ระบบกลืนกินพรสวรรค์ - บทที่ 659 หินหมึกพิลึก และ เริ่มฝึกฝน
บทที่ 659 หินหมึกพิลึก และ เริ่มฝึกฝน
“คราวนี้นายเจอสมบัติที่มีค่าขนาดนี้สำหรับเผ่าพันธุ์มนุษย์ ถือว่าเป็นผลงานครั้งยิ่งใหญ่เลยละ!”
“แน่นอนว่านายจะได้รับรางวัลจากระบบแต้มด้วย ถ้าอยากได้อะไรก็บอกมาเลย ถึงเผ่าพันธุ์มนุษย์ไม่มี ฉันก็จะหามาให้!”
บรรพชนหมัวรับประตูสวรรค์แห่งการพิพากษาไป แล้วจึงหันไปพูดกับฉู่โม่วด้วยรอยยิ้ม
เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านั้น
ชายหนุ่มก็ดีใจจนเนื้อเต้น
เขายอมเสี่ยงเพื่อนำประตูสวรรค์แห่งการพิพากษากลับมา และถือว่าเป็นผลงานครั้งยิ่งใหญ่สำหรับเผ่าพันธุ์มนุษย์ ในขณะเดียวกัน เขาก็สามารถแลกเปลี่ยนทรัพยากรในการฝึกฝนที่จำเป็นได้ เมื่อได้ยินสิ่งที่บรรพชนหมัวพูด เขาก็กล่าวโดยไม่ลังเล “บรรพชนหมัวคงรู้อยู่แล้วว่าผมมีพรสวรรค์ห้วงเวลา ตอนนี้ผมกำลังจะก้าวเข้าสู่ขั้นเทวะยุทธ์ แต่การศึกษาความหมายอันลึกซึ้งของพรสวรรค์ห้วงเวลายังไม่สูงพอ ผมเลยอยากได้สมบัติหายากที่เสริมความเข้าใจของกาลเวลาน่ะ!”
“สมบัติหายากที่เกี่ยวกับความหมายอันลึกซึ้งแห่งกาลเวลาเหรอ?”
บรรพชนหมัวขมวดคิ้ว “สมบัติหายากแบบนั้น แม้แต่ในตำหนักบรรพชนเองก็หาเจอไม่มาก”
เมื่อได้ยินดังนั้น ฉู่โม่วก็เผยสีหน้าผิดหวังออกมา
“แต่…”
ในตอนนั้นเอง เขาก็ได้ยินบรรพชนหมัวเอ่ยขึ้น “ตอนที่เดินทางไปในอวกาศ ฉันเคยได้สมบัติจำนวนหนึ่งมาจากสถานที่ต้องห้าม ในสมบัติเหล่านั้นมีสมบัติที่เกี่ยวข้องกับกาลเวลาอยู่ด้วย น่าจะช่วยอะไรนายได้บ้าง”
ระหว่างที่พูด
เขาก็พลิกข้อมือและมีบางสิ่งปรากฏขึ้นบนข้อมือ
เมื่อมองดูให้ดีก็เห็นว่ามันเป็นหินหมึกก้อนหนึ่ง
ภายนอกมันดูเป็นหินหมึกธรรมดาทั่วไป แต่มันก็เรียบง่ายและงดงามทีเดียว
ในขณะเดียวกัน ฉู่โม่วก็สัมผัสได้ถึงรัศมีแห่งกาลเวลาจากหินหมึกนี้ราวกับว่ามันมีอายุข้ามผ่านหลายยุคสมัย ทำให้รัศมีอันยิ่งใหญ่ไร้ที่สิ้นสุดถาโถมเข้ามาใส่หน้า
เมื่อสัมผัสได้ถึงรัศมีนี้ ชายหนุ่มก็อดยิ้มออกมาไม่ได้ แต่แล้วก็ต้องขมวดคิ้วอีกครั้ง
เขาสัมผัสได้ว่ามันทำขึ้นมาจากหินปฐมกาล แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง มันกลับมีรัศมีแห่งกาลเวลาซึ่งแปลกประหลาดเป็นอย่างมาก
แต่อย่างไร…
สมบัติใดก็ตามที่เกี่ยวข้องกับกาลเวลาถือเป็นสมบัติที่หายากในทุกยุคสมัย เช่นเดียวกันกับดอกบัวกาลเวลาซึ่งหายากและไม่ธรรมดาเลยสักนิด แต่หินหมึกนี้ทำขึ้นจากหินปฐมกาลซึ่งยากที่จะพบเห็นได้
“ดูเหมือนว่านายก็สัมผัสได้นะ!”
เมื่อสังเกตเห็นสีหน้าของฉู่โม่ว บรรพชนหมัวก็กล่าว “หินหมึกนี้ทำขึ้นจากหินปฐมกาล แต่มันก็อัดแน่นไปด้วยรัศมีกาลเวลาที่แข็งแกร่ง ซึ่งเป็นเรื่องไม่ธรรมดาเลย เรียกได้ว่าเป็นสมบัติหายากเลยด้วยซ้ำ มันต้องไม่ใช่ประสบการณ์ที่ธรรมดาแน่”
“ตามที่ฉันคาดการณ์ไว้ หินหมึกนี้น่าจะเคยอยู่ในมือของผู้แข็งแกร่งในยุคโบราณ เพราะผ่านการผจญภัยมามากมาย มันจึงกลายเป็นสมบัติ… ฉันศึกษามันมาแล้ว แต่โชคไม่ดีเท่าไหร่ที่ถึงจะอยู่ในมือของฉันมาหลายปี ฉันก็ไม่ได้ศึกษามันอย่างละเอียดสักที!”
เมื่อพูดจบ เขาก็ยื่นสิ่งนั้นให้กับชายหนุ่มและกล่าว “ตอนนี้สมบัตินี้เป็นของนายแล้ว บางทีนายอาจจะพบความลับในหินหมึกนี้ก็ได้”
ฉู่โม่วไม่ปฏิเสธแต่อย่างใด…
เขามีข้อสงสัยเกี่ยวกับหินหมึกนี้มากมายและอยากจะศึกษามัน
เขาจึงรับมันมาทันที
แล้วบรรพชนหมัวก็พูดต่อ “นอกจากหินหมึกนี้แล้ว สมบัติกาลเวลาที่เหลืออยู่ในตำหนักบรรพชนจะถูกส่งไปให้นายทีหลัง โดยเฉพาะสมบัติที่จะช่วยให้นายพัฒนาความเข้าใจในกาลเวลาจนเข้าสู่ขั้นกฎเกณฑ์มายา!”
“ขอบคุณมาก บรรพชนหมัว!”
ฉู่โม่วกล่าวขอบคุณ
“ฉันสิต้องขอบคุณ นายสมควรได้รับมันแล้วละ!”
บรรพชนหมัวส่งยิ้มให้
หลังจากนั้น ทั้งสองก็พูดคุยกันเล็กน้อย ระหว่างนั้น ชายชราก็แนะนำฉู่โม่วให้บรรพชนอีกสามคนได้รู้จัก ทำให้ชายหนุ่มได้รู้จักตัวตนและชื่อเสียงเรียงนามของพวกเขาไปด้วย
บรรพชนทั้งสามเคยแยกตัวไปอาศัยอยู่อย่างสันโดษมาก่อน และเมื่อกลับออกมา พวกเขาก็ได้รู้เรื่องที่อัจฉริยะอย่างฉู่โม่วปรากฏตัวขึ้นในเผ่าพันธุ์มนุษย์และเกิดข้อสงสัยมากมาย
หลังจากที่พูดคุยกัน ทั้งสามก็ชื่นชมในตัวผู้ดูแลหอสัจธรรมเป็นอย่างมาก และพูดคุยอย่างเป็นมิตร
…
หลังจากพวกเขาพูดคุยกันในคฤหาสน์กว่าหลายชั่วโมง บรรพชนทั้งหลายก็เริ่มหมดความสนใจ พวกเขาเพิ่งจะได้รับสมบัติอย่างประตูสวรรค์แห่งการพิพากษามา และรอที่จะกลับไปยังตำหนักบรรพชนเพื่อตรวจสอบมันไม่ไหวแล้ว
ฉู่โม่วจึงไม่รั้งพวกเขาเอาไว้ และกล่าวลาด้วยความนอบน้อม
เมื่อเห็นบรรพชนทั้งเจ็ดเปิดรอยแยกห้วงมิติออก ชายหนุ่มก็มองดูรัศมีของพวกเขาจางหายไปจนหมด
“เฮ้อ…”
หลังจากที่ถอนหายใจ ฉู่โม่วก็พึมพำกับตัวเอง “ทุกอย่างจบสักที ได้เวลาฝึกฝนและก้าวเข้าสู่ขั้นเทวะยุทธ์แล้ว!”
เป็นเวลานานแล้วตั้งแต่เขาก้าวเข้าสู่ขั้นเทียมเทพ
ตอนนี้เมื่อเขามีพื้นฐานพลังมากพอที่จะเลื่อนขั้นแล้ว เขาแค่จำเป็นต้องพัฒนาความเข้าใจพรสวรรค์ทั้งหลายให้ไปถึงขั้นกฎเกณฑ์มายา แล้วเขาก็จะก้าวเข้าสู่ขั้นเทวะยุทธ์ได้สำเร็จ
เมื่อคิดได้ดังนั้น
ฉู่โม่วก็ส่งข้อความเสียงไปหาหลี่โย่วเวย บอกเธอว่าเขาจะเก็บตัวฝึกฝนเป็นเวลาสักพักหนึ่ง แล้วจึงทิ้งข้อความไว้ให้เฉินซีเวย หลังจากที่จัดเตรียมทุกอย่างเรียบร้อย ฉู่โม่วก็เดินเข้าไปในห้องเงียบสงบและเริ่มฝึกฝน
…
ข้างในห้องเงียบสงบ…
ฉู่โม่วนั่งขัดสมาธิลง
การจะพัฒนาจากขั้นเทียมเทพเข้าสู่ขั้นเทวะยุทธ์นั้น ผู้ปลุกพลังจำเป็นต้องมีพละกำลังกายที่มากพอ และยังจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงร่างกายให้มีเลือดศักดิ์สิทธิ์อีกด้วย หลังจากนั้นจึงจะสามารถก้าวเข้าสู่ขั้นเทวะยุทธ์และกำจัดความเป็นมนุษย์ออกไปได้
และในเงื่อนไขทั้งหมดนั้น นอกจากพลังกายที่ไม่เพียงพอแล้ว เขาก็มีทุกอย่างเพียบพร้อม
ส่วนพลังกายนั้น สำหรับฉู่โม่วผู้มีพรสวรรค์ห้วงเวลาแล้ว ชายหนุ่มยังมีความสามารถในการเร่งเวลาอีกด้วย ตราบใดที่มีทรัพยากรในการฝึกฝนเพียงพอ เขาก็สามารถเพิ่มพลังกายได้ภายในเวลาไม่นานและไม่ยุ่งยากเลย
ปัญหาเดียวของชายหนุ่มในตอนนี้คือ
เขาจะเพิ่มพื้นฐานพลังให้มากที่สุดก่อนจะเข้าสู่ขั้นเทวะยุทธ์ได้อย่างไร
นั่นก็คือความหมายอันลึกซึ้งแห่งกาลเวลา!
ตอนที่อยู่ในขั้นเทียมเทพ ยิ่งมีพรสวรรค์ที่แข็งแกร่งมากเท่าไรก็จะยิ่งทรงพลังเท่านั้น และเมื่อเข้าสู่ขั้นเทวะยุทธ์ พลังกายพื้นฐานก็จะยิ่งสูงขึ้นไปด้วย แต่เทวะยุทธ์ส่วนมากมักรอที่จะฝึกฝนพรสวรรค์ให้ถึงขั้นกฎเกณฑ์มายาไม่ไหว ทำให้มีพละกำลังธรรมดาทั่วไปที่สุด
ที่ดีกว่าเล็กน้อยก็คือมีสองถึงสามพรสวรรค์ในขั้นกฎเกณฑ์มายา ก็จะเรียกได้ว่าเป็นอัจฉริยะ
หากมีมากกว่านั้นก็จะถือว่าเป็นผู้แข็งแกร่งแห่งสวรรค์!
ส่วนฉู่โม่วนั้นมีพรสวรรค์ธาตุครบทั้งหมดเก้าชนิด ประกอบกับพรสวรรค์ห้วงเวลาและห้วงมิติ เพียงเท่านี้ก็มีถึงสิบเอ็ดชนิดแล้ว หากทั้งหมดถูกพัฒนาถึงขั้นกฎเกณฑ์มายา เมื่อก้าวเข้าสู่ขั้นเทวะยุทธ์ พละกำลังของเขาก็จะทะยานขั้นไปจนถึงระดับที่น่าสะพรึงกลัวอย่างถึงที่สุด
นี่…
คือสิ่งที่ฉู่โม่วตั้งตารอ!
“พรสวรรค์แห่งห้วงมิติอยู่ในขั้นกฎเกณฑ์มายาแล้ว ถ้างั้นก็ศึกษาความลับแห่งกาลเวลาก่อนดีกว่า!”
ฉู่โม่วตัดสินใจ
หลังจากนั้น
เขาก็หยิบดอกบัวกาลเวลาที่เพิ่งจะได้รับออกมา
เมื่อเปิดกล่องหยกออกมา ดอกบัวหลากสีสันก็ปรากฏตัว รัศมีและลำแสงไร้ที่สิ้นสุดส่องสว่างจ้าและสะท้อนไปทั่วทั้งห้องเงียบสงบ ขณะที่รัศมีแห่งกาลเวลาแผ่ซ่าน ทำให้ผู้คนรู้สึกราวกับว่าได้ย้อนกลับไปในยุคสมัยโบราณ
เมื่อดอกบัวกาลเวลานี้ปรากฏตัวขึ้น ฉู่โม่วก็สัมผัสได้ว่าพรสวรรค์ห้วงเวลาในร่างกายเริ่มตื่นตัวและไหลเวียนอย่างไม่อาจควบคุมได้ แล้วความอยากที่จะดูดซับมันเข้าไปก็กลืนกินหัวใจของเขาจนแทบจะรอไม่ไหว
“หวังว่าจะได้อะไรกลับมานะ!”
ฉู่โม่วไม่กดดันความโหยหานี้ แต่แค่พึมพำเล็กน้อย
แล้วจึงกลืนกินพวกมันเข้าไปทันที