ระบบกลืนกินพรสวรรค์ - บทที่ 613 มนุษยชาติร่วมกันเฉลิมฉลองและโห่ร้องนามฉู่โม่วอย่างพร้อมเพรียงกัน!
- Home
- ระบบกลืนกินพรสวรรค์
- บทที่ 613 มนุษยชาติร่วมกันเฉลิมฉลองและโห่ร้องนามฉู่โม่วอย่างพร้อมเพรียงกัน!
บทที่ 613 มนุษยชาติร่วมกันเฉลิมฉลองและโห่ร้องนามฉู่โม่วอย่างพร้อมเพรียงกัน!
ถึงแม้ว่าสถานะความแข็งแกร่งของมนุษยชาติบนดาวเคราะห์สีน้ำเงินนี้จะอยู่เพียงจุดสูงสุดของขั้นราชันย์เทพยุทธ์ แต่พวกเขาก็ได้รับการสืบทอดมรดกหลายอย่างมาจากเขตแดนลับ ทำให้มีหลายคนที่รู้จักขั้นเทียมเทพขึ้นไปเหล่านี้
เพราะงั้นแล้ว พวกเขาย่อมรู้ถึงความแข็งแกร่งของคนเหล่านี้ได้อยู่กลาย ๆ
ครืน!
ในขณะที่ผู้คนต่างกำลังตกใจกลัว บรรยากาศโดยรอบก็เกิดความผันแปร ก่อนที่ชายชราผู้หนึ่งจะปรากฏตัวออกมา
เขาสวมชุดคลุมยาว มีมงกุฎหยกอยู่บนหัว และที่สวมมีชุดคลุมตัวใหญ่ที่มีแขนเสื้อทรงกระบอกขนาดใหญ่อยู่ด้วย แม้นรูปลักษณ์จะดูเหมือนชนเผ่าโบราณ ทว่าร่างนั้นกลับเปล่งแสงสว่างและปลดปล่อยพลังแห่งกฎเกณฑ์ออกมาอยู่ตลอดตั้งแต่หัวจรดเท้า ซึ่งทำให้ผู้ที่สัมผัสได้ต่างก็ตกตะลึง
กลิ่นอายของเขากระจายตัวไปเป็นวงกว้างราวกับจะปกคลุมกาแล็กซีแห่งนี้
และกลิ่นอายนี้ก็ทำให้ผู้ที่อยู่เบื้องล่างต่างตื่นตกใจ
ไม่ว่าจะเป็นราชันย์เทพยุทธ์ชิงหงหรือราชันย์เทพยุทธ์ชิงชาง ทุกคนต่างเบิกตากว้างกับภาพที่เห็น
“นี่มัน…”
“คนคนนี้มีความแข็งแกร่งเสียยิ่งกว่านักรบเกราะทองคำเหล่านั้นเสียอีก!”
“อย่าบอกนะว่าเขาคนนี้… คือเทพเจ้า!”
“เฮือก!”
พวกเขาล้วนสูดหายใจเข้าไปกันเฮือกใหญ่
ทุก ๆ คนรู้สึกได้ว่าขนทุกเส้นบนร่างต่างก็กำลังลุกชูชันขึ้น ความหนาวเย็นห่อหุ้มร่างกายไว้ราวกับฤดูหนาวเข้ามาเยี่ยมเยียน จนความกลัวก่อตัวขึ้นจากก้นบึ้งของหัวใจ
เทพเจ้า!
นี่คือเทพเจ้าจริง ๆ!
ในบรรดามรดกตกทอดที่พวกเขาได้รับมา นอกจากจะเป็นมรดกที่ช่วยมอบทักษะการต่อสู้ต่าง ๆ ให้แล้ว ส่วนมากยังเป็นสิ่งที่มีพลังสูงระดับพระเจ้าอีกด้วย ยึดตามข้อมูลที่ได้บันทึกไว้จากอดีตกาล พระเจ้าเหล่านี้หรือเทวะยุทธ์ มีพลังที่จะสามารถกดดันกาแล็กซี ไม่ว่าจะเหนือใต้หรือตะวันออกและตะวันตก พลังของพวกเขาสามารถแผ่ขยายไปได้อย่างทั่วถึง
ไม่เพียงแต่เป็นผู้ที่มีพลังสูงส่ง แต่ยังเป็นผู้ที่แข็งแกร่งอย่างสุด ๆ อีกด้วย
ทว่าตอนนี้… เทวะยุทธ์ที่น่าเกรงขามนั้นก็ได้มาเยือนพวกเขาแล้ว!
“ไม่ใช่!”
“ไม่ได้มีแค่คนเดียว! แต่มีถึงสองคนเลย!”
“เทวะยุทธ์ถึงสองคนในเวลาเดียวกัน!”
และในขณะที่พวกเขาต่างกำลังหวาดหวั่น ต่างคนต่างก็อุทานออกมาตาม ๆ กัน
ไม่นานนัก ชายชราอีกคนหนึ่งก็ปรากฏตัวออกมาจากรถคันเดิม และในตอนนี้ พวกเขาก็ต้องเผชิญหน้ากับชายชราที่มีกลิ่นอายแบบเดียวกันสองคน
พลันเมื่อเทวะยุทธ์ทั้งสองคนปรากฏตัวออกมา กลิ่นอายจากร่างกายของพวกเขาก็ได้กลืนกินดาวเคราะห์สีน้ำเงินแห่งนี้ ครู่หนึ่งทุกคนก็ตกอยู่ในความเงียบงัน เหล่าสัตว์อสูรมากมายรีบขดตัวติดพื้น ไม่มีอสูรตนใดเลยที่จะกล้าส่งเสียงออกมา
โดยเฉพาะสัตว์อสูรที่อยู่ในทะเล
พวกมันหวาดกลัวยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ หลายตนรีบดิ่งลงไปใต้ทะเลลึกและไม่คิดจะหวนกลับขึ้นมาอีกในขณะที่หนีทัน
ผิดกับผู้ปลุกพลังเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่ไม่รู้จะหนีไปที่ไหนดี พวกเขาจ้องมองชายชราด้วยแววตาที่เบิกกว้าง ทุกหัวใจเปี่ยมด้วยความตกใจกลัว
แต่แล้วสิ่งที่ตามมานั้น ก็ยิ่งทำให้พวกเขาทั้งหมดตกตะลึงมากขึ้นไปอีก
นั่นเพราะชายชราผู้เป็นเทวะยุทธ์ทั้งสอง หลังจากที่ปรากฏตัวแล้ว ทั้งสองก็ไม่ได้ขยับไปไหนเลย นอกเสียจากยืนอยู่ที่ทั้งสองฝั่งของรถ แสดงท่าทีว่าคอยคุ้มกันบางสิ่งบางอย่างอยู่ ในขณะเดียวกันก็เฝ้ามองไปในรถราวกับรอให้คนที่อยู่ภายในออกมาเสียด้วย
“นี่มัน… ฉันเสียสติไปเหรอ?”
“ทำไมฉันถึงรู้สึกว่าเทวะยุทธ์ทั้งสองคนนี้เป็นแค่คนรับใช้ล่ะ?”
“กลุ่มแรกเป็นผู้คุ้มกันให้เทวะยุทธ์เหล่านี้ ในขณะที่เทวะยุทธ์เหล่านี้ก็เป็นผู้คุ้มกันให้กับคนที่แข็งแกร่งอีกทีหนึ่ง ฉันสงสัยแล้วว่าคนที่อยู่ภายในรถคันนั้นเป็นใครกันนะ ทำไมถึงยิ่งใหญ่ได้ขนาดนี้!”
“พลังอะไรกันแน่น่ะ!?”
“เหลือเชื่อ!”
มนุษยชาติต่างตกตะลึง พวกเขารู้สึกเหมือนอยู่ในความฝัน
และในขณะที่พวกเขากำลังพูดคุยกัน
ภายในรถ คนคนหนึ่งก็กำลังเดินออกมา
ในยามที่เขาเดินออกมา ไม่ว่าจะเป็นเทวะยุทธ์ทั้งสองคนหรือผู้คุ้มกันด้านนอกมากมาย ไม่เว้นแม้แต่สาวใช้แสนสวย ต่างก็ก้มหัวลงแสดงความเคารพอย่างพร้อมเพรียง “เชิญนายท่าน!”
ซู่ม!!
สิ้นเสียงกล่าวต้อนรับ
ร่างที่อยู่ในรถก็ถูกเปิดเผยต่อหน้าทุกคน
เพียงแค่กวาดตามอง ผู้คนนับไม่ถ้วนต่างก็ได้แต่ยืนแข็งทื่อกันไปหมด
คนคนนั้นสวมชุดสีดำสนิท ด้วยท่าทีสุภาพและสบายตัว ทั่วทั้งร่างของเขาราวกับผสานเป็นหนึ่งเดียวกับจักรวาล เปี่ยมไปด้วยพลังอันน่าลึกลับผกผันอยู่เต็มไปหมด
ไม่ว่าใครก็ตามที่ได้เห็น พวกเขาทำได้เพียงยอมรับในความแข็งแกร่งระดับนี้
ใบหน้าที่หล่อเหลาและดูไม่ธรรมดา ควบคู่กับผิวพรรณที่งดงามราวกับน้ำแข็งเคลือบด้วยหยกขาว ดวงตาที่ล้ำลึกและยากจะคาดเดา ส่งเสริมภาพลักษณ์ตัวเขาที่เงียบขรึมเสมือนว่าเป็นสิ่งที่ยืนยันการมีอยู่ของสวรรค์และโลก และถ้าดูดี ๆ ทั่วทั้งร่างของเขามีพลังแห่งกฎเกณฑ์ที่หล่อหลอมอยู่มากมาย
แบกไว้ซึ่งพลังแห่งกฎเกณฑ์ ผนึกรวมไปด้วยอณูแห่งชีวิตมหาศาลและพรสวรรค์ล้นเหลือ
ช่างเป็นตัวตนที่ลึกลับและยิ่งใหญ่เสียเหลือเกิน!
ในทันทีที่เขาปรากฏตัวออกมา ชายหนุ่มก็พยักหน้าให้กับทุกคนเบา ๆ เป็นสัญญาณให้พวกเขายืนขึ้น จากนั้นก็กวาดสายตามองผู้ปลุกพลังจำนวนมากมายของดาวเคราะห์สีน้ำเงิน ท้ายสุดจึงมุ่งหน้าลงไปเพื่อพบกับราชันย์เทพยุทธ์ชิงชาง
“ท่านราชันย์เทพยุทธ์ชิงชาง ไม่ได้พบกันนานแล้วนะครับ!”
เขายิ้มและพูดเสียงดังชัดเจน
ตอนนั้นเอง
ราชันย์เทพยุทธ์ชิงชางได้ตกอยู่ในภวังค์ของความตกใจเป็นที่เรียบร้อย
สีหน้าของเขาตกตะลึงสุด ๆ ริมฝีปากที่เผยอกว้างแสดงออกซึ่งท่าทีอันน่าเหลือเชื่อ ราวกับว่าตัวเขาเองไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ตาเห็นนัก
เวลาผ่านไปพักใหญ่ ๆ
เขาถึงจะได้สติกลับคืนมา
“ค… คุณคือ… ฉู่โม่ว?”
ราชันย์เทพยุทธ์ชิงชางถามด้วยจิตใต้สำนึก
“ใช่แล้วครับ! ผมเอง!”
ฉู่โม่วหัวเราะแล้วพูดต่อ “ผมแค่จากไปไม่นาน ท่านราชันย์เทพยุทธ์ชิงชางถึงกับลืมกันแล้วเหรอเนี่ย?”
แน่นอนว่าราชันย์เทพยุทธ์ชิงชางนั้นไม่อาจจะลืมได้แน่ ๆ
แต่ว่าเขา…
ไม่อาจจะเชื่อภาพที่ตนเห็นได้จริง ๆ!
มันผ่านไปนานขนาดไหนกันเชียว!?
นานขนาดไหนแล้วที่ฉู่โม่วออกจากดาวเคราะห์สีน้ำเงินแล้วมุ่งหน้าเข้าสู่ฟากฟ้าประกายดาว?
เขายังจำได้ดีถึงวันที่อีกฝ่ายได้กล่าวคำลากับตน คำพูดของชายหนุ่มที่บอกไว้ว่า ‘เมื่อไหร่ที่สามารถลงหลักปักฐานในจักรวาลได้อย่างมั่นคงแล้ว ผมจะกลับมา’ ตอนนั้นเขายังคิดด้วยซ้ำว่าอาจจะต้องใช้เวลาถึงหลักร้อยปีกว่าอีกฝ่ายจะกลับมา
อย่างไรเสีย…
ถึงแม้ฉู่โม่วจะเป็นถึงจุดสูงสุดของขั้นราชันย์เทพยุทธ์ได้ในครานั้นก็จริง แต่มันก็ยังห่างไกลจากขั้นเทียมเทพยิ่งนัก
จากสามัญชนสู่เทียมเทพ มันค่อนข้างจะห่างชั้นกันมาก ๆ เลยทีเดียว ไม่ใช่สิ่งที่จะสามารถเทียบชั้นกันได้ง่าย ๆ!
ทว่าตอนนี้…
เวลาที่ผ่านไปเพียงไม่กี่ปี ฉู่โม่วได้กลับมาตามที่เขาว่าไว้ ไม่เพียงแต่เขาจะแข็งแกร่งขึ้นเป็นอย่างมากจนเหนือคาดสุด ๆ แต่เขายังมาพร้อมกับผู้ติดตามที่แข็งแกร่งมากมายอีกด้วย
“โชคอันใดที่ช่วยอวยพรให้คุณประสบความสำเร็จถึงเพียงนี้ในจักรวาลอันกว้างใหญ่กัน!?”
ราชันย์เทพยุทธ์ชิงชางตกตะลึงจากก้นบึ้งของหัวใจ
และในขณะเดียวกันนั้น
ยามที่เสียงของราชันย์เทพยุทธ์ชิงชางเงียบลง ผู้ปลุกพลังมากมายทั่วทั้งสุดยอดฐานจงไห่ ไม่เว้นแม้แต่ราชันย์เทพยุทธ์ที่มารวมตัวกันอยู่บนฟากฟ้าต่างก็ส่งเสียงฮือฮาออกมา
ผู้คนมากมายต่างไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน
พวกเขาได้ยินอะไรมา?
ราชันย์เทพยุทธ์ชิงชาง เพิ่งจะเรียกชายหนุ่มที่แข็งแกร่งผู้นี้ว่า… ฉู่โม่ว?
หรือว่าจะเป็น…
จุดสูงสุดของขั้นราชันย์เทพยุทธ์ของสุดยอดฐานจงไห่คนนั้น?
ยิ่งคิดพวกเขาก็ยิ่งไม่อยากจะเชื่อ
อย่างไรก็ตาม บางคนที่พยายามเพ่งมองไปยังร่างอันเยาว์วัยของฉู่โม่วก็เริ่มรู้สึกคลับคล้ายคลับคลากับรูปปั้นของชายหนุ่มที่อยู่ตามฐานต่าง ๆ ขึ้นมาทีละน้อย จนท้ายที่สุด พวกเขาก็มั่นใจว่าเป็นคนเดียวกันจริง ๆ
นี่คือราชันย์เทพยุทธ์ระดับสูงสุดของมนุษยชาติเมื่อตอนนั้น ฉู่โม่ว!
“ราชันย์เทพยุทธ์กลืนกินสวรรค์!”
“ผู้ที่มากับรถยักษ์นั่น คือราชันย์เทพยุทธ์กลืนกินสวรรค์จริง ๆ ด้วย!”
“ผู้ที่แข็งแกร่งเป็นอันดับหนึ่งของมนุษยชาติ ราชันย์เทพยุทธ์กลืนกินสวรรค์กลับมาที่ดาวของพวกเราแล้ว!”
ใครบางคนอุทานออกมา ในตอนแรกนั้นเป็นเพียงเสียงแผ่วเบา ที่ดังขึ้นมากลุ่มหนึ่งเท่านั้น ทว่ายามที่เสียงก้องกังวานไปทั่วพื้นที่ ทุก ๆ คนก็เริ่มเปล่งเสียงออกมาพร้อมกัน
เพียงระยะเวลาสั้น ๆ
มนุษยชาติก็ได้รับรู้ข่าวนี้กันอย่างครบถ้วน
เสาหลักอันดับหนึ่งของพวกเขา ผู้ที่ซึ่งนำพาความสงบสุขมาให้แก่มวลมนุษย์กว่าทศวรรษและสร้างยุคสมัยแห่งความเจริญรุ่งเรืองได้ด้วยตัวคนเดียว จุดสูงสุดของขั้นราชันย์เทพยุทธ์กลืนกินสวรรค์ได้กลับมาแล้ว!
เมื่อหายจากอาการตกตะลึง มันก็ตามมาด้วยเสียงโห่ร้องแสดงความดีใจ!
ผู้คนนับไม่ถ้วนต่างกล่าวขานชื่อของเขาด้วยความสดุดี ไม่ว่าจะเป็นราชันย์เทพยุทธ์กลืนกินสวรรค์หรือฉู่โม่ว พวกเขาต่างขนานนามแห่งตำนานที่ยังมีชีวิตอยู่ออกมาด้วยสีหน้าตื้นตันใจอย่างหาที่สุดไม่ได้