ระบบกลืนกินพรสวรรค์ - บทที่ 640 เดินทางมาถึงดาวเคราะห์สีเงิน และฝากฝังผู้ปลุกพลังจากดาวเคราะห์สีน้ำเงิน
- Home
- ระบบกลืนกินพรสวรรค์
- บทที่ 640 เดินทางมาถึงดาวเคราะห์สีเงิน และฝากฝังผู้ปลุกพลังจากดาวเคราะห์สีน้ำเงิน
บทที่ 640 เดินทางมาถึงดาวเคราะห์สีเงิน และฝากฝังผู้ปลุกพลังจากดาวเคราะห์สีน้ำเงิน
หลังจากนั้น ฉู่โม่วก็ได้ทำการทดสอบพลังอื่น ๆ ของพลังแห่งห้วงมิติระดับเทวะอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งตนเองคุ้นเคยกับมันแล้ว เขาก็กลับไปยังรถอีกครั้ง
“นายท่าน กลับมาแล้วเหรอครับ!”
เมื่อเห็นชายหนุ่มกลับมา ผู้ตรวจการโจวก็รีบเดินมาต้อนรับ
ชายชราไม่ได้ถามอะไรมาก เพราะเพียงแค่ได้เห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของชายหนุ่ม เขาก็รับรู้ได้แล้วว่าท่านผู้ดูแลจะต้องได้อะไรดี ๆ กลับมามากแน่ ๆ
สิ่งนี้เองก็ทำให้ผู้ตรวจการโจวพลอยดีใจไปด้วย
อย่างไรเสีย…
ยิ่งฉู่โม่วได้รับสิ่งดี ๆ มามากขึ้นเท่าไหร่ มันก็ยิ่งดีกับเขามากขึ้นเท่านั้น เพราะหากในอนาคต ได้เกิดความสูญเสียขึ้นกับตัวเขาจริง ๆ ท่านผู้ดูแลก็จะรับเอาลูกหลานของเขาไปเป็นผู้ติดตาม
ขณะที่คิดเช่นนั้นอยู่ ชายหนุ่มก็พูดตอบ “ผู้ตรวจการโจว ต้องขอบคุณคุณมากจริง ๆ!”
“ท่านผู้ดูแล จะเยินยอผมเกินไปแล้ว!”
ผู้ตรวจการโจวโบกมือ จากนั้นก็ถามต่อ “พวกเราจะเดินทางกันต่อเลยไหมครับ?”
“ไปกันได้เลย”
ฉู่โม่วพยักหน้า “พวกเราเสียเวลามากไปนิดหน่อย เพราะงั้นคงต้องเดินทางต่อให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้วละ”
ระหว่างที่พูดนั้น น้ำเสียงของเขาก็แสดงความคาดหวังออกมาด้วย
เขาอดไม่ได้ที่จะกลับมายังที่นี่อีกครั้ง ด้วยใจที่อยากจะเข้าไปสำรวจในอารยธรรมที่สาบสูญนั้น
…
“กรรร!”
เสียงคำรามจากมังกรยักษ์ทั้งห้าดังขึ้นพร้อม ๆ กัน จากนั้นมันก็กระตุ้นพลังในร่างกายของตน เลือดที่สูบฉีดทำให้พลังกายมันกลับมาอีกครั้ง ทันใดนั้นรถยักษ์ก็ได้ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่ดาวเคราะห์สีเงินต่อไป
การเดินทางตลอดระยะทางที่เหลือนั้นสงบสุขมาก ๆ เพียงสามวันให้หลัง รถก็ได้เข้ามาถึงเขตแดนของดาวเคราะห์สีเงินอย่างราบรื่น!
“ท่านผู้ดูแลครับ เมื่อเดินทางถึงดาวเคราะห์สีเงินแล้ว จะถือว่าภารกิจในครั้งนี้ของพวกเราเสร็จสิ้น แต่เพื่อให้เสร็จสิ้นจริง ๆ พวกเราจำเป็นต้องกลับไปยังหอสัจธรรมเพื่อรายงานผลภารกิจก่อน ถ้ายังไง พวกเราจะขอไปก่อนน่ะครับ”
ตอนนั้นเอง ทูตนักรบได้พากันเข้ามาเพื่อกล่าวอำลา
“การเดินทางครั้งนี้ของผมต้องรบกวนพวกคุณเป็นอย่างมาก … ในเมื่อนี่เป็นความต้องการของผมเอง ผมคงจะไม่รบกวนพวกคุณมากไปกว่านี้ ไว้กลับไปแล้ว ฉู่โม่วผู้นี้จะต้องกลับไปขอบคุณพวกคุณเป็นการส่วนตัวอย่างแน่นอนครับ!”
ชายหนุ่มกล่าวขอบคุณ
ตลอดการเดินทางรอบนี้ ทูตที่มาด้วยนั้นได้ทำงานอย่างขยันขันแข็ง ดังนั้นเขาจึงอยากจะกล่าวขอบคุณอีกฝ่ายด้วย
“ท่านผู้ดูแลช่างสุภาพจริง ๆ เป็นเกียรติของผมที่ได้มอบการอารักขาให้คุณ นอกจากนี้ สิ่งนี้คือหน้าที่ของพวกเรา ผมไม่กล้าที่จะรับการกล่าวชมนั้นหรอกครับ! อย่าได้ถือเป็นพระคุณใดเลย”
ฟังถ้อยคำของฉู่โม่วแล้ว ทูตก็แสดงความเคารพอีกครั้ง พวกเขาไม่กล้าที่จะรับบุญคุณใด ๆ จากชายหนุ่ม
จากนั้น…
พวกเขาทำความเคารพทิ้งทวนแล้วเดินจากไป
ภายหลังจากที่ทูตจากไปแล้ว ผู้ดูแลหอสัจธรรมชั้นในก็สั่งการให้รถไปจอดและมุ่งหน้าไปยังเมืองใหญ่วสันตฤดู ทันทีที่ทุกอย่างดำเนินการเสร็จสิ้น รถก็มุ่งหน้าไปยังที่หมายราวกับสายฟ้าที่หายวับไปในอากาศ
เมืองใหญ่วสันตฤดู…
ในตอนนี้ เจ้าเมืองอย่างเทวะยุทธ์อวิ่นซานกำลังเฝ้ารออยู่ที่ตำหนักเจ้าเมืองอยู่นานมากแล้ว นอกจากเขาแล้วก็ยังมีผู้ปลุกพลังอีกหลายคนจากทั่วทั้งเมืองกำลังมารวมตัวกัน ณ โถงหลักในเวลานี้ด้วย พวกเขาทุกคนเป็นเทวะยุทธ์ และแต่ละคนก็ล้วนเป็นกำลังหลักของเมืองรวมถึงกำลังหลักจากพื้นที่ใกล้เคียงด้วย
ผู้คนเหล่านี้มารวมตัวกันตั้งแต่เช้าตรู่และรออยู่ที่นี่โดยตลอด กระนั้นกลับไม่มีใครเลยที่แสดงท่าทีร้อนใจหรือหมดความอดทน กลับกันบนใบหน้าของพวกเขาก็กำลังแสดงความคาดหวังอยู่
อย่างไรเสีย…
พวกเขาทุกคนล้วนมาเพื่อต้อนรับฉู่โม่ว!
ความภาคภูมิใจอันดันหนึ่งของมวลมนุษยชาติ!
ถึงแม้ว่าตั้งแต่จบเขตแดนลับกลืนดาราไป ชายหนุ่มจะไม่ได้กลับมาที่นี่เลย แต่คุณงามความดีของเขาก็ได้แพร่กระจายไปทั่วทั้งเขตแดนที่มนุษย์อยู่อาศัย โดยเฉพาะบนดาวเคราะห์สีเงินแห่งนี้ มันเลยทำให้ตอนนี้มีผู้คนอีกนับไม่ถ้วนที่รู้จักเขา
อันดับหนึ่งหนึ่งในศิลาต้นกำเนิด ชื่อเสียงจะยังคงเจิดจรัสดั่งดาวเปล่งแสงตลอดไป!
ทำลายเผ่าพันธุ์ที่หยิ่งผยองอย่างมนุษย์วิหคได้ในเขตแดนลับกลืนดารา!
แถมยังใช้ตนเองเป็นเหยื่อล่อมหาเทวะยุทธ์ของเผ่าพันธุ์มุนษย์วิหคแล้วลอบสังหารอีกฝ่ายอีก!
แล้วยิ่งในตอนที่มหาเทวะยุทธ์ของเผ่าพันธุ์มนุษย์วิหคสิ้นหวังและเตรียมจะระเบิดตนเองพร้อมกับเผ่าพันธุ์ตนเองหมายจะทำลายมนุษย์ไปด้วย หากไม่ใช่ว่าการตัดสินใจที่รวดเร็ว แก้ทางสถานการณ์ที่หน้าสิ่วหน้าขวานนั้นได้ของเขา มนุษยชาติจำนวนมากมายคงไม่อาจจะรอดมาได้จนถึงวันนี้!
เรื่องเหล่านี้ มันถูกส่งต่อกันผ่านปากต่อปาก ระหว่างผู้ปลุกพลังด้วยกันเอง ก่อนจะกระจายไปทั่วทั้งจักรวาล
อย่างไรก็ตาม เรื่องราวที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ ทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะฉู่โม่วเพียงคนเดียว!
พลังของเขาเป็นเครื่องพิสูจน์ตนเองแล้ว
ในวันนี้ เขาได้รับคำชื่นชมจากบรรพชนมากมายในตำหนักบรรพชน ไหนจะยังได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ดูแลหอสัจธรรมอีก มันสามารถพูดได้เต็มปากเต็มคำเลยว่า นี่ถือเป็นเกียรติอย่างมาก
ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ อย่าว่าแต่จะให้รอตลอดทั้งเช้าเลย ต่อให้ต้องรออีกนับสิบวันหรือสามสิบวัน พวกเขา ณ ที่แห่งนี้ก็จะไม่รู้สึกผิดหวังแต่อย่างใด
ด้วยเหตุนี้เอง…
เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า
เกือบจะครึ่งชั่วโมงถัดมา มหาเทวะยุทธ์ก็ได้รับสัญญาณบางอย่าง เขาพูดขึ้นมา “ฉันได้รับข่าวมาว่าคุณฉู่ผู้ยิ่งใหญ่ได้มาถึงบริเวณรอบนอกดาวเคราะห์สีเงินแล้ว และกำลังจะมาถึงที่นี่ในเร็ว ๆ นี้!”
พลันเมื่อคำพูดนั้นเอ่ยออกมา
ทุกคนภายในโถงหลักต่างก็ส่งเสียงขึ้น
“มาแล้ว!”
“คุณฉู่กำลังมาแล้ว!”
“สุดยอด พวกเรากำลังจะได้พบความภาคภูมิใจอันดับหนึ่งของมนุษยชาติ!”
ทุกคนแสดงความคาดหวัง
และในตอนนั้นเอง แทบทุกคนก็มีสีหน้าและท่าทีเปลี่ยนไป
พวกเขารีบออกไปจากโถงที่อยู่กัน ณ ปัจจุบันพร้อมกับแหงนหน้ามองท้องฟ้า
ครืน!
ท่ามกลางสายตาที่จับจ้อง เสียงคำรามที่ดังมาจากที่ไกลแสนไกลดังกังวานไปทั่วฟากฟ้า แม้ในตอนแรกมันจะเหมือนว่าอยู่แสนไกลจนไม่ค่อยได้ยิน แต่เพียงครู่เดียวมันก็ดังสนั่นราวกับฟ้าผ่าลงมากลางเมือง
จากนั้น…
กรร! กรร! กรร!
เสียงคำรามของมังกรจำนวนมากก็ดังตามท้ายมา
จากห้วงจักรวาล ร่างของมังกรทั้งห้าได้ปรากฏตัวแล้วดิ่งลงมาพร้อมกับพลังที่ยิ่งใหญ่
จังหวะนั้นเอง…
สัตว์อสูรทุกตน หรือแม้แต่สัตว์เทียมรถที่อยู่ภายในดาวเคราะห์ดวงนี้ต่างก็พากันหวาดผวาพร้อมทั้งก้มตัวลง สัตว์อสูรที่ตระหนักได้ว่าตนเองนั้นมีพลังต่ำกว่าต่างหมอบไปบนพื้นดินอย่างรวดเร็ว พวกมันพากันหวาดกลัว
ความปั่นป่วนเกิดขึ้นไปทั่ว
ทว่าทุกคน ไม่ว่าจะเป็นจากกองกำลังขนาดใหญ่ หรือผู้ปลุกพลังที่แหงนหน้ามามองต่างก็รักษาท่าทีสงบนิ่ง อันที่จริงพวกเขาพยายามจะไม่ตื่นตระหนกมากกว่า
ในสายตาของพวกเขา ณ ที่แสนไกลบนฟากฟ้านั้น
รถคันโตที่ดูหรูหรา กำลังถูกมังกรทั้งห้าลากลงมา!
และที่ด้านหน้ารถคันดังกล่าว… มีร่างหนึ่งกำลังยืนอยู่
เห็นเช่นนั้น เหล่าเสาหลักของเมืองใหญ่วสันตฤดูที่มารวมตัวกันอยู่ที่เดียวกัน ก็เริ่มแสดงความตื่นเต้นขึ้นมา
ผู้ยิ่งใหญ่ที่พวกเขาเฝ้ารอมานานแสนนานมาถึงแล้ว!
“พวกเรา…”
“ยินดีต้อนรับครับคุณฉู่ผู้ยิ่งใหญ่!”
เหล่ากองกำลังทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเจ้าเมืองอย่างอวิ่นซาน หรือจะเป็นกองกำลังที่ดูแลส่วนต่าง ๆ ของเมืองต่างก็พากันก้มให้ความเคารพกันไปชั่วขณะพร้อมทั้งกล่าวแสดงความยินดี
เสียงของพวกเขาผสานรวมเป็นหนึ่ง แสดงออกถึงความพร้อมเพรียงและร่วมให้ความเคารพ เสียงที่ดังกังวานของมนุษย์จำนวนมาก ทำเอาเมืองขนาดใหญ่ถึงกับสั่นสะเทือนได้เลยทีเดียว
เมื่อสิ้นเสียงลง รถคันหรูก็มาเทียบจอดที่ด้านหน้าพวกเขาพอดี พร้อมกับร่างหนึ่งที่เดินลงมาช้า ๆ
ณ ตอนนี้
ผู้ปลุกพลังจำนวนมากถึงได้สังเกตเห็นว่ารถคันหรูนี้ ไม่เพียงแต่ยิ่งใหญ่อหังการที่ต้องใช้มังกรถึงห้าตัวในการลากมา มันยังมีอักษรลึกลับมากมายที่ถูกสลักไว้ พร้อมทั้งมีผู้ปลุกพลังคอยคุ้มกันให้อีก
และผู้ที่คอยคุ้มกันให้รถคันนี้แต่ละคนเองก็มีกลิ่นอายที่ทรงพลังแฝงอยู่ด้วย
ทุกคนล้วนแต่น่าเกรงขาม!
ทว่าพวกเขากลับไม่ใช่ผู้ที่เกรงขามที่สุด ในรถคันนี้ เป็นเพียงแค่ผู้ติดตามเท่านั้น
ท่ามกลางมวลมนุษยชาติ ทุกคนรู้ดีว่ามีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะสามารถอยู่ภายใต้การอารักขาของผู้ที่แข็งแกร่งระดับนี้ได้!
ความภาคภูมิใจอันดับหนึ่งของมนุษยชาติ!
ผู้ดูแลหอสัจธรรมชั้นใน!
ฉู่โม่ว อัจฉริยะผู้ยิ่งใหญ่!
ในตอนนั้น ทุกสายตาจับจ้องไปยังผู้ที่อยู่ด้านหน้ารถ ฉู่โม่วที่สวมชุดสีดำ กำลังยืนเอามือไพล่หลังไว้ด้วยท่าทีสบาย ๆ กระนั้นทั่วทั้งร่างของเขากลับประกอบไปด้วยพลังอยู่เต็มเปี่ยม แม้แต่ความชื่นมื่นเองก็ยังดูเหมือนจะถูกสร้างจากตัวเขา กฎเกณฑ์เพิ่มขึ้นและถูกระงับไป ส่งเสริมให้ความยิ่งใหญ่ของเขาเพิ่มทวีคูณจนหาที่เปรียบไม่ได้
มองจากระยะไกล เขาไม่ได้ต่างอะไรกับเทพเจ้าจากยุคบรรพกาลเลย
ผู้คนที่มารวมตัวกันอยู่ ณ ที่นี่ต่างก็เป็นเสาหลักของเมืองใหญ่วสันตฤดู มีความแข็งแกร่งต่ำที่สุดก็อยู่ขั้นเทวะยุทธ์กันแล้ว พวกเขามีอายุมากว่าหมื่นปี ตลอดช่วงชีวิตก็ได้พบกับผู้ที่ถูกเรียกว่าอัจฉริยะมานับไม่ถ้วน หลายต่อหลายคนต่างก็แข็งแกร่งในแบบของตนเอง แต่ไม่มีใครเลยที่จะแข็งแกร่งและสุภาพได้เฉกเช่นเดียวกับฉู่โม่ว!
สิ่งนี้ทำให้ทุกคนต่างเคารพเขาจากใจ ในขณะเดียวกันก็อดที่จะตื่นตระหนักไปด้วยไม่ได้!
ท่ามกลางคนเหล่านี้ อันประกอบไปด้วยเทวะยุทธ์อวิ่นซาน พวกเขาต่างก็ถูกรับรู้โดยทั่วกันว่าเป็นอัจฉริยะตั้งแต่ยังเยาว์วัย การที่ได้เห็นท่าทีของฉู่โม่วในครานี้ มันก็ทำให้พวกเขานึกย้อนกลับไปถึงความภาคภูมิใจสมัยที่ตนถูกเรียกว่าอัจฉริยะในสมัยยังเยาว์ไปด้วย คิด ๆ ดูแล้วก็รู้สึกอับอายตนเองอยู่ไม่น้อย
‘เมื่อตอนฉันยังหนุ่ม ๆ คิดว่าตัวเองเยี่ยมยอดมากที่ถูกเรียกว่าอัจฉริยะได้ แต่พอได้มาสัมผัสแรงกดดันของคุณฉู่แล้ว ฉันถึงได้รู้เลยว่า เหนือฟ้ายังมีฟ้า!’
‘พลังระดับนี้ สมแล้วที่ถูกเรียกว่าเป็นลูกรักสวรรค์’
‘การได้มาเห็นคุณฉู่ด้วยตาตัวเองในวันนี้ มันทำให้ฉันรู้เลยว่าเขาเนี่ยแหละ คือเจ้าแห่งอัจฉริยะทั้งปวง!’
หลาย ๆ คนคิดขึ้นมาในใจ และพวกเขาเองก็สับสนในอารมณ์ของตนเองไปด้วย
ถึงอย่างนั้น ความคิดต่าง ๆ ก็ถูกขจัดไปอย่างรวดเร็ว
ทุกคนกลัวในการเปรียบเทียบ
ไม่ว่าอย่างไร ทุกคนล้วนมีความแตกต่างกันอยู่แล้ว!
การนำใครสักคน ไม่เว้นแม้แต่ตนเองไปเปรียบเทียบกับฉู่โม่ว มันก็ไม่ต่างอะไรกับการหาเหาใส่หัว!
ดังนั้นแทนที่จะหาเหาใส่หัว สู้เอาไว้ไปฝึกฝนอย่างหนักเพื่อที่จะได้พัฒนาไปได้ไกล ๆ ในอนาคตจะดีกว่า
คิดได้ดังนั้น พวกเขาก็เปิดใจกว้างขึ้น
ผู้คนมากมายมองมายังฉู่โม่วอีกครั้ง ด้วยความชื่นชมจากใจ
แต่เทวะยุทธ์อวิ่นซานกลับต่างออกไป ยามที่เขาได้เห็นท่าทีและกลิ่นอายของฉู่โม่ว ณ เวลานี้ เขาก็อดนึกถึงครั้งแรกที่ได้พบกับฉู่โม่วไม่ได้ ความรู้สึกมากมายก่อตัวในใจเขา
“เพียงแค่ช่วงเวลาสั้น ๆ ที่ไม่ได้พบกัน ความแข็งแกร่งของเขากลับเพิ่มขึ้นได้สูงถึงเพียงนี้ สูงเสียจนฉันไม่อาจจะหยั่งถึงได้อีกแล้ว!”
“และด้วยพลังกับความสูงส่งที่มากกว่าแต่ก่อนนี้เอง หากแต่ก่อนเขาเป็นเพียงดวงไฟในตะเกียงเล็ก ๆ บัดนี้เขาก็ได้กลายเป็นดวงอาทิตย์ดวงโตที่สาดแสงมอบความหวังให้กับทุกคนที่ได้แหงนหน้ามอง!”
เขาถอนหายใจ
ในตอนนี้ ทุก ๆ คนล้วนมีอารมณ์แตกต่างกัน แต่ไม่นานนัก พวกเขาก็สยบอารมณ์เหล่านั้นไว้ พร้อมกับร่วมกันพูดอย่างพร้อมเพรียงและทำความเคารพ “ยินดีที่ได้พบเจอ ท่านผู้ดูแลฉู่ครับ!”
ครั้งก่อนที่เจอกัน ฉู่โม่วยังมีสถานะเป็นเพียงความภาคภูมิใจอันดับหนึ่งแห่งมนุษยชาติเท่านั้น!
แต่มาในวันนี้…
เขาได้กลายเป็นผู้ดูแลชั้นในของหอสัจธรรมเสียแล้ว!
สำหรับผู้ปลุกพลังทั่วไป พวกเขาอาจจะไม่ได้รู้จักหอสัจธรรมกันมากนัก แต่ถ้าหากบอกไปว่า กองกำลังหลักที่ทรงพลังที่ซึ่งสามารถยืนหยัดมาได้หมื่นปี หรือเผลอ ๆ อาจจะแสนปีแล้วโดยที่ไม่เคยพ่ายแพ้ให้ใครหน้าไหน พวกเขาจะสามารถเข้าใจได้ทันที… ถึงความแข็งแกร่งของฉู่โม่วที่ได้รับเกียรติเป็นผู้ดูแล
และการที่ได้รับเกียรติเป็นผู้ดูแลชั้นในของหอสัจธรรมในตอนนี้ มันหมายถึงในอนาคต เขามีความหวังที่จะได้เลื่อนเป็นเจ้าหอสัจธรรมได้ในเวลาหมื่นปีข้างหน้า หรืออาจจะแสนปี เพราะงั้นนี่ก็ยิ่งทำให้ตำแหน่งของชายหนุ่มดูยิ่งใหญ่มากขึ้นไปอีก
พวกเขาให้ความเคารพ
นี่เป็นกฎ!
“เชิญทุกคนลุกขึ้นเถอะ”
ฉู่โม่วที่ไม่อาจจะรู้ได้ว่าคนเหล่านี้คิดอะไรกันอยู่ ยืนอยู่บนรถแล้วพูดลงมาเสียงดัง
“ขอบคุณท่านผู้ดูแลฉู่!”
ทุกคนกล่าวขอบคุณพร้อม ๆ กัน จากนั้นก็ทำความเคารพอีกครั้งก่อนจะยืนขึ้นมา
หลังจากที่การแสดงความเคารพจบลง ฉู่โม่วก็จับมือเฉินซีเวยแล้วลงมาจากรถ ระหว่างนั้นก็มีผู้ตรวจการโจวและผู้เฒ่าสวีเดินตามมาที่ด้านหลัง พร้อมกับผู้ติดตามที่ไม่ทิ้งห่างด้วย
ที่น่าสนใจคือ…
หลี่โย่วเวยและหลี่เสวียนจี พร้อมกับเหล่าผู้ปลุกพลังจากดาวเคราะห์สีน้ำเงินทั้งหลายก็รวมอยู่ในกลุ่มผู้ติดตามนั้น
การที่ทุกคนได้เห็นเหล่าผู้ปลุกพลังที่แข็งแกร่งมากมายทำความเคารพฉู่โม่วเช่นนี้ มันก็ทำให้พวกเขาตกตะลึงกันไม่ขาดสายด้วย ผู้คนเหล่านี้เข้าใจดีว่าสถานะของฉู่โม่วในปัจจุบันยิ่งใหญ่ถึงเพียงไหน
‘อาจารย์สุดยอดจริง ๆ ด้วย!’
‘ไม่คิดเลยว่าจะมีผู้คนที่แข็งแกร่งขนาดนี้ให้ความเคารพ!’
ทั้งหลี่โย่วเวยและหลี่เสวียนจีตื่นเต้นจนแทบคุมสติไม่อยู่
“การกลับมาในครั้งนี้ ผมตั้งใจจะมาโดยเงียบสงบที่สุด ไม่คาดคิดเลยว่าท่านเทวะยุทธ์อวิ่นซานจะเรียกทุกคนมายังที่แห่งนี่ด้วย ผมทำให้พวกคุณต้องลำบากมากเลยจริง ๆ”
ฉู่โม่วพูดด้วยรอยยิ้มน้อย ๆ
“ท่านผู้ดูแลฉู่ก็พูดเล่นไปเรื่อย มันเป็นเกียรติของพวกฉันที่จะได้ต้อนรับการกลับมายังเมืองแห่งสายลมวสันตฤดูเช่นนี้ การรอคุณนั้นถือเป็นเกียรติอย่างหนึ่ง พวกฉันมีความสุขที่ได้ทำ ดังนั้นจะไม่มีสิ่งใดถือเป็นการรบกวน!”
ผู้ปกครองของเหล่าทัพที่ทรงพลังพูดแล้วยิ้มให้ชายหนุ่ม
ผู้ปลุกพลังหลาย ๆ คนก็พูดออกมาตาม ๆ กัน ทุกถ้อยคำของพวกเขานั้นเต็มไปด้วยคำเยินยอและยินดี
ด้วยเหตุนี้…
ชายหนุ่มพูดคุยกับพวกเขาเหล่านี้อยู่พักใหญ่ ๆ จากนั้นจึงแนะนำเฉินซีเวย หลี่โย่วเวย หลี่เสวียนจีและคนอื่น ๆ จากดาวเคราะห์สีน้ำเงินให้คนที่นี่ได้รู้จัก
เมื่อพวกเขารู้ว่าเฉินซีเวยเป็นภรรยาของฉู่โม่วจริง ๆ แววตาของเหล่าผู้ปลุกพลังในที่แห่งนี้ต่างก็เปลี่ยนไป พวกเขาทำความเคารพอย่างจริงจัง
“ยินดีที่ได้พบครับ คุณนายฉู่!”
ทุก ๆ คนพากันทำความเคารพและกล่าวถ้อยคำสรรเสริญ
นี่เป็นครั้งแรกเลยที่เฉินซีเวยตกอยู่ท่ามกลางการกล่าวชมถึงเพียงนี้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่าเธอจะสงบสติอารมณ์ไม่ได้ หญิงสาวยังคงใจเย็น แต่ก็ยังยิ้มหวานไว้บนใบหน้าขณะกล่าวออกไป “ฉันเองก็ยินดีที่ได้พบทุกคนค่ะ ได้โปรด เงยหน้าขึ้นเถอะ”
ถ้อยวาจาที่ราบเรียบและน้ำเสียงที่ฉ่ำเย็นเสมือนหยาดฝน
เพียงแค่คำพูดเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ทำให้ผู้ปลุกพลังจำนวนมากแอบเยินยอเธออยู่ในใจไปเรียบร้อยแล้ว
สำหรับพวกเขาที่มีความแข็งแกร่งสูงกว่า ทุกคนสามารถมองเห็นได้ชัดเจนว่าเฉินซีเวยนั้นมีความแข็งแกร่งอยู่ในขั้นเก้าขอบเขตแห่งการเปลี่ยนแปลงเท่านั้น ทว่ายามที่ต้องมายืนอยู่ต่อหน้าเทียมเทพและเทวะยุทธ์มากมายเช่นนี้ เธอกลับไม่หวาดหวั่นแต่อย่างใด
“ไม่แปลกใจที่เธอคนนี้ได้ถูกเลือกให้เป็นภรรยาของคุณฉู่ พรสวรรค์ช่างน่าประทับใจจริง ๆ!”
“เธอไม่ธรรมดาจริง ๆ ด้วย!”
“เพชรเม็ดงามจะสะกดตาผู้ที่ได้เหลียวมองตั้งแต่แรกพบ ฉันเชื่อเลยว่าคุณนายฉู่คนนี้เองก็เป็นอัจฉริยะอีกคนหนึ่ง!”
ขณะเดียวกันนั้นเอง พวกเขาก็เริ่มสังเกตได้ถึงความแตกต่างของสองพี่น้องหลี่แล้ว ไหนจะผู้ปลุกพลังที่มาจากดาวเคราะห์สีน้ำเงินคนอื่น ๆ อีก
หากเป็นผู้ที่เติบโตในดาวเคราะห์สีเงินละก็ …คงไม่มีอะไรน่าสนใจ
ทว่าคนเหล่านี้มาจากดาวเคราะห์สีน้ำเงิน ที่ถูกมองว่ามีความล้าหลังด้านวรยุทธ์ แต่กลับมีราชันย์เทพยุทธ์วัยเยาว์ได้มากถึงเพียงนี้ แถมยังมีพรสวรรค์ที่น่าทึ่งอีกด้วย
โดยเฉพาะหลี่โย่วเวยและน้องชายของเธอนั้น กลายเป็นที่จับตามองเป็นอย่างมาก พวกเขารับรู้ได้ว่าทั้งสองพี่น้องนี้มีรากฐานที่ทรงพลัง รวมถึงทั้งสองเองยังเป็นอัจฉริยะ มันทำให้หลาย ๆ คนแอบตกใจอยู่ลึก ๆ
“ทั้งคุณฉู่และภรรยาเป็นอัจฉริยะที่น่ายกย่องกันทั้งคู่ แต่ไม่คาดคิดเลยว่าแม้แต่ลูกศิษย์ทั้งสองของเขาก็ยังเป็นอัจฉริยะด้วย!”
“ถึงแม้ว่าจะยังไม่รู้ถึงพรสวรรค์พิเศษของทั้งสองคนนี้ แต่ดูจากความแข็งแกร่งแล้ว พวกเขาไม่ธรรมดาแน่ ๆ!”
“สองพี่น้องนี้มีความสามารถมากอย่างแน่นอน แถมยังได้รับการฝึกสอนจากคุณฉู่อีก ฉันว่าอีกไม่นาน พวกเขาต้องสามารถเข้าเป็นลูกศิษย์ของหอเพลิงโหมได้แน่ ว่าไหม?”
“ดาวเคราะห์สีน้ำเงินนี่ช่างดีจริง ๆ แม้จะเป็นสถานที่ที่ไม่เจริญ แต่กลับมีผู้ที่มีความสามารถถือกำเนิดมาได้มากมายเช่นนี้ เหนือความคาดหมายมาก!”
หลาย ๆ คนต่างชื่นชม
…
หลังจากที่แนะนำตัวซึ่งกันและกันไปเรียบร้อยแล้ว ทุก ๆ คน ที่อยู่รอบตัวฉู่โม่วก็พากันเดินเข้าไปในโถงเพื่อพูดคุยกันต่ออีกสักพัก ก่อนที่ชายหนุ่มจะปลีกตัวออกไป
พวกเขารู้ดีว่าฉู่โม่วอยากจะกลับไปที่บ้านก่อน ดังนั้นจึงไม่มีใครรั้งผู้ดูแลหอสัจธรรมชั้นในให้อยู่ต่อ พวกเขาเพียงแค่พูดถึงงานเลี้ยงต้อนรับที่จะจัดในช่วงเย็น และหวังว่าเขาจะมาร่วมด้วยเท่านั้น
แน่นอนว่าฉู่โม่วยืนยันว่าจะมา
จากนั้นเขาก็นำผู้ปลุกพลังที่มาจากดาวเคราะห์สีน้ำเงินไปฝากไว้กับเทวะยุทธ์อวิ่นซาน
ภายหลังจากที่ได้รู้เรื่องทั้งหมดแล้ว เทวะยุทธ์อวิ่นซานก็ไม่ลังเลและจัดการสิ่งต่าง ๆ ให้ทันที
เมื่อได้รับคำตอบที่พึงพอใจแล้ว ฉู่โม่วก็ได้ย้ำเตือนผู้ปลุกพลังจากดาวเคราะห์สีน้ำเงินที่มากับตนอีกครั้ง ก่อนจะพาเฉินซีเวยและลูกศิษย์ทั้งสองมุ่งหน้าไปคฤหาสน์ที่ตนซื้อเอาไว้