะถูกปิดกั้นไว้บ้างแล้ว แต่ก็ยังทรงพลัง ภายใต้การรับรู้ของแต่ละคน กลิ่นอายนี้น่าจะแผ่กระจายไปทั่วอวกาศแล้ว เสมือนกับมหาสมุทรที่ไม่สามารถหยั่งวัดได้
“นั่นมัน… อะไรกันแน่!”
“เกิดอะไรขึ้นบนนี้กัน ทำไมถึงรู้สึกกลัวขนาดนี้?!”
“งงไปหมด ความแข็งแกร่งระดับนี้… อย่างกับกำลังจะมีหายนะเกิดขึ้นเลยอย่างงั้นแหละ!”
“หรือว่าจะเป็นศัตรูที่แข็งแกร่งจากอวกาศ พวกมันมารุกรานดาวเคราะห์ของเราเหรอ!?”
สีหน้าของราชันย์เทพยุทธ์หลายคนเองก็เปลี่ยนไปเช่นกัน เขารีบติดต่อหากันผ่านช่องทางสื่อสารส่วนตัว
และที่วิหารราชันย์เทพยุทธ์นั้นเอง
ราชันย์เทพยุทธ์ชิงชางก็ได้ออกคำสั่งขึ้นมา ณ จังหวะนั้น “ส่งต่อคำสั่งของฉัน ให้สุดยอดฐานจงไห่เข้าสู่สภาวะรับมือสงครามโดยทันที! เปิดใช้ค่ายมนตราอย่างเต็มกำลังให้เร็วที่สุด! ผู้ปลุกพลังที่มีพลังระดับราชันย์เทพยุทธ์ขึ้นไป ตามฉันมาเพื่อไปตรวจสอบสถานการณ์ฝั่งศัตรู!”
สิ้นเสียง… ทั่วทั้งร่างของเขาก็ปลดปล่อยพลังอณูแห่งชีวิตออกมา เขากลายเป็นลำแสงและทะยานขึ้นไปบนเมฆ มองสิ่งที่อยู่บนฟากฟ้า ก่อนจะต้องขมวดคิ้ว
ไม่เพียงแต่ราชันย์เทพยุทธ์จากสุดยอดฐานจงไห่เท่านั้น แต่ยังมีราชันย์เทพยุทธ์จากสุดยอดฐานอื่น ๆ ที่สัมผัสได้ถึงคลื่นพลังนี้ ต่างก็มุ่งหน้ามายังน่านฟ้าของสุดยอดฐานแห่งนี้ผ่านแท่นเคลื่อนย้ายด้วย
“ท่านชิงชาง เกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
ราชันย์เทพยุทธ์ชิงหงที่เพิ่งเคลื่อนย้ายมาจากสุดยอดฐานตี้จิงรีบถามทันที
“ฉันเองก็ไม่รู้เช่นกัน สิ่งที่รับรู้ได้ มีเพียงกลิ่นอายที่น่าสะพรึงกลัวจากฟากฟ้าเท่านั้น จึงรีบมาที่นี่”
ราชันย์เทพยุทธ์ชิงชางหันไปตอบด้วยสีหน้าตึงเครียด
ขณะนั้นผู้ปลุกพลังคนอื่น ๆ ต่างก็กำลังวิเคราะห์สถานการณ์กันด้วยเสียงเบา พวกเขาต่างก็มีสีหน้ากังวล
ณ ตอนนี้ มนุษยชาติเพิ่งจะก้าวข้ามผ่านการรุกรานของสัตว์อสูรบนโลกมาได้ และมันกำลังเป็นช่วงที่เข้าสู่การพัฒนาอย่างรวดเร็วแท้ ๆ
อย่างไรก็ตาม จู่ ๆ สิ่งนี้ก็บังเกิดขึ้นมา มันทำให้พวกเขารู้สึกกระวนกระวายใจกันไม่น้อยเลย
ในยามที่แหงนหน้ามองไปยังท้องฟ้าด้วยความกังวลใจนั้นเอง
ทันใดนั้น
กรรรรร!!
เสียงของมังกรคำรามก็ดังกึกก้องฟ้า
จังหวะที่เสียงคำรามนั้นก้องกังวาน ร่างของมังกรยักษ์ทั้งห้าตัวก็ปรากฏขึ้นมา แต่ละตัวมีความยาวกว่าพันเมตร ร่างกายที่ใหญ่โตนั้นจับจองท้องฟ้าและบดบังอำนาจแสงสุริยัน ราวกับว่าเป็นมหาภูผาที่พุ่งข้ามมิติอวกาศ พุ่งลงมาอย่างรวดเร็ว
ด้านหลังมังกรทั้งห้าตัว รถคันงามถูกลากลงมาด้วย รถที่ถูกประดับตกแต่งให้สวยงามควบคู่ไปด้วยการผสมผสานของพลังแห่งแสงสวรรค์อันน่าตื่นตาตื่นใจ
ภายในรถเผยให้เห็นสาวรับใช้ในชุดชาววัง แต่ละคนถือตะกร้าดอกไม้และข้าวของเครื่องใช้ พร้อมทั้งปลดปล่อยกลิ่นอายที่แข็งแกร่งออกมา ที่ด้านข้างทั้งสองฝั่งมีนักรบชุดเกราะทองคำที่กำลังขี่สัตว์อสูรหน้าตาประหลาด พวกเขาเต็มไปด้วยความแข็งแกร่งและกลิ่นคาวเลือด พลังอันแข็งแกร่งประดุจภูเขาไฟระเบิด ปลดปล่อยความน่าเกรงขามออกมาไม่รู้จักจบสิ้น
“นี่มัน… อะไรกัน!”
“เฮือก!?”
“ห้ามังกรยักษ์กำลังลากรถ! นี่มันยิ่งใหญ่จริง ๆ!”
“ฉันสัมผัสได้เลยว่า มังกรพวกนี้แข็งแกร่งกว่าพวกเราเสียอีก!? เผลอ ๆ แค่พวกมันเพียงตัวเดียวก็มากพอจะทำลายทั้งโลกได้แล้ว…ทว่ากลับมีหน้าที่เพียงแค่ลากรถมางั้นเหรอ? ถ้างั้น…ใครอยู่ในนั้นกัน!”
“รถคันนี้มาจากที่ไหน? ทำไมจู่ ๆ ถึงมายังดาวเคราะห์สีน้ำเงิน?”
ราชันย์เทพยุทธ์ทั้งหมดต่างเห็นชัด พวกเขาพลันรู้สึกกังวล หัวใจของทุกคนต่างสั่นสะท้านกับสถานการณ์เช่นนี้
รถที่จู่ ๆ ก็ปรากฏลงมาบนดาวเคราะห์สีน้ำเงิน ไม่ว่าจะด้วยสาวใช้หรือผู้ปลุกพลังที่อยู่ในฐานะผู้ติดตาม พวกเขาก็มีกลิ่นอายที่ทรงพลังและน่ากลัว ต่อให้พวกเขาเหล่านี้จะมีความแข็งแกร่งอยู่ที่มหาราชันย์เทพยุทธ์เช่นเดียวกับราชันย์เทพยุทธ์ชิงหง พวกเขาก็มีความแข็งแกร่งที่ลึกล้ำกว่า แต่ละคนต่างปลดปล่อยกลิ่นอายที่ยิ่งใหญ่ราวกับว่าเป็นเทือกเขา และมันทำให้คนที่รับรู้ได้ถึงกลิ่นอายนี้หายใจกันไม่ออกเลยทีเดียว
ณ เวลานี้…
ราชันย์เทพยุทธ์ทุกคนต่างพูดอะไรไม่ออก พวกเขางุนงงและสับสน โดยเฉพาะสีหน้าของพวกเขาซีดเผือดไม่ต่างอะไรกับผ้าขาวเลย!
ทั้ง ๆ ที่พวกเขาถือเป็นจุดสูงสุดของดาวเคราะห์สีน้ำเงินนี้แล้วแท้ ๆ เป็นความคาดหวังของเหล่าผู้คนที่แหงนหน้ามองขึ้นมา ทว่ายามที่ต้องเผชิญหน้ากับรถลึกลับคันนี้ พวกเขากลับรู้สึกว่าตนเองเป็นเพียงมดตัวน้อยไม่สามารถต้านทานอะไรได้เลย และไม่กล้าที่จะเข้าโจมตีก่อนด้วย
‘พวกนั้นเป็นใครกันแน่ แล้วมาที่ดาวเคราะห์สีน้ำเงินนี้ทำไม!’
ทุกคนอดที่จะคิดอยู่ในใจไม่ได้
ตลอดระยะเวลาสองร้อยกว่าปีที่ต้องรับมือกับสัตว์อสูร ในที่สุดพวกเขาก็สามารถพบเจอช่วงเวลาที่สงบสุขได้เสียที พวกเขาควรจะได้พัฒนาและเสริมความแข็งแกร่งของเผ่าพันธุ์ให้สูงขึ้น ณ ตอนนี้แท้ ๆ!
ทว่าการมาของอีกฝ่าย ทำให้มนุษย์ได้รับรู้ถึงกลิ่นอายของการสูญพันธุ์อีกรอบหนึ่ง
พวกเขาหวาดกลัว กลัวว่าอีกฝ่ายจะไม่ใจดีกับพวกตน
ครืน!
ตอนนั้นเอง มังกรยักษ์ที่ทรงพลังทั้งห้าตัวได้ดิ่งลงมายังดาวเคราะห์สีน้ำเงิน กลิ่นอายแห่งความน่ากลัวของพวกมันยิ่งใหญ่ประดุจดวงอาทิตย์เข้าปกคลุมไปเกือบครึ่งดาวแล้ว และผู้คนอีกจำนวนนับไม่ถ้วนก็เริ่มสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายนี้
ทั่วทั้งดาวเคราะห์สีน้ำเงิน ไม่ว่าจะเป็นสุดยอดฐานจงไห่หรือฐานหลัก ๆ ฐานอื่น เกือบจะทุกคนต่างหันหน้าขึ้นมามองบนฟากฟ้า และตกตะลึงไปกับมังกรยักษ์ทั้งห้าตัวที่กำลังลากรถอยู่
ท้ายที่สุด
ภายใต้แววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวของทุกคน รถคันหรูก็ค่อย ๆ หยุดลงอยู่เหนือพื้นดินราว ๆ พันกิโลเมตร
“มาแล้ว!”
ทันทีที่รถคันดังกล่าวหยุดลง ทั่วทั้งดาวเคราะห์สีน้ำเงินก็ราวกับไร้ซึ่งเสียงหายใจ สีหน้าของทุกคนที่จับจ้องมานั้นเปี่ยมไปด้วยความหวาดระแวง เลือดในกายและพลังปราณของเขาพลุ่งพล่านจนถึงขีดสุด
แม้จะรู้อยู่แล้วว่าความแข็งแกร่งของอีกฝ่ายไม่ใช่สิ่งที่ตนสามารถเทียบชั้นได้ พวกเขาไม่มีทางต่อต้านใด ๆ ได้ แต่ก็ไม่อาจจะยอมโอนอ่อนให้ได้เช่นกัน
หากอีกฝ่ายมาอย่างไม่เป็นมิตร พวกเขาทุกคนจะต้องสู้อย่างสุดความสามารถ แม้จะตัวตายก็ขอให้ได้ตายอย่างสมเกียรติ!
“ที่นี่คือดาวบ้านเกิดของท่านฉู่เหรอครับ?”
ทูตนักรบคนหนึ่งหันมองเหล่าผู้ปลุกพลังที่มาห้อมล้อมเบื้องล่าง ก่อนจะถามอย่างสงสัย
คำถามนั้นทำให้ทูตนักรบคนอื่น ๆ รวมถึงรองหัวหน้ากลุ่มทูตนักรบต่างพากันสงสัยตามไปด้วย
พวกเขารับรู้ได้ว่าความแข็งแกร่งของผู้ที่อยู่เบื้องล่างนั้นไม่ได้แข็งแกร่งอะไรในสายตาพวกเขา ระดับสูงสุดก็มีเพียงขั้นปลายของเก้าขั้นแห่งการเปลี่ยนแปลงเท่านั้น
สิ่งนี้หมายถึงการฝึกฝนวรยุทธ์บนดวงดาวแห่งนี้ ไม่ได้เจริญรุ่งเรืองเหมือนดาวดวงอื่น ๆ
อย่างไรก็ตาม…
ทั้ง ๆ ที่เป็นดวงดาวที่การฝึกฝนวรยุทธ์เป็นไปได้อย่างไม่เต็มที่ขนาดนี้แท้ ๆ แต่กลับมีอัจฉริยะไร้ที่ติอย่างฉู่โม่วเกิดขึ้นมาได้งั้นเหรอ?
ทุกคนรู้สึกเหลือเชื่อ …หากไม่ใช่ว่าฉู่โม่วยืนยันด้วยตนเองว่าพวกตนมาถูกที่แล้ว คนอื่น ๆ ภายในรถอาจจะคิดว่าพวกตนมาผิดที่ก็เป็นได้
“เอาละ ๆ อย่าเพิ่งพูดอะไรตอนนี้เลย ท่านผู้นั้นเตรียมจะออกมาแล้ว พวกนายรอตรงนี้ เตรียมตัวให้พร้อม คอยดูสถานการณ์ไว้ให้ดี!”
ตอนนั้นเอง…
เสียงของผู้ตรวจการโจวก็ดังขึ้นมา
ทูตนักรบหลาย ๆ คนรวมถึงรองหัวหน้าหน่วยก็รีบกลับสู่ท่าทีเคร่งขรึมทันที
พวกเขาลงไปตรวจดูบริเวณใกล้เคียงของรถอย่างถี่ถ้วน กระจัดกระจายกันไปเป็นรูปขบวนและตั้งท่ารอรับการปะทะหากมีศัตรูบุกเข้ามา
พลันเมื่อพวกเขาปลดปล่อยกลิ่นอายแห่งความแข็งแกร่งออกมา ความน่ากลัวก็ปกคลุมผืนโลกทั้งหมด มันห่อหุ้มผืนฟ้าราวกับเป็นแสงจากตะวันยักษ์ที่ไร้รูปร่าง ระเบิดกลิ่นอายของความตายให้ทุกคนได้สยบและถอยหนี
เทวะยุทธ์!?
กลิ่นอายและรูปลักษณ์ของคนเหล่านี้ ทำให้ราชันย์เทพยุทธ์ชิงหงและคนอื่น ๆ สัมผัสความกดดันได้ทันที พลังปราณและอณูแห่งชีวิตในร่างของพวกเขาเกือบจะไม่สามารถควบคุมได้ ราวกับร่างของตนจะระเบิดออก
พวกเขามองไปยังกลุ่มคนที่แข็งแกร่งเบื้องหน้านี้ด้วยความหวาดระวัง
ขณะเดียวกัน เหล่าผู้ที่มองขึ้นมาจากสุดยอดฐานจงไห่ที่อยู่เบื้องล่าง
ผู้คนมากมายนับไม่ถ้วนล้วนมองมายังภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจนี้ ทว่าด้วยภาพลักษณ์และรูปร่างของนักรบเกราะทองคำที่นั่งอยู่บนหลังของสัตว์อสูรหน้าตาประหลาด มันก็ทำให้พวกเขารู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาพร้อม ๆ กันด้วย แต่ละคนต่างจับอาวุธในมือให้มั่น
ตัวตนของสิ่งที่อยู่บนฟากฟ้านี้ อยู่เหนือเกินกว่าจินตนาการของพวกเขาไปมากนัก
“สวรรค์!”
“พวกนั้นเป็นสวรรค์อย่างแท้จริงแน่ ๆ!”
“ความแข็งแกร่งนั่น ต่อให้เป็นบรรพบุรุษบนดวงดาวของพวกเราก็ไม่อาจจะทัดเทียมได้! เผลอ ๆ พวกนี้อาจจะแข็งแกร่งในระดับเทวะยุทธ์กันแล้วด้วยซ้ำ! ทุกคนที่มากับรถคันนั้น ต่างอยู่ในระดับเทวะยุทธ์กันหมด!”
เมื่อตระหนักรับรู้ได้ถึงความแข็งแกร่งของอีกฝ่าย มหาราชันย์เทพยุทธ์ชิงหงก็อดไม่ได้ที่จะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่หวาดกลัว