ระบบกลืนกินพรสวรรค์ - บทที่ 639 เดินทางผ่านมิติ กับอารยธรรมที่ตกหล่นไปในรอยแยก!
บทที่ 639 เดินทางผ่านมิติ กับอารยธรรมที่ตกหล่นไปในรอยแยก!
ภายหลังจากที่พลังแห่งห้วงมิติได้เพิ่มพลังจนอยู่ในระดับเทวะแล้ว ฉู่โม่วก็พบว่ากระบวนท่าต่าง ๆ ที่เป็นพลังของพลังแห่งห้วงมิติ ไม่ว่าจะเป็น จิตสัมผัส ใบมีดห้วงมิติ เคลื่อนย้ายชั่วพริบตา พายุห้วงมิติรวมถึงพลังอื่น ๆ อีกมากมาย ก็ได้ถูกพัฒนาขึ้นไปอย่างมากด้วย
รวมถึง
พลังใหม่ที่เพิ่มเข้ามาอีก!
ท่องห้วงมิติ!
กระบวนท่าเคลื่อนย้าย ที่ไม่ได้ย้ายไปบนที่แห่งใดบนโลกจริง ๆ แต่เป็นการเคลื่อนย้ายไปในช่องว่างของมิติที่อยู่ระหว่างโลกและจักรวาลอันดำมืด
สิ่งนี้ถูกเรียกว่า รอยแยกห้วงมิติ สถานที่ที่ซึ่งดูดกลืนชีวิตให้สลายไปในความมืดดำ
อย่างที่รู้กันว่าจักรวาลปัจจุบันของชายหนุ่มนั้นรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก เป็นสถานที่ที่ซึ่งสิ่งมีชีวิตมากมายหลายเผ่าพันธุ์สามารถอยู่รอดและฝึกฝนได้ ในขณะที่จักรวาลอันมืดมิดนั้น เป็นสถานที่ที่ไร้ซึ่งชีวิตและเต็มไปด้วยความวุ่นวาย สรรพสิ่งล้วนถูกย่อยสลาย มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายใต้ช่องว่างรอยแยกของโลกที่ไร้ซึ่งเจตจำนงใด ๆ ยามใดที่กฎเกณฑ์ถูกลบหายไปจากโลกใบนั้น จักรวาลอันมืดสนิทนี้จะกลืนกินที่แห่งนั้นลงไป
ยกตัวอย่างเช่น…
หากโลกที่ฉู่โม่วอยู่นั้นถือเป็นยอดเขา จักรวาลมืดคือเหวลึก และการเดินทางผ่านรอยแยกห้วงมิติเปรียบเสมือนการตกลงจากยอดเขาไปสู่เหวลึกที่ไม่อาจจะขึ้นมาได้อีก
ยามใดที่ตกลงไปแล้ว การกลับมาไม่ใช่สิ่งที่ทำได้ และในเวลาเดียวกัน การอยู่รอดก็ไม่ใช่สิ่งที่ทำได้ด้วย เป็นได้เพียงสิ่งที่รอวันแตกสลายเท่านั้น
ในสถานที่เช่นนี้ ผู้ปลุกพลังทั่วไปที่ถูกผูกมัดไว้กับกฎเกณฑ์และเจตจำนงแห่งโลก ไม่อาจจะต้านทานการแตกดับในช่องว่างเช่นนี้ได้ จะมีก็แต่มหาเทวะยุทธ์ผู้ที่ได้สัมผัสเกณฑ์มายาแล้วเท่านั้น จึงจะมีสิทธิ์ที่จะมีชีวิตรอด แต่แค่มีสิทธิ์ หาใช่การการันตี
การเป็นผู้ครอบครองกฎเกณฑ์มายา จะสามารถท่องไปในรอยแยกห้วงมิตินี้ได้ แต่แม้จะเป็นมหาเทวะยุทธ์ ก็ยังมีจำนวนน้อยมาก ๆ
อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากที่พลังแห่งห้วงมิติของฉู่โม่วได้พัฒนาขึ้นมาเป็นระดับเทวะ เจตจำนงแห่งห้วงมิติของเขาก็ยิ่งสูงขึ้นไปอีก เพราะงั้นเขาจึงสามารถทลายกำแพงกั้นเขตแดนระหว่างจักรวาลได้ ทำให้เขาสามารถก้าวเข้าสู่รอยแยกช่องว่างนี้ได้เช่นกัน
ภายหลังจากที่รู้เรื่องนี้แล้ว ฉู่โม่วก็ตกตะลึงมาก ๆ
มิติที่อยู่ระหว่างมิติ!
ถึงแม้ว่านี่จะเป็นโลกที่ล่มสลาย แต่ก็ยังเป็นโลก และยังมีสมบัติมากมายเกิดขึ้นเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น หากมีอารยธรรมของสิ่งมีชีวิตหนึ่ง ๆ พลาดท่าตกลงไปในมิติแห่งนี้ บนพื้นดินที่หนาแน่นที่สุดของมัน อารยธรรมเหล่านั้นจะยังคงเหลือทิ้งไว้เป็นหลักฐานของการเคยมีอยู่
ในโลกทั่วไป หากอารยธรรมหนึ่ง ๆ ร่วงหล่น จะเกิดการสร้างโบราณวัตถุขึ้นมา ผิดกับในจักรวาลอันมืดมิด นอกจากวัตถุที่หลงเหลือจากซากอารยธรรมแล้ว ทุกสิ่งอย่างล้วนเป็นวัตถุพลังวิญญาณที่แท้จริง
ด้วยเหตุเช่นนี้…
แม้จะเป็นโลกที่ไร้ซึ่งชีวิต แต่มันก็อุดมไปด้วยอารยธรรมสาบสูญมากมาย ดังนั้นมันจะต้องมีสมบัติอีกมากมายที่หลับใหลอยู่ ณ โลกใบนี้แน่ ๆ สมบัติมากมายกำลังรอให้ถูกค้นพบ!
ดังนั้นแล้ว คิดหรือว่าฉู่โม่วจะไม่เกิดความละโมบ
ปัจจุบัน…
ชายหนุ่มยังไม่สามารถทลายกำแพงที่ขวางกั้นระหว่างโลกและจักรวาลอันมืดมิดได้ แต่เพียงครู่เดียว เขาก็ตระหนักได้ถึงเหตุผล ตอนนี้เขากำลังอยู่ในราชรถที่วิ่งด้วยความเร็วสูง หากจะทดลองใช้พลังแห่งห้วงมิติ เขาจำเป็นต้องหาที่มั่นคงเสียก่อน
คิดได้ดังนั้น ผู้ดูแลหอสัจธรรมชั้นในก็เดินออกไปจากห้องที่เงียบสงบนี้
“ท่านผู้ดูแลฉู่ มีอะไรให้รับใช้หรือครับ?”
สองทูตนักรบที่ประจำการอยู่ที่หน้าประตูกล่าวถามขึ้นทันทีหลังจากเห็นฉู่โม่วเดินออกมา พวกเขาสุภาพและเคารพผู้เป็นนายมาก ๆ
ชายหนุ่มพยักหน้าน้อย ๆ แล้วถาม “พวกเราต้องใช้เวลาอีกนานเท่าไหร่ถึงจะเดินทางไปยังดาวเคราะห์สีเงินได้เหรอครับ?”
“เรื่องนั้น ตามการคาดการณ์ หากยังคงวิ่งด้วยความเร็วระดับนี้ มันจะใช้เวลาอีกสามวันก็จะถึงปลายทางครับ!” ทูตคนหนึ่งกล่าวตอบ
“แล้วถ้าเป็นดาวที่มีสิ่งมีชีวิตที่ใกล้ที่สุดล่ะครับ?”
ฉู่โม่วถามอีกครั้ง
ทูตนักรบคนเดิมก้มลงมองไปยังแผนที่ดวงดาวและพินิจพิจารณาอย่างถี่ถ้วนก่อนจะพูดขึ้นมา “ครึ่งชั่วโมงครับ!”
พูดจบเขาก็ถามต่อ
“คุณฉู่ตั้งใจจะลงจอดหรือครับ?”
“ใช่แล้ว ผมมีอะไรบางอย่างที่อยากจะตรวจสอบเสียหน่อย ก็เลยอยากจะให้ช่วยลงจอดบนดาวที่มีสิ่งมีชีวิตหน่อยครับ” ผู้ดูแลหอสัจธรรมชั้นในตอบเชิงสั่งการ
“เข้าใจแล้วครับ!”
ทูตผู้ซื่อสัตย์พยักหน้า เมื่อเห็นว่าฉู่โม่วไม่ได้จะสั่งการอะไรเพิ่มอีก เขาก็หันหน้าออกแล้วไปแจ้งข่าวให้กับส่วนที่เกี่ยวข้อง
ไม่นานนัก…
รถเทียมมังกรทั้งห้าก็เดินทางมาถึงดวงดาวแห่งชีวิตดวงหนึ่ง ที่ซึ่งเป็นดาวที่มีการพัฒนาของวรยุทธ์ค่อนข้างล้าหลัง ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดบนดาวมีความแข็งแกร่งอยู่ที่ขั้นเทียมเทพเท่านั้น
พวกเขาลงจอดบนเทือกเขาที่ห่างไกลบนดาวดวงนี้อย่างไม่ให้เป็นที่จับตามอง
กลุ่มของทูตนักรบรีบลงไปทำหน้าที่ตรวจตราพื้นที่เพื่อกันเหตุไม่คาดคิดที่พร้อมจะเกิดขึ้น และเมื่อทุกอย่างปลอดภัยดี เขาจึงแจ้งกลับไปบนราชรถ “นายท่าน ทุกอย่างปลอดภัยดีครับ!”
“ดีมาก ถ้างั้นพวกคุณไปพักกันก่อนเถอะ ไม่ต้องเป็นห่วงผม”
พูดเช่นนั้นแล้ว ฉู่โม่วก็หันหน้าแล้วเดินกลับไปยังห้องที่เงียบสงบอีกครั้ง
…
“มาเริ่มกันเลยก็แล้วกัน!”
ชายหนุ่มอดใจแทบไม่ไหว
โดยไม่ลังเล เขาหลับตาลงก่อนแล้วทำจิตใจให้สงบ จากนั้นก็เริ่มปลดปล่อยพลังแห่งห้วงมิติออกมาจากทั่วทั้งร่าง และปาดมันไปยังพื้นที่ว่างเปล่าที่เบื้องหน้าตน
ทันใดนั้นเอง…
กลิ่นอายของความว่างเปล่าก็ก่อตัวขึ้นมา
ความเน่าเหม็นของการสลายและพลังงานลึกลับก่อตัวกันเป็นกลิ่นอายที่เปี่ยมไปด้วยความสูญเสียหลั่งไหลออกมา มันเป็นกลิ่นอายที่ค่อนข้างประหลาดมาก ๆ ยามที่มันปนเปื้อนกับกลิ่นอายเดิมในห้องนี้ มันก็กัดกร่อนมิติโดยรอบจนสามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า มิติที่ถูกกัดกร่อนนั้นกลายเป็นหลุมมืดดำ ปราศจากสัญญาณชีวิตใด ๆ ราวกับอณูแห่งชีวิตก็ได้จางหายไปแล้วด้วย
ขนาดที่ว่า…
ตัวฉู่โม่วเองยังรู้สึกเหมือนร่างกายตนหนักขึ้น การเคลื่อนไหวของลมปราณ เลือด และอณูแห่งชีวิตก็พลอยถูกหยุดยั้งไว้อีก
นี่ยังไม่รวมการที่พลังงานลึกลับนั้นมีทีท่าว่าอยากจะกัดกร่อนร่างของฉู่โม่วไปด้วย แต่โชคยังดีที่ตอนนี้ชายหนุ่มเป็นเทียมเทพแล้ว รวมไปถึงพลังกายของเขา ร่างกาย พื้นฐานที่ได้กลายเป็นร่างกายศักดิ์สิทธิ์อันเปี่ยมด้วยความบริสุทธิ์และไร้ที่ติ ตราบใดก็ตามที่เขาไม่ยินยอมให้ร่างถูกกัดกิน พลังงานเหล่านี้ก็จะไม่สามารถทำอะไรเขาได้
ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นนี้อยู่ดี
“ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมอารยธรรมหนึ่งถึงโดนกลืนกินได้ง่าย ๆ ถ้าตกลงไปในรอยแยกช่องว่างแบบนี้ พลังในการทำลายกัดกร่อนรุนแรงมากจริง ๆ น่ากลัวเกินไปแล้ว!”
“ทันทีที่ถูกจับตัวได้ ทั้งอารยธรรมจะถูกห่อหุ้มไปด้วยพลังงานปริศนา พลังงานที่พร้อมจะกลืนกินสิ่งที่มันห่อหุ้มไว้ตลอดเวลา แม้จะต้องใช้เวลานานกว่าจะกลืนกินได้ทั้งหมด แต่สิ่งที่ถูกกลืนกินก็ไม่สามารถหนีรอดออกมาได้ จำใจต้องโดนทิ้งดิ่งลงไปในจักรวาลดำมืดตามกาลเวลา ไม่มีวิธีไหนเลยหรือไงที่จะพาพวกเขากลับมายังปัจจุบันอีกครั้ง?”
ฉู่โม่วพึมพำกับตนเองด้วยความเข้าใจในสถานการณ์อย่างลึกซึ้ง
อันที่จริง มันก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีวิธีช่วยเหลืออารยธรรมที่ถูกกลืนกินลงไป เพียงแต่โอกาสของมันนั้นน้อยมาก ๆ อย่างแรกที่สุดเลยคือผู้มีส่วนร่วมในอารยธรรมนั้น ๆ ทุกคน จะต้องรวมกันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และหากทำได้เช่นนั้น ปาฏิหาริย์จะเกิดขึ้นอีกครั้ง โชคชะตาจะส่งผู้ที่ช่วยพลิกวิกฤตให้กลายเป็นโอกาสได้มาให้
คนที่มีพรสวรรค์และสติปัญญาอันเลิศล้ำ กลายเป็นผู้ที่แข็งแกร่งจนยากจะต้านทาน มีเพียงหนทางนี้เท่านั้นที่จะช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตให้พวกเขา
แต่ปัญหาก็ใช่ว่าจะหมดไป
ต่อให้ทุกคนจะรวมกันเป็นหนึ่งเดียวแล้ว แต่อารยธรรมที่กำลังถูกกลืนกิน จะเอาพลังที่ไหนมาให้กำเนิดบุคคลแห่งปาฏิหาริย์เช่นนี้?
หรือต่อให้เขาเกิดขึ้นมาได้จริง ๆ บุคคลแห่งปาฏิหาริย์คนนั้นก็จำเป็นต้องทลายขั้นต่าง ๆ และฝ่าออกมาจากมิติที่น่าพิศวงนี้ให้ได้ในเวลาจำกัด สิ่งนี้มันยากเอาเสียมาก ๆ เลยนะ?
ไม่ต้องพูดถึง
การรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน…
ในยามที่อารยธรรมถูกกลืนกิน เหล่าผู้ปลุกพลังที่แข็งแกร่งเองก็ตกอยู่ในอันตรายอยู่แล้วด้วย พวกเขาต่างก็ดิ้นรนเพื่อให้ออกจากสภาวะนี้กันให้ได้ก่อน ดังนั้นจะให้พวกเขาใจเย็นแล้วหันมาร่วมมือกับคนอื่น ๆ ได้จากใจจริงได้อย่างไร?
และเพราะแบบนี้ โอกาสรอดของอารยธรรมที่ร่วงหล่น จึงมีน้อยเอาเสียมาก ๆ!
บันทึกเกี่ยวกับเรื่องอารยธรรมที่สาบสูญภายในตำหนักบรรพชนนั้นแทบจะไม่มีอะไรเลย!
แต่นั่นก็ใช่ว่ามันจะไม่มีใครรอดออกมาได้จริง ๆ บางทีอาจจะมีคนที่สามารถกลับมายังโลกปัจจุบันได้จริง ๆ อยู่ เพียงแต่ตำหนักบรรพชนนั้นยังไม่รับรู้เรื่องนี้
คิดได้เช่นนั้น
ฉู่โม่วก็ได้สติกลับมา เขาข่มความคิดลงไปและทะลวงหลุมดำมืดเบื้องหน้าให้ขยายใหญ่ขึ้น มากพอที่จะให้เขาเข้าไปได้ จากนั้นก็กระโจนเข้าไปในช่องว่างระหว่างมิติดังกล่าวอย่างรวดเร็ว
ทันทีที่เข้าไปถึง…
เขาก็ตระหนักได้ถึงพลังอันมหาศาลที่วิ่งผ่านร่างเขาไป เมื่อหันมองไปรอบ ๆ ฉู่โม่วก็พบว่ามิติภายในนี้เกิดการแตกสลายและก่อตัวใหม่อยู่ตลอดเวลา และระหว่างที่เกิดกระบวนการแตกดับและเกิดใหม่เช่นนี้ มันก็ปลดปล่อยกลิ่นอายแห่งความตายและบรรยากาศที่แปลกประหลาดออกมาด้วย
แม้แต่ชายหนุ่มยังเหมือนถูกสิ่งเหล่านี้ข่มไว้อยู่จนเขาไม่กล้าที่จะเคลื่อนที่ไปไหน ทำได้เพียงมองไปรอบ ๆ ด้วยความระมัดระวังและสงสัยเท่านั้น
ทันใดนั้นเอง…
สัตว์อสูรแห่งรอยแยกขนาดใหญ่ราวกับดวงดาวก็ได้ปรากฏขึ้นที่เบื้องหน้าของเขา!
มันมีร่างกายที่ใหญ่โตและเคลื่อนที่ด้วยความเร็วมาก ๆ การที่มันสามารถเคลื่อนที่ไปมาได้อย่างอิสระภายในรอยแยกมิติช่องว่างเช่นนี้ แสดงว่าแรงกดดันอันมหาศาลที่เป็นปัญหากับเขานั้น ไม่ได้เป็นปัญหากับมันเลยแต่อย่างใด
ราวกับว่ามันอยู่เหนือพลังเหล่านี้
การมาของสัตว์อสูรยักษ์เช่นนี้ ฉู่โม่วถึงกับตาเบิกกว้าง
เขาสัมผัสได้ถึงพลังที่เทียบไม่ติดเลยจากสัตว์อสูรเบื้องหน้า สิ่งที่ทำได้ตอนนี้คือซ่อนกลิ่นอายของตน เพราะกลัวว่าจะถูกอีกฝ่ายพบเจอตัวเสียก่อน ถึงแม้ว่าตอนนี้เขาจะมีพลังระดับที่สามารถสังหารเทวะยุทธ์ได้ แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าสัตว์อสูรยักษ์ตนนี้ มันก็ไม่ได้ต่างอะไรกับมนุษย์ที่ยืนอยู่ต่อหน้าเทพเจ้าเลย
ต่อให้เขาพยายามสุดความสามารถ ใช้ระฆังจักรพรรดิบูรพา หรือ กระบี่พิสุทธิ์ผ่าสวรรค์ อีกฝ่ายก็น่าจะสามารถตอบโต้เขากลับในพริบตาได้เช่นกัน!
คิดได้แบบนั้น ชายหนุ่มก็พยายามข่มความกลัวภายในใจ ไม่กล้าที่จะกระตุ้นพลังใด ๆ ออกมา
โชคยังดีที่อสูรประหลาดตนนี้ไม่ได้อยู่บริเวณนี้นานนัก ดูเหมือนมันกำลังเคลื่อนที่ไปอย่างไร้จุดหมายเท่านั้น ดังนั้นไม่นานนักมันก็หายจากสายตาฉู่โม่วไป
ภายหลังจากที่อีกฝ่ายหายไปลับตาแล้ว ผู้ดูแลหอสัจธรรมชั้นในก็ยังคงนิ่งสงบอยู่อีกนับชั่วโมงกว่าจะถอนหายใจอย่างโล่งอกราวกับตนเพิ่งกลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้ง
“น่ากลัวชะมัด!”
เมื่อคลายความกังวลลงได้ ฉู่โม่วก็รีบปาดเหงื่อเย็นบนหน้าผากของเขาทันที
แรงกดดันมหาศาลที่อสูรประหลาดตนนั้นส่งออกมาทำให้ชายหนุ่มรู้สึกกลัวเป็นอย่างมาก หากเทียบกับความกดดันที่ออกมาจากมหาเทวะยุทธ์แล้ว นั่นยังเทียบเจ้าสิ่งนี้ไม่ได้เลย!
ต่อหน้าสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งเช่นนี้… ต่อให้จะเป็นยอดฝีมือจากทั้งจักรวาล บางทีอาจจะถูกมันถล่มจนราบคาบในพริบตาเลยก็ได้!
หลังจากที่จัดการความรู้สึกตัวเองพักหนึ่ง ความคิดการอ่านของฉู่โม่วก็กลับมาอยู่ในสภาวะสงบอีกครั้งหนึ่ง เขาเริ่มเข้าสำรวจพื้นที่นี้ต่ออย่างไม่รอช้า
การแตกดับและก่อเกิดใหม่ของบรรยากาศในมิติแห่งนี้นั้น หากไม่ใส่ใจให้ดี ผู้ที่เข้ามาก็อาจจะถูกกลืนกินได้ แต่เพราะชายหนุ่มมีพลังแห่งห้วงมิติระดับเทวะ ภายใต้จิตสัมผัสระดับสูงของเขา การแปรผันต่าง ๆ ในมิติย่อมไม่อาจเล็ดลอดไปจากการรับรู้ของเขา ดังนั้นเขาจึงสามารถหลบหลีกจุดที่มิติจะแตกสลายได้อย่างง่ายดาย
ด้วยเหตุนี้ ฉู่โม่วจึงสามารถสำรวจที่ได้ได้หลายชั่วโมง
ตลอดช่วยเวลานี้ เขายังได้พบกับสิ่งมีชิวิตในรอยแยกอีกมากมายหลายตน แต่ไม่มีพวกมันตัวไหนเลยที่จะน่ากลัวเทียบเท่าสัตว์อสูรยักษ์ที่เขาเจอเป็นตนแรก นี่ทำให้ฉู่โม่วสงสัยว่าบางทีเจ้าสิ่งมีชีวิตนั้นอาจจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในรอยแยกมิติแห่งนี้ ตัวตนของมัน อาจจะเป็นสิ่งมีชีวิตระดับสูงเลยก็ว่าได้ ที่ซึ่งหาได้ยากมาก ๆ
“อะไรน่ะ?”
ตอนนั้นเอง
ฉู่โม่วก็สังเกตเห็นอะไรบางอย่าง มันดึงดูดสายตาเขาให้หันมองโดยไม่ได้ตั้งตัว แล้วทันใดนั้นเขาก็เห็นเงาดำปรากฏขึ้นที่เบื้องหน้า เงาดำขนาดใหญ่ที่ไม่อาจตีเส้นกรอบได้ มันว่างเปล่าและเต็มไปด้วยความวุ่นวาย ดูแล้วคล้ายสัตว์อสูรที่กำลังไล่หาอาหารมากลืนกิน
“หรือว่านั่นจะเป็น…”
ชายหนุ่มคาดเดาไว้แล้วรีบมุ่งหน้าไปหาเป้าหมาย
ครึ่งชั่วโมงต่อมา เขาก็ค่อย ๆ เข้าใกล้เงาดำดังกล่าวมากขึ้นทีละนิด ๆ จนกระทั่งสามารถเห็นรูปร่างของมันได้ สิ่งนี้คือทวีป!
“จริง ๆ ด้วย!”
“นี่คือ อารยธรรมที่สาบสูญ!”
ดวงตาของเขาเป็นประกาย แสดงความตื่นเต้นออกมา
อารยธรรมที่สาบสูญ…
ที่ที่ซึ่งประกอบไปด้วยสมบัติมากมายรวมถึงมรดกของอารยธรรมดังกล่าว หากสามารถเข้าไปได้ เขาจะต้องได้รับผลประโยชน์กลับมาเป็นอย่างมากแน่ ๆ!
ฉู่โม่วไม่คาดคิดเลยว่าเขาจะค้นพบอารยธรรมที่สูญหายนี้ หลังจากเข้ามาในรอยแยกระหว่างมิติไม่นานนัก
อย่างที่รู้กัน…
ว่ารอยแยกมิติพวกนี้ไม่ได้ปรากฏอยู่ตลอดเวลาบนโลกปัจจุบัน ถึงอย่างนั้นมันก็เป็นพื้นที่ที่มีขนาดกว้างใหญ่ การค้นหาอารยธรรมที่สูญหายภายในจักรวาลอันมืดมิดนี้ ไม่ต่างอะไรกับการงมเข็มในมหาสมุทร ต่อให้เป็นมหาเทวะยุทธ์ที่สามารถเข้ามาในนี้ได้ ก็ไม่ได้การันตีว่าเขาจะค้นพบอารยธรรมที่สาบสูญแต่อย่างใด
ในเผ่าพันธุ์มนุษย์ มหาเทวะยุทธ์มากมายที่ได้เข้ามายังจักรวาลแห่งนี้ขณะฝึกฝน แต่พวกเขาก็ไม่เคยได้พบเจออารยธรรมที่สาบสูญกันเลยตลอดหลายพันปี
ในประวัติศาสตร์ล้านปีของมนุษยชาติเองก็พอจะมีบันทึกจำนวนของอารยธรรมที่สาบสูญที่ได้ถูกค้นพบอีกครั้งอยู่เหมือนกัน แต่จำนวนของมัน นิ้วมือยังนับเหลือได้สบาย ๆ!
“โชคดีอะไรอย่างนี้นะ!”
เขาตื่นเต้น…
ทว่าครู่เดียวชายหนุ่มก็ต้องขมวดคิ้วอีกครั้ง
ถึงแม้ว่าเขาจะได้พบอารยธรรมที่สาบสูญแล้ว แต่มันก็ยังมีปัญหาอยู่ ฉู่โม่วรู้สึกได้ชัดเจนถึงชั้นค่ายกลบาง ๆ ที่กั้นระหว่างมิติและตัวอารยธรรมดังกล่าวเอาไว้
สิ่งนี้คือค่ายกลแบบที่กั้นระหว่างโลกและจักรวาลอันมืดมิด ตราบใดก็ตามที่อารยธรรมนั้นยังไม่ถูกกลืนกินโดยสมบูรณ์ มันจะยังคงมีชั้นค่ายกลคอยช่วยปกป้องรักษาเอาไว้ และถึงแม้ว่าชั้นค่ายกลดังกล่าวจะบางลงขนาดไหน แต่มันก็ยังคงเป็นสิ่งที่ผู้ปลุกพลังทั่วไปไม่อาจจะทำลายได้ง่าย ๆ
“ตามบันทึกภายในตำหนักบรรพชน ตามปกติแล้วหากพบเจอกับค่านกลเช่นนี้ มีเพียงมหาเทวะยุทธ์เท่านั้นที่จะสามารถใช้กระบวนท่าโจมตีที่รุนแรงในการฉีกมันออกไปได้ แต่นั่นก็จะกระตุ้นการรับรู้ของเจตจำนงโลกของโลกใบนั้น ๆ ด้วย ยังไงเสียคนนอกก็คือคนนอก ไม่ว่าจะเผ่าพันธุ์ไหน โลกก็จะทำการตอบโต้ทันที”
“การตอบโต้นั้นส่งผลกระทบต่อมหาเทวะยุทธ์ผู้ลงมือโจมตีอย่างแน่นอน แต่ก็ใช่ว่ามหาเทวะยุทธ์จะทำอะไรไม่ได้ ว่ากันตามตรง พวกเขาเองก็เป็นผู้ใช้กฎเกณฑ์เช่นกัน ต่อให้จะต้องประมือกับผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกใบนั้น ๆ มันก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องหวาดกลัวแต่อย่างใด!”
“แต่ฉันตอนนี้เป็นแค่เทียมเทพ หากฉันตกอยู่ในสถานการณ์แบบนั้น ด้วยพลังที่มี…ไม่แน่ว่าถ้าโลกใบนี้ส่งผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดออกมา ฉันอาจจะไม่สามารถสู้ได้เลยก็ได้!”
ฉู่โม่วพูดพึมพำกับตนเองขณะที่กำลังขมวดคิ้วแน่น
ภายหลังจากที่คิดได้ดังนั้นแล้ว เขาก็ไม่รู้สึกว่าการทำลายค่ายกลขวางกั้นมิติลงในตอนนี้จะเป็นผลดีแต่อย่างใด
“เอาเถอะ!”
“กลับไปก่อนก็ได้!”
“ไว้กลับไปถึงตำหนักบรรพชนค่อยถามจากบรรพชนอีกที เผื่อว่าจะมีหนทางอื่นอีก!”
เขาตัดสินใจ
เมื่อสรุปแล้วแล้ว เขาก็ทิ้งตรามิติไว้ ณ ที่แห่งนี้ เพื่อที่เขาจะได้กลับมายังจุดนี้หากใช้ท่องห้วงมิติอีกครั้ง อนาคตจะได้ไม่ต้องตามหาใหม่อีกรอบหนึ่ง
หลังจากที่รอจนกระทั่งทุกอย่างเสร็จสิ้น
ฉู่โม่วก็เปิดรอยแยกช่องว่างอีกครั้ง และกลับไปยังโลกปัจจุบันที่เขาอยู่
…
“ฟู่…”
ภายในห้องที่เงียบสงบ ฉู่โม่วลืมตาขึ้นและถอนหายใจยาว
ก่อนอื่นเลย เขาเร่งลมปราณ เลือดและอณูแห่งชีวิตให้เริ่มไหลเวียนอีกครั้ง มันทำลายบรรยากาศแห่งความตายและความเงียบที่ปกคลุมอยู่รอบ ๆ ตัวเขาจนหมดไปในเวลาไม่นาน จากนั้นก็แสดงความตื่นเต้นออกมาผ่านสีหน้า
พลังแห่งห้วงมิติระดับเทวะนี่ช่างทรงพลังจริง ๆ!
ไม่เพียงแต่พลังหลาย ๆ แขนงจะได้รับการพัฒนา แต่ยังทำให้เขาสามารถเข้าถึงรอยแยกช่องว่างมิติที่มีเพียงมหาเทวะยุทธ์เท่านั้นที่แข็งแกร่งพอจะเข้าไปได้อีก
และการที่เขาเป็นผู้ครอบครองพลังแห่งห้วงมิตินั่นเอง การใช้พลังแห่งห้วงมิติของเขานั้นอยู่เหนือกว่ามหาเทวะยุทธ์มาก ๆ!
นี่ยิ่งทำให้พลังแห่งห้วงมิติมีประโยชน์กับเขามากขึ้นไปอีก ไหนจะการที่เขาสามารถใช้มันหาอารยธรรมที่สาบสูญไปแล้วได้อีก
และสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า
มันเป็นกระบวนท่าที่สามารถเพิ่มโอกาสรอดชีวิตให้เขาได้อีกเป็นอย่างมาก!
หากเขาต้องพบเจอกับศัตรูที่มีพลังกล้าแกร่งเกินกว่าที่ตนจะรับมือได้ในอนาคต เขาจะสามารถเข้าไปหลบในรอยแยกระหว่างมิติเช่นนี้ได้ แม้แต่มหาเทวะยุทธ์เองก็ไม่อาจจะหาตัวเขาได้พบ!