ระบบกลืนกินพรสวรรค์ - บทที่ 614 การรวมตัวหลังแยกจากอย่างยาวนาน สหายเก่ากลับมาพบกันอีกครั้ง
- Home
- ระบบกลืนกินพรสวรรค์
- บทที่ 614 การรวมตัวหลังแยกจากอย่างยาวนาน สหายเก่ากลับมาพบกันอีกครั้ง
บทที่ 614 การรวมตัวหลังแยกจากอย่างยาวนาน สหายเก่ากลับมาพบกันอีกครั้ง
ภายในสุดยอดฐานจงไห่ ตำหนักราชันย์เทพยุทธ์
ฉู่โม่วและราชันย์เทพยุทธ์ชิงชางกำลังนั่งคุยกันอยู่ในโถงหลักของวิหาร
ที่ทั้งสองฝั่งโถง มีทั้งราชันย์เทพยุทธ์จากสุดยอดฐานจงไห่และราชันย์เทพยุทธ์จากทั่วทั้งดาวเคราะห์สีน้ำเงินเกือบจะทั้งหมด ยกเว้นแต่คนที่ยังฝึกฝนอยู่แล้วยังมาไม่ถึงเท่านั้น คนอื่น ๆ ไม่มีใครพลาดโอกาสที่ดีเช่นนี้อย่างแน่นอน
ผู้ปลุกพลังร่วมสองถึงสามร้อยคนต่างพากันมารวมตัวกัน มันทำให้โถงวิหารราชันย์เทพยุทธ์ที่เคยกว้างขวาง ดูจะคับแคบขึ้นมาเล็กน้อย ถึงแม้ว่าจะมีผู้คนมากมายมารวมตัวกันในวันนี้ แต่พวกเขาก็ไม่ได้รู้สึกตะขิดตะขวงใจอะไรกัน กลับกันพวกเขาต่างสามัคคีจ้องมองชายหนุ่มด้วยอารมณ์ที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็นเคารพ ยกย่อง หรือแม้แต่ตกตะลึง
ฉู่โม่ว!
ราชันย์เทพยุทธ์กลืนกินสวรรค์!
เกียรติยศแห่งดาวเคราะห์สีน้ำเงิน!
ภายหลังจากที่เขาไปจากดาวเคราะห์สีน้ำเงินแล้ว วีรกรรมของชายผู้นี้กลายเป็นเรื่องเล่าขาน ผู้คนมากมายรู้จักและจดจำเรื่องของเขาได้ แต่ไม่มีโอกาสได้พบเจอ ดังนั้นในยามที่ฉู่โม่วกลับมายังกาแล็กซีที่เขาจากไปแล้ว มันเลยทำให้ผู้คนเหล่านี้ล้วนตื่นเต้น พวกเขาอยากจะรู้จักเขา อยากจะฟังเรื่องราวของเขาที่ได้ท่องไปในห้วงอวกาศอันกว้างใหญ่
อย่างไรก็ตาม ชายหนุ่มกลับไม่ได้อยากจะทำเช่นนั้น เขาเพียงแค่เล่าเรื่องสารทุกข์สุกดิบเพียงเล็กน้อยแล้วจากไป
มีเพียงผู้ติดตามอย่างเฉินต้าวซวีเท่านั้นที่ยังอยู่ มันเลยทำให้ผู้คนในโถงขนาดใหญ่เข้ามาถามเรื่องราวจักรวาลอันกว้างใหญ่กับเขาแทน
พูดกันตามตรง การที่ฉู่โม่วขอตัวไปก่อนเช่นนี้ มันก็ไม่ใช่มารยาทที่ดีนัก แต่ทุก ๆ คนรวมถึงราชันย์เทพยุทธ์ชิงชางเองก็สามารถเข้าใจการกระทำนี้ของเขาได้ ชายหนุ่มจากดาวเคราะห์สีน้ำเงินดวงนี้มานานมากแล้ว ในยามที่เขากลับมา มันย่อมเป็นธรรมชาติที่เขาอยากจะกลับไปหาคนที่เขาอยากจะเจอมากที่สุด
ทุกคนทำความเคารพราชันย์เทพยุทธ์กลืนกินสวรรค์ในตำนานของดาวดวงนี้จากใจจริง
หลังจากที่ฉู่โม่วออกไปแล้ว ผู้คนภายในโถงก็หันกลับมาให้ความสนใจกับเฉินต้าวซวีแทน พวกเขาพากันถามเกี่ยวกับเรื่องราวต่าง ๆ ในอวกาศ แน่นอนว่าสิ่งที่กลายเป็นประเด็นให้ถามมากที่สุด ก็คือสิ่งที่ฉู่โม่วได้กระทำลงไประหว่างที่เขาไม่อยู่ในดาวเคราะห์สีน้ำเงิน เหตุใดเขาจึงได้รับสถานะสูงส่งเช่นนี้กลับมาด้วย
เฉินต้าวซวีไม่ได้ปิดบังอะไรทั้งนั้น เขารู้ดีว่าคนเหล่านี้เป็นพันธมิตรกับฉู่โม่ว เพราะงั้นเขาจึงเล่าเรื่องทั้งหมดออกไป
“ท่านฉู่เคยเล่าให้ฟังน่ะครับ ว่าจุดเริ่มต้นของเขานั้นอยู่ในหอคอยท้าดารกะ ในตอนนั้นเขาเพิ่งจะออกจากดาวเคราะห์สีน้ำเงินและเดินทางเข้าสู่ดาวเคราะห์สีเงิน ภายหลังจากเรียนรู้เกี่ยวกับเครือข่ายโลกเสมือนจริงเป็นครั้งแรกแล้ว เขาก็เริ่มสร้างปรากฏการณ์ทันทีด้วยการแสดงศักยภาพความแข็งแกร่ง พรสวรรค์ที่เหนือชั้น เอาชนะบททดสอบในหอคอยท้าดารกะอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งตนเองสามารถไต่อันดับขึ้นมาได้สูง จากนั้นก็กลายเป็นผู้มีชื่อเสียงและมีผู้คนมากมายรู้จักครับ”
“…หลังจากนั้น ท่านฉู่ก็ได้รับคำแนะนำจากเทวะยุทธ์อวิ่นซานแห่งเมืองใหญ่วสันตฤดู เพื่อให้เข้าร่วมกับหอเพลิงโหม สิ่งนี้ค่อนข้างจะสำคัญมาก ๆ เลยครับ เพราะมันทำให้ท่านฉู่กลายเป็นที่รู้จักไปทั่วทั้งจักรวาลเลย!”
“เขาสยบเผ่าพันธุ์ที่ยิ่งใหญ่ทุกเผ่าพันธุ์ในจักรวาลที่เติบโตมาอย่างยาวนาน และกลายเป็นอันดับหนึ่งบนศิลาต้นกำเนิด!”
“ก่อนที่จะเข้าไปในเขตแดนลับกลืนดารา เขาก็ได้สังหารความภาคภูมิใจลำดับสองแห่งเผ่าพันธุ์มนุษย์วิหคได้ด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว จากนั้นก็ได้บรรลุขั้นเทียมเทพในเขตแดนลับ ภายหลังจากที่ออกจากโถงบรรพชนมาแล้ว เขาก็ยังสังหารความภาคภูมิใจลำดับหนึ่งของเผ่าพันธุ์มนุษย์วิหคและขจัดเหล่าผู้สืบทอดพลังทั้งหมดของเผ่าพันธุ์นี้…”
เรื่องราวมากมายถูกเล่าผ่านปากของเฉินต้าวซวีทีละเรื่อง ๆ และแต่ละเรื่องล้วนมีคุณค่าเสมือนสมบัติของมนุษยชาติ
ถึงแม้ว่าฉู่โม่วจะไม่ค่อยได้สร้างคุณงามความดีอะไร แต่ทุกเรื่องล้วนแต่เป็นสิ่งที่สามารถสั่นสะเทือนโลกได้เลย ดังนั้นพวกเขาทุกคนจึงพากันร้องอุทานออกมากันอยู่ตลอดเวลาที่ได้ยินเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่นี้
การขึ้นเป็นลำดับที่หนึ่งในศิลาต้นกำเนิด สยบทุกเผ่าพันธุ์ที่ยิ่งใหญ่ในจักรวาลที่เติบโตกันมาตั้งแต่บรรพกาลจนถึงปัจจุบัน เพียงแค่สองสิ่งนี้ก็มากพอที่จะทำให้ชื่อของมนุษยชาติเปล่งประกายประดุจแสงดาวไปตลอดกาลแล้ว!
ไหนจะยังสังหารผู้ยิ่งใหญ่ลำดับหนึ่งของเผ่าพันธุ์มนุษย์วิหคอีก หรือจะเป็นการสังหารเหล่าผู้สืบทอดด้วย!
วางแผนกับบรรพชนแห่งมนุษยชาติ รวมหัวกันเพื่อสังหารมหาเทวะยุทธ์ของอีกฝ่าย!
…
ยิ่งเล่าก็ยิ่งตกใจ ยิ่งตกใจก็ยิ่งตื่นเต้นมากขึ้น
“ฉันไม่คิดเลยว่าราชันย์เทพยุทธ์กลืนกินสวรรค์จะประสบความสำเร็จและกลายเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงไปทั่วทั้งจักรวาลเช่นนี้!”
“ดูเหมือนว่าทั้งความแข็งแกร่งและพรสวรรค์ของราชันย์เทพยุทธ์กลืนกินสวรรค์นั้นจะเหนือเกินกว่าที่ดาวเคราะห์สีน้ำเงินของพวกเราจะรองรับเขาไหวจริง ๆ จักรวาลเนี่ยแหละ คือสถานที่ที่เหมาะสมกับเขามากที่สุด!”
“น่ากลัวจริง ๆ ไม่อยากจะเชื่อเลย!”
“การสังหารผู้ยิ่งใหญ่และกวาดล้างผู้สืบทอดของเผ่าพันธุ์อื่นนั้นถือเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อมาก ๆ!”
“สังหารได้แม้กระทั่งมหาเทวะยุทธ์ มหาเทวะยุทธ์เลยนะ! ความแข็งแกร่งของเขามันพร้อมจะเขย่าจักรวาลได้ทุกครั้งที่ลงมือทำอะไรสักอย่างเลยจริง ๆ กล้ามากที่จะใช้ตนเองเป็นเหยื่อล่อ ถ้าเป็นฉันละก็ คงจะไม่มีความกล้าระดับนั้นแหง เผลอ ๆ อาจจะกลัวหัวหดตั้งแต่รู้ว่าศัตรูเป็นมหาเทวะยุทธ์แล้ว คงได้วิ่งหนีหัวซุกหัวซุนแน่!”
“นายมันก็แค่ราชันย์เทพยุทธ์ทั่ว ๆ ไป แต่ราชันย์เทพยุทธ์กลืนกินสวรรค์นั้นเป็นผู้ที่รู้จักโดยผู้คนนับไม่ถ้วนเลยนะ!”
“ใช่! พูดแล้วก็ยังรู้สึกหนักใจกับตัวเองเหมือนกัน!”
“มันไม่ใช่ครั้งแรกที่ฉันรู้สึกได้ถึงความห่างชั้นระหว่างพวกเรากับเขาคนนั้นหรอกนะ พอมาลองคิดดูดี ๆ แล้ว ราชันย์เทพยุทธ์กลืนกินสวรรค์น่ะ มักจะก้าวนำพวกเราอยู่เสมอตั้งแต่อายุยังน้อย ทั้ง ๆ ที่ฉันอายุมากกว่าเขาก็ตั้งมาก แต่ฉันยังเป็นเพียงราชันย์เทพยุทธ์อยู่ คิดไม่ออกเลยว่ากว่าจะหลุดไปถึงมหาราชันย์เทพยุทธ์ได้ จะยังต้องใช้เวลาอีกเท่าไหร่!”
หลาย ๆ คนเริ่มตระหนักได้ถึงความยิ่งใหญ่นี้
แต่พวกเขาก็ไม่ได้อิจฉาฉู่โม่วแต่อย่างใด กลับกัน พวกเขากลับชื่นชม!
อย่างไรเสีย อีกฝ่ายก็ถือว่าอยู่เหนือการคาดการณ์ของพวกเขาไปเยอะมากแล้ว
เมื่อใครคนหนึ่งสามารถอยู่เหนือการคาดคิดไปได้ไกลเกินเอื้อม พวกเขาจะไม่รู้สึกอิจฉา แต่จะพากันสรรเสริญและกล่าวขานนาม
เช่นเดียวกับที่ฉู่โม่วได้รับในตอนนี้
ผ่านไปพักใหญ่ ๆ
ทุกคนเงียบลง และตกตะลึงกับสิ่งที่ราชันย์เทพยุทธ์กลืนกินสวรรค์ของพวกเขาได้กระทำไว้ ทำให้วิหารขนาดใหญ่พลอยตกอยู่ในความสงบไปด้วย
หลังจากนั้น จนกระทั่งทุกคนได้สติกันครบถ้วน
พวกเขาก็เริ่มไถ่ถามเกี่ยวกับสิ่งอื่น ๆ ในจักรวาลอย่างต่อเนื่อง และเฉินต้าวซวีที่เป็นผู้ถูกถามก็ยอมตอบทุกอย่างโดยไม่รู้จักเหนื่อยหน่าย
…
อีกฟากหนึ่ง
ฉู่โม่วได้เดินทางกลับมายังคฤหาสน์ของเขาในสุดยอดฐานจงไห่เรียบร้อยแล้ว
ทันทีที่เขาเดินเข้าไปด้านใน ก็พบว่าทุกสิ่งทุกอย่างภายในบ้านยังคงอยู่ที่เดิมเหมือนวันที่ตนจากไป และมันก็ทำให้หัวใจรับรู้ได้ถึงความรู้สึกที่คุ้นเคยขึ้นมาด้วย
“ซีเวย ฉันกลับมาแล้ว!”
กลิ่นอายที่คุ้นเคยลอยออกมาจากห้องสงบเงียบห้องหนึ่งภายในบ้าน และเขาเองก็อดไม่ได้ที่จะตะโกนเรียกหาเจ้าของกลิ่นอายไปด้วย
ภายในห้องที่เงียบสงบ
เฉินซีเวยกำลังฝึกฝน ร่างกายของเธอยังคงไว้ซึ่งความงดงามกว่าสิ่งใด ใบหน้าที่ปราศจากริ้วรอยนั้นดูบริสุทธิ์ผุดผ่องเสมือนเพชรเม็ดงามที่ไม่มีวันเสื่อมสลาย แต่อาจจะเป็นเพราะเธอกำลังอยู่ในช่วงฝึกฝน มันเลยทำให้สีหน้าของเธอดูจะเยือกเย็นอยู่เล็กน้อย ทั่วทั้งร่างเสมือนว่าเป็นนางฟ้าท่ามกลางมวลมนุษย์ มันวิเศษและน่าหลงใหลยามได้มอง
ตอนนั้นเอง…
ยามที่เสียงของฉู่โม่วดังเข้ามา ความเยือกเย็นจากทั่วทั้งร่างก็พลันหายไปในพริบตา แววตาของเธอลืมตื่นและเปล่งประกายแสงแวววาว ก่อนจะละตนเองออกจากการฝึกฝน
“เสียงนี้… ฉู่โม่วเหรอ? หรือว่าจะหูแว่วไปนะ?”
เธอบ่นพึมพำกับตนเอง
ตั้งแต่วันที่สามีจากไป หญิงสาวก็เอาแต่เฝ้าคิดคะนึงหาเขาอยู่แทบจะตลอดเวลา จนบ่อยครั้งที่เธอได้ยินเสียงของอีกฝ่ายดังขึ้นมาเช่นนี้อยู่ระหว่างการฝึกฝนจนต้องหยุดฝึกไปชั่วขณะ ทว่าในทุก ๆ ครั้งที่ตื่นมา ก็จะพบว่าทุกสิ่งอย่างเป็นเพียงการเพ้อฝันไปของตนเอง
และในครั้งนี้
เธอเองก็ยังเข้าใจว่าเป็นการคิดไปเองอยู่
ทว่าเมื่อสิ้นเสียงนั้น เฉินซีเวยก็สัมผัสได้ว่ามีคนอื่นอยู่ภายในห้องของเธอด้วย ความระแวดระวังภัยตระหนักขึ้นภายในใจทันที แต่แล้วความรู้สึกนั้นก็หายไปในพริบตา
“นี่มัน…”
กลิ่นอายนี้มันช่างคุ้นเคย คุ้นเสียจนเธอไม่อยากจะเชื่อในสัมผัสของตนเอง
หญิงสาวตัดสินใจเดินออกจากห้องที่เงียบสงบนี้ แล้วก็พบเข้ากับร่างหนึ่งยืนรอเธออยู่ที่ห้องนั่งเล่น ซึ่งจังหวะนั้น อีกฝ่ายก็หันมายิ้มให้กับเธอ
เฉินซีเวยตกตะลึงไปชั่วขณะ
“เป็นอะไรไป? ลืมสุดที่รักของเธอไปแล้วเหรอ?”
เห็นเฉินซีเวยผงะไป ฉู่โม่วก็ทักทายด้วยรอยยิ้ม
เพียงแค่คำพูดประโยคสั้น ๆ มันก็มากพอที่จะทำให้เฉินซีเวยรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาได้แล้ว
“ฉู่โม่ว… นั่นนายจริง ๆ เหรอ?”
เธอไม่อาจจะเชื่อในสิ่งที่ตาเห็นได้ ภาพที่ชัดเจนเบื้องหน้าค่อย ๆ ถูกครอบงำด้วยความพร่ามัวจากหยดน้ำที่ไหลเอ่อ
“ใช่แล้ว ฉันกลับมาแล้วละ!”
ฉู่โม่วเดินไปหาเธอพร้อมกับอ้าแขนและโอบกอดเอาไว้
ร่างเล็กภายใต้อ้อมกอดไม่อาจจะพูดอะไรได้ เธอทิ้งตัวลงในอ้อมกอดที่คุ้นเคยและอบอุ่นนี้ พร้อมกับเติมเต็มความอบอุ่นภายในใจตนไปด้วย
พักใหญ่ ๆ เธอถึงจะผละตนออกจากชายหนุ่ม
ทั้งสองกอดกันใหม่อีกครั้งและลงไปนั่งที่โซฟาด้วยกัน ถามไถ่และรับฟังเรื่องราวต่าง ๆ ที่เขาได้เผชิญมาให้ห้วงจักรวาลอันยิ่งใหญ่
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของตำหนักบรรพชน ทางช้างเผือก ความยิ่งใหญ่ของหอเพลิงโหม เหล่าเทียมเทพ เทวะยุทธ์ หรือแม้แต่มหาเทวะยุทธ์ รวมไปถึงเรื่องหน้าที่ของตนเองที่เป็นผู้ดูแลชั้นในของหอสัจธรรมด้วย ทุกสิ่งอย่างทำให้เฉินซีเวยตกตะลึงอยู่ตลอด
หญิงสาวไม่เคยไปอวกาศมาก่อน หากฉู่โม่วไม่พูดถึงมัน ต่อให้ด้วยพรสวรรค์และความสามารถของเธอเองอาจสามารถไปยังอวกาศได้ในอนาคต แต่จะต้องใช้เวลาอีกนานขนาดไหนกันเชียวกว่าจะเทียบชั้นกับคนผู้นี้ได้
นอกจากนี้
เธอเองก็ไม่อาจจะได้รับการสรรเสริญชื่อไปทั่วทั้งจักรวาลด้วย
สิ่งนี้มันเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มาก ๆ ถ้าหากมันไม่ใช่ว่าฉู่โม่วคือผู้ที่กระทำสิ่งนี้ บางทีซีเวยอาจจะไม่ได้คิดติดใจอะไร แต่เพราะนี่คือเรื่องราวของชายหนุ่ม ความยิ่งใหญ่นี้ควรค่าแก่เขา และเธอตัดสินใจแล้วว่าจะยืนอยู่ข้างเขา ต่อให้การตามติดเขาไปจะต้องพบกับเรื่องที่ตนไม่อาจจะทำอะไรได้เลย ก็จะไม่รู้สึกผิดหวังหรือเสียใจแต่อย่างใด
ในความคิดเห็นของภรรยาและเพื่อนสมัยเด็ก
เพียงแค่หัวใจของเราสองได้อยู่ใกล้กัน ทุกอย่างก็เพียงพอแล้ว!
และเหตุผลที่ทำให้เธอกลับมาฝึกฝนอย่างหนักระหว่างนี้ ก็เพราะอยากจะก้าวตามฉู่โม่วไปได้ในทุก ๆ ที่ และมีชีวิตอยู่คู่กับเขาไปอย่างยาวนาน
ทั้งสองพูดคุยกันจนกระทั่งถึงเวลาพลบค่ำ แม้จะสิ้นแสงตะวันไปแล้ว แต่ความอบอุ่นภายในบ้านหลังนี้ก็ยังคงไม่จางหายแต่อย่างใด กลับกัน มันกลับรู้สึกอบอุ่นมากขึ้นด้วย ปราศจากคำพูดอื่นใด พวกเขากอดกันแน่นโดยไม่เอ่ยคำใดอีก
…
หลังจากผ่านลมผ่านฝน ทุกสิ่งอย่างก็จบลงเมื่อยามเช้ามาถึง
ทั้งสองกอดกันอีกครั้ง พูดคุยเรื่อยเปื่อย และทันใดนั้น ฉู่โม่วก็นึกอะไรขึ้นมาได้ “ยังไงก็เถอะ ซีเวย ฉันเตรียมของมาให้เธอเต็มไปหมดเลยละ!”
“ของฝากเหรอ?”
คำพูดนี้ทำให้เฉินซีเวยรู้สึกอยากรู้อยากเห็นขึ้นมา
เธอเห็นสามีหยิบเอาสมบัติมากมายออกมา ซึ่งถึงแม้ไม่รู้ว่าสมบัติเหล่านี้มีอะไรบ้าง แต่ก็สามารถสัมผัสได้ถึงความไม่ธรรมดาของพวกมันอย่างชัดเจน
“พวกนี้คืออะไรน่ะ?”
หญิงสาวถามด้วยความสงสัย
“เป็นกระบวนท่าที่เหมาะที่จะให้เธอนำไปฝึกฝนน่ะ แล้วก็มีสมบัติบางอย่างที่ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้เธอได้ ฉันไปหามาช่วงระหว่างที่อยู่ในอวกาศเพื่อเธอโดยเฉพาะเลยนะ” ฉู่โม่วตอบ
จากนั้นเขาก็เร่งเร้าให้เฉินซีเวยนำสมบัติล้ำค่าเหล่านี้ไปใช้
เมื่อรู้เช่นนั้นเฉินซีเวยก็ไม่ลังเล เธอใช้สมบัติเหล่านี้ไปจนหมด และภายใต้การดูแลของฉู่โม่ว เขาคอยดูแลควบคุมพลังที่หลั่งไหลออกจากสมบัติทั้งหมดไม่ให้หลุดลอยไปไหน
เป็นเช่นนี้อยู่ถึงห้าวันเต็ม
ห้าวันให้หลัง เฉินซีเวยก็ตื่นจากการฝึกฝนอีกครั้ง
“เป็นยังไงบ้าง?”
ชายหนุ่มถาม
“ฉันรู้สึกได้ว่าตัวเองแข็งแกร่งขึ้นมาเลย… ตามที่นายพูด ฉันน่าจะบรรลุการขัดเกลาความแข็งแกร่งได้มากกว่าเดิมถึง 3 เท่าเลยละ!”
เฉินซีเวยพูดตอบด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
ระหว่างช่วงเวลาที่ฉู่โม่วเดินทางออกจากดาวเคราะห์สีน้ำเงินไป เฉินซีเวยก็ได้เพิ่มความหนักหน่วงของการฝึกจนกระทั่งถึงจุดสุดยอดของเก้าขั้นแห่งการเปลี่ยนแปลงได้แล้ว อันที่จริง เธอน่าจะสามารถทลายขั้นเข้าสู่การเป็นเทียมเทพได้แล้ว ทว่ากลับรู้สึกว่าตนยังไม่สามารถบรรลุขั้นดังกล่าวได้ในตอนนี้ เพราะงั้นจึงปล่อยผ่านไปก่อน
และสิ่งที่หญิงสาวกังวลนั้นก็ถูกต้อง
เมื่อฉู่โม่วเล่าให้เธอฟังถึงเรื่องทลายขีดจำกัดของเก้าขั้นแห่งการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่การเป็นเทียมเทพ เธอจำเป็นต้องเพิ่มความแข็งแกร่งโครงสร้างร่างกายของตนเสียก่อน ซึ่งนี่ถือว่าเป็นโชคดีสำหรับเธอมาก ๆ ที่ไม่ได้ฝืนทำไปก่อนหน้าและเลือกที่จะเฝ้ารอ
รอเวลานี้มาถึง…
เฉินซีเวยได้ฝึกฝนขัดเกลาความแข็งแกร่งของร่างกายของตนในอึดใจเดียว จนได้ความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นมาถึง 3 เท่า ท่ามกลางดาวเคราะห์สีน้ำเงินแห่งนี้ ผู้ที่จะมีโอกาสเช่นนี้คงมีไม่มากนักหรอก!
“การที่ร่างกายแข็งแกร่งขึ้น 3 เท่านั้นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น นี่ถือเป็นระดับทั่ว ๆ ไปเลยที่พบเห็นได้ในอวกาศ เพราะงั้นเธอค่อย ๆ ฝึกฝนต่อไปก็ได้ ฉันมีอีกหลายวิธีที่จะช่วยให้เธอเป็นเทียมเทพ ในบรรดาวิธีเหล่านี้ ฉันมีของที่สามารถบรรลุเก้าขั้นแห่งการเปลี่ยนแปลงได้หากการขัดเกลาร่างกายครั้งแรกมีอุปสรรค ถ้ายังไงหลังจากนี้ เธอก็พยายามขัดเกลาร่างกายให้แข็งแกร่งขึ้นอีกหลาย ๆ เท่า ทั้งนี้เวลาขยับขึ้นเป็นเทียมเทพแล้ว เธอจะแข็งแกร่งขึ้นอีกหลายเท่าตัวเลย จำเอาไว้นะ ยิ่งตอนนี้แข็งแกร่งมากเท่าไหร่ ในอนาคตเธอจะแข็งแกร่งขึ้นอีกหลายเท่าตัว!”
ฉู่โม่วเน้นย้ำ
“อื้ม!”
เฉินซีเวยพยักหน้าเชื่อฟัง
ตลอดเวลาช่วงนี้ ชายหนุ่มคอยฝึกฝนให้ภรรยาตลอด
นั่นเพราะทักษะและพรสวรรค์ของเธอนั้นสูงอยู่แล้ว รวมถึงสมบัติที่ชายหนุ่มนำกลับมาให้นี้เองก็แข็งแกร่งมาก ๆ ด้วย ดังนั้นในช่วงเวลาสั้น ๆ หญิงสาวก็สามารถเพิ่มพลังกายได้อีกสี่ถึงห้าเท่าในการขัดเกลารากฐานร่างกาย
เพียงแค่การขัดเกลาร่างกายได้ 5 เท่า ผนวกกับพรสวรรค์ของเธอผู้นี้ เขาก็พอจะเดาได้แล้วว่า ภรรยาของตัวเองสามารถเข้าร่วมกับหอเพลิงโหมได้แน่ ๆ เมื่อไปถึงดาวเคราะห์สีเงินแล้ว เผลอ ๆ อาจจะกลายเป็นคนเก่งที่สุดของหอด้วย
นอกจากนี้…
ระหว่างนั้น ฉู่โม่วได้เดินทางไปยังตำหนักลับแห่งสวรรค์กับเฉินซีเวย
ยังไงเสีย นี่ก็เป็นกองกำลังแรกเลยที่เขาได้สร้างขึ้นด้วยตนเอง ดังนั้นจึงอดเป็นห่วงไม่ได้
เพราะตำหนักลับแห่งสวรรค์นั้นเป็นกองกำลังที่เขาสร้างขึ้น ทำให้ตลอดหลายปีมานี้มันเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ถึงแม้ว่าจะยังไม่มีราชันย์เทพยุทธ์ประจำการในตอนนี้ แต่ก็มีผู้ปลุกพลังหลายคนที่อยู่ในระดับราชันย์ยุทธ์แล้ว อย่างน้อย ๆ ร้อยคนก็มีจำนวนมากที่อยู่ในขั้นราชันย์ยุทธ์ระดับสูงสุด เหลือเพียงก้าวเดียวพวกเขาก็จะเป็นราชันย์เทพยุทธ์ได้แล้ว
ความแข็งแกร่งของตำหนักลับแห่งสวรค์นั้นได้เติบโตขึ้นจนมีสาขาอยู่ในสุดยอดฐานที่ดูแลโดยมนุษยชาติบนดาวเคราะห์สีน้ำเงินแล้ว แม้แต่ฐานขนาดกลางหรือฐานขนาดใหญ่ก็ยังมีสาขาถูกสร้างขึ้น พวกเขามีผู้ปลุกพลังในการดูแลห้าสิบล้านคนแล้ว และยังถือว่าเป็นหนึ่งในสิบสุดยอดกองกำลังแห่งมนุษยชาติด้วย
และเมื่อผู้ก่อตั้งมาถึง ความครึกครื้นก็เกิดขึ้น
ผู้ปลุกพลังหลายคนที่อยู่ภายใต้สังกัดของตำหนักลับแห่งสวรรค์ พวกเขาได้ยินชื่อเสียงของฉู่โม่วและเทิดทูนเป็นอย่างมาก แต่เดิมเพราะรู้ว่าฉู่โม่วออกไปนอกโลก พวกเขาเลยไม่มีโอกาสได้พบเจอ ทว่าเมื่อได้พบกับชายหนุ่มด้วยตาตนเอง วินาทีนั้นผู้ปลุกพลังทุกคนก็ตื่นเต้นขึ้นมาเป็นอย่างมากทันที
ฉู่โม่วได้พูดคุยกับผู้ปลุกพลังในตำหนักบางคนเป็นการส่วนตัว ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นคนรู้จักเก่าแก่อย่างช่ายเฟิงกับพวกนายพลเมืองสวี่ชวนผู้ที่เป็นคนกลุ่มแรก ๆ ที่เข้าร่วม
หลังจากที่ไม่ได้เจอพวกเขามาอย่างยาวนาน ความแข็งแกร่งของสวี่ชวนก็ได้เพิ่มสูงถึงจ้าวยุทธ์ระดับปลายแล้ว นับได้ว่าแข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็วได้เลย
ในขณะที่ช่ายเฟิงเองก็ได้เข้าสู่ขั้นจ้าวยุทธ์ระดับต้นแล้วเช่นกัน แต่เพราะพรสวรรค์ของเขาที่ยังบกพร่องอยู่นิดหน่อย มันเลยทำให้เขาไม่อาจจะก้าวข้ามระดับนี้ไปได้ง่าย ๆ หากไม่เกิดปาฏิหาริย์ขึ้นจริง ๆ เกรงว่าคนคนนี้อาจจะไม่สามารถก้าวผ่านขั้นนี้ไปได้ตลอดชีวิตเลย
เมื่อทั้งสองได้พบฉู่โม่ว พวกเขาก็ดูจะดีใจกันสุด ๆ
โดยเฉพาะช่ายเฟิงที่ดูจะรู้สึกตื้นตันใจมาก ๆ
เขานึกถึงเรื่องราวต่าง ๆ ตั้งแต่ที่เขาได้เจอกับชายหนุ่มครั้งแรก และมันทำให้เขาอดที่จะสัมผัสได้ถึงระยะเวลาอันยาวนานขึ้นมาไม่ได้
ฉู่โม่วแลกเปลี่ยนเรื่องราวต่าง ๆ กับเขาอยู่พักหนึ่ง และก่อนที่จะจากไป ชายหนุ่มก็ได้มอบสมบัติส่วนหนึ่งให้กับทุก ๆ คนด้วย โดยเฉพาะช่ายเฟิง เขาได้รับสมบัติมากมายหลายชิ้นที่จะช่วยพัฒนาความสามารถและพรสวรรค์ของเขาให้สูงขึ้นได้ ซึ่งฉู่โม่วหวังว่าคนคนนี้จะสามารถก้าวข้ามขีดจำกัดของตนเองได้ในอนาคต
ไม่ว่าจะเป็นอนาคตที่ยาวไกลขนาดไหน แต่ด้วยสมบัติระดับนี้ เขาจะต้องขึ้นเป็นเทียมเทพได้อย่างแน่นอน
ยังไงเสีย…
คนคนนี้ก็เป็นผู้ติดตามของฉู่โม่วคนแรก เป็นคนที่ซื่อตรงและช่วยเหลือเขาตั้งแต่ที่เขาก่อตั้งตำหนักลับแห่งสวรรค์ขึ้นมาแรก ๆ
ยิ่งไปกว่านั้น
หากย้อนกลับไป ฉู่โม่วยังได้พรสวรรค์เพิ่มจากการกระทำของชายคนนี้ด้วย
นั่นถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญมาก ๆ สำหรับเขา
ถึงแม้ช่ายเฟิงจะไม่รู้ แต่ชายหนุ่มก็รู้สึกว่าตนควรจะชดเชยในส่วนนี้ให้กับอีกฝ่ายด้วย!