ระบบกลืนกินพรสวรรค์ - บทที่ 636 สัตว์อสูรอวกาศ และ การค้นพบของผู้ตรวจการโจว!
บทที่ 636 สัตว์อสูรอวกาศ และ การค้นพบของผู้ตรวจการโจว!
“ด้วยความเร็วเท่านี้ อีกประมาณครึ่งเดือนพาหนะของเราก็ถึงที่หมาย ในระหว่างนี้ ทุกท่านสามารถพักผ่อนได้ตามอัธยาศัย และหากท่านใดต้องการศึกษาเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศของดาวเคราะห์สีเงินก็สามารถทำได้ โดยข้อมูลเหล่านี้จะทำให้ท่านปรับตัวเข้ากับสภาพแววล้อมของดาวเคราะห์สีเงินได้เร็วยิ่งขึ้น!”
เฉินต้าวซวีกล่าวกับทุกคนที่อยู่บนรถเทียมมังกร
เหล่าผู้ปลุกพลังชาวดาวเคราะห์สีน้ำเงินต่างพยักหน้ารับรู้
บ่าวรับใช้หญิงนำทางพวกเขาไปยังโซนที่พักอาศัยส่วนตัวของแต่ละคน
ในด้านฉู่โม่ว เขาเดินกลับไปที่ห้องของตนและนั่งขัดสมาธิฝึกวิชา
การเดินทางครั้งนี้ใช้เวลาครึ่งเดือน หากเข้าใช้พลังพรสวรรค์ห้วงเวลาในการเร่งระยะเวลาเป็น 30 เท่า มันก็จะเทียบเท่ากับเวลามากกว่าหนึ่งปี เห็นทีไม่ควรปล่อยให้ยามว่างเช่นนี้ต้องสูญเปล่าไป
ฟึ่บ!
ฉู่โม่วนั่งขัดสมาธิบนแท่นประทับรู้แจ้ง และวางมือข้างหนึ่งไว้บนแผ่นศิลารู้แจ้ง เคล็ดวิชาสวรรค์อมตะ ไหลเวียนอยู่ภายในร่างกายของเขา ท่ามกลางกระบวนการบ่มเพาะ พลังแห่งกฎเกณฑ์ปรากฏขึ้นรายล้อมตัวของเขา บางครั้งสมบัติจากสวรรค์และโลกก็ลอยคว้างบนอากาศ ก่อนจะถูกพลังที่พรางตาบดขยี้และกลายเป็นของเหลวบริสุทธิ์ มันเคลื่อนตัวเข้าสู่ปากของฉู่โม่ว มอบพลังงานมหาศาลให้แก่เขา
ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว ความแข็งแกร่งของฉู่โม่วเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
เวลาค่อย ๆ ดำเนินไป
รถเทียมมังกรยังคงรักษาความเร็วและเดินทางไปโดยราบรื่น
เพียงไม่นาน เวลาก็ผ่านไปแล้วเก้าวัน
ตอนนี้พวกเขากำลังเข้าใกล้ใจกลางของทางช้างเผือก ในบางคราวก็จะเห็นยานอวกาศแล่นผ่านไป หรือแม้แต่วงโคจรของระบบดาวฤกษ์ก็ยังปรากฏสู่สายตาเป็นครั้งครา
เฉินต้าวซวีรวมไปถึงผู้ติดตามคนอื่น ๆ ได้เห็นภาพเช่นนี้มานานจนชาชิน กระนั้นนี่กลับเป็นสิ่งแปลกตาสำหรับมนุษย์จากดาวเคราะห์สีน้ำเงิน ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงเอาแต่จับจ้องไปยังด้านนอก และเมื่อใดที่ยานอวกาศขับผ่านมา เสียงอุทานก็จะดังขึ้นทุกครั้ง
แม้เพียงดาวเคราะห์ธรรมดาดวงเดียวก็ทำให้พวกเขาตกตะลึงได้
สำหรับชาวดาวเคราะห์สีน้ำเงิน ภายในอวกาศนั้นล้วนเป็นสิ่งแปลกใหม่ทั้งสิ้น!
อย่างไรก็ตาม …ภายในพริบตานั้นเอง
ตู้ม!
ทันใดนั้น รถเทียมมังกรก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง จนมังกรทั้งห้าคำรามขึ้นด้วยความโกรธ
“เกิดอะไรขึ้นน่ะ”
“นั่นสิ ทำไมรถถึงได้หยุดกะทันหัน”
“กระแทกเข้ากับอะไรหรือเปล่า”
เสียงอื้ออึงด้วยความตกใจดังระงม
ในตอนนั้น มังกรทั้งห้าตัวซึ่งอยู่ด้านนอกรถเปี่ยมไปด้วยโทสะ พวกมันส่งเสียงขู่คำรามดังสายฟ้ากัมปนาท หลังจากนั้นไม่นาน แรงระเบิดก็สั่นสะเทือนตัวรถอีกครั้ง ส่งผลให้ผู้ปลุกพลังที่อยู่ด้านในเกิดอาการซวนเซ
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่เนี่ย”
“ทำไมข้างนอกมีเสียงคำราม หรือว่ารถของเราจะถูกโจมตี”
“นี่มันตัวอะไรกันแน่ ทำไมเสียงถึงได้ทรงพลังขนาดนี้!”
ผู้ปลุกพลังชาวดาวเคราะห์สีน้ำเงินเริ่มตื่นตระหนก
แม้ว่าพวกเขาจะเป็นยอดฝีมือในดวงดาวบ้านเกิด แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ไม่ได้มีประสบการณ์มากนัก ยิ่งไปกว่านั้น ที่นี่คืออวกาศ เดิมทีพวกเขาก็ตกประหม่าอยู่แล้ว ครั้นเมื่อต้องเผชิญกับอันตรายในที่ที่ไม่คุ้นเคยโดยไม่ทันตั้งตัวก็ยิ่งกังวลเข้าไปใหญ่
สำหรับเหล่าราชันย์เทพยุทธ์ พวกเขายังคงวางเฉย ทำเพียงยืนรอสิ่งที่กำลังมาถึงอย่างเงียบ ๆ
พวกเขารู้ดี…
ในตอนนี้คนที่มีปัญญาจัดการเรื่องแบบนี้ได้หาใช่พวกเขาแต่อย่างใด หากเป็นฉู่โม่ว ชายผู้แข็งแกร่งคนนั้น
ตามที่คาดไว้…
หลังจากนั้นไม่นาน ฉู่โม่วก็เดินออกมาจากห้องและปริปากถาม “เกิดอะไรขึ้น”
“ท่านผู้ดูแล!”
ผู้เฒ่าสวีร้องทัก ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “เรากำลังเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรอวกาศขนาดยักษ์!”
ได้ยินเช่นนั้น ฉู่โม่วก็ขมวดคิ้ว
เขาเคยได้ยินชื่อของสัตว์อสูรอวกาศตัวนี้มาก่อน มันเป็นอสูรที่อาศัยอยู่บนอวกาศอย่างสันโดษ เร่ร่อนไปบนท้องฟ้าพร่างพรายเพื่อกินดาวเคราะห์เป็นอาหาร ทันทีที่มันอิ่ม มันก็จะหลับสนิท
ในทางช้างเผือกอันกว้างใหญ่นี้ แน่นอนว่าบางครั้งก็มีโอกาสที่ยานอวกาศหรือเรือรบจะเผลอพุ่งชนมันขณะกำลังหลับใหล
โดยทั่วไปแล้ว มันเป็นสัตว์อสูรที่ทรงพลังยิ่ง ส่วนมากจะมีพลังระดับเทวะยุทธ์ไปจนถึงระดับมหาเทวะยุทธ์ บางตัวมีพลังเทียบเท่าจุดสูงสุดของขั้นเทียมเทพ และบางตัวก็อยู่ในขั้นเทียมเทพ เมื่อเผชิญหน้ากับมัน สิ่งสำคัญที่ต้องทำอย่างเร่งด่วนก็คือการหลบหนี ไม่อย่างนั้น ก็มีหวังจะต้องตกเป็นอาหารอีกมื้อ
เมื่อนึกได้เช่นนั้น ฉู่โม่วจึงถามอีกครั้ง “แล้วจุดแข็งของอสูรตัวนี้คืออะไร”
“ท่านผู้ดูแลอย่าได้กังวลไป เจ้าตัวนี้มีพลังแค่ในขั้นเทียมเทพเท่านั้น ไม่ได้แข็งแกร่งอะไรมากมาย ตอนนี้ผู้ตรวจการโจวออกไปจัดการกับมันแล้ว อีกไม่นานเขาก็กลับมา!” ผู้อาวุโสกล่าว
“ดี ๆ!”
ฉู่โม่วพยักหน้าเล็กน้อย
เดิมทีเขากำลังฝึกวิชาอยู่ แต่กลับถูกปลุกให้ตื่นจากภวังค์ด้วยเสียงอึกทึก
ดังนั้นชายหนุ่มจึงไม่ได้กลับไปฝึกต่อแต่อย่างใด หากออกไปเฝ้าดูสถานการณ์การต่อสู้นอกรถเทียมมังกร
แม้ว่าเขาจะเคยได้ยินชื่อของมันมาก่อน ทว่าเขากลับไม่เคยเห็นมันกับตา
ชายหนุ่มแหงนหน้ามองทอดออกไปยังที่ห่างไกล ท่ามกลางท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว ผู้ตรวจการโจวกำลังต่อสู้กับสัตว์อสูร!
สัตว์อสูรยักษ์ตัวนี้สูงราว ๆ สิบกิโลเมตร เกล็ดของมันราบเรียบ แสงดาวที่ส่องกระทบลงมาเผยให้เห็นเรือนกายสีเทาเหลือบเงินที่เป็นดังปราการเหล็ก ด้านบนศีรษะคือเขาหนึ่งข้าง ขณะที่มันต่อสู้กับผู้ตรวจการโจว บางครั้งมันจะปล่อยลำแสงออกมาเพื่อตัดผ่าความวางเปล่า เห็นได้ชัดว่ามันทรงพลังอย่างมาก
ถึงอย่างนั้น ผู้ตรวจการโจวก็หาใช่คนธรรมดาที่คิดจะขบเคี้ยวอย่างไรก็ได้ เขามีฐานพลังอยู่ในระดับสูงสุดของขั้นเทพเจ้า ความแข็งแกร่งของเราไม่ได้ด้อยไปกว่าใคร แน่นอนว่าเขาแข็งแกร่งยิ่งกว่าสัตว์อสูรตัวนั้นเสียอีก มันอยู่ใต้กำมือของเขาอย่างสมบูรณ์ ไม่นานนักมันคงเป็นฝ่ายแพ้พ่าย
เมื่อเห็นเช่นนั้น ฉู่โม่วก็รู้สึกโล่งใจ
ขณะเดียวกันนั้นเอง
ผู้ปลุกพลังจากดาวเคราะห์สีน้ำเงินก็เฝ้าดูสถานการณ์อยู่ภายในรถเช่นกัน แสงศักดิ์สิทธิ์อันเจิดจ้าวับวาบประกายผ่านสายตา แผ่รัศมีออกไปทุกสารทิศ กลายเป็นภาพที่ทำให้หลาย ๆ คนตื่นเต้นจนตัวสั่น
“แข็งแกร่งมาก!”
“นี่เหรอความแข็งแกร่งในขั้นเทพเจ้า!”
“ฉันจะมีโอกาสได้ครอบครองพลังที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้บ้างไหมนะ!”
“อวกาศนี่กว้างใหญ่จริง ๆ ถึงขนาดมีสัตว์อสูรตัวโตเท่านี้ได้!”
ผู้ปลุกพลังรุ่นหนุ่มสาวส่งเสียงเกรียวกราว ดวงตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง
ท่ามกลางการแสดงอันน่าตื่นตา ไม่นานการต่อสู้ก็สิ้นสุดลง สัตว์อสูรตัวเขื่องหมดเรี่ยวแรงจะต้านทาน มันพยายามจะหลบหนี แต่มีหรือที่อีกฝ่ายจะปล่อยไป
เขาร่วมมือกับคณะทูตเพื่อพันธนาการตัวของมันไว้ ก่อนจะระดมกำลังยิงใส่มันอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าสัตว์อสูรตัวนี้จะดิ้นรนมากเพียงไหน มันก็ไม่สามารถหลีกหนีไปได้ ทำได้เพียงส่งเสียงคำรามลั่นอันน่าเวทนา
ในที่สุด
ภายใต้การจัดการของผู้ตรวจการโจว สัตว์อสูรร่างยักษ์ได้ตายลงอย่างสมบูรณ์
ฉากตรงหน้า ทำให้ฉู่โม่วรับรู้ได้ทันทีว่าปัญหาเมื่อครู่จบลงแล้ว เขาเดินหันหลังกลับไปที่ห้องเพื่อฝึกวิชาต่อ
ทว่าผ่านไปครู่หนึ่ง ก็ยังไม่ได้ยินเสียงเร่งเครื่องของรถเทียมมังกร ยังไม่ทันที่ความสงสัยจะก่อตัวสมบูรณ์ เสียงของผู้ตรวจการโจวก็ดังขึ้น “ท่านผู้ดูแล ผมพบบางอย่างที่ไม่ธรรมดาภายในร่างสัตว์อสูรตัวนี้!”
เสียงของเขาเจือด้วยความแคลงใจ
เมื่อได้ยินดังนั้น หัวใจของฉู่โม่วก็พลันเต้นระรัว
เพียงแสงหนึ่งพาดผ่าน ร่างของเขาก็ลอยอยู่กลางฟากฟ้าซึ่งพร่างพราวไปด้วยหมู่ดาว ไม่นานนัก สีหน้าตื่นเต้นของผู้ตรวจการโจวก็ปรากฏยังเบื้องหน้า “ท่านผู้ดูแล เหมือนว่าเราจะมีโชคแล้ว ดูสิว่าผมเจออะไรในร่างของเจ้าตัวนั้น!”
ระหว่างการสนทนา
เขายื่นของบางอย่างในมือให้ชายหนุ่ม