ระบบกลืนกินพรสวรรค์ - บทที่ 676 เสียงระฆังหายนะดังลั่น… เทวะยุทธ์ทุกคนถูกทำลาย!
บทที่ 676 เสียงระฆังหายนะดังลั่น… เทวะยุทธ์ทุกคนถูกทำลาย!
ในจักรวาลอันกว้างใหญ่ ผู้คนนับไม่ถ้วนยืนอยู่กับที่ด้วยความงุนงงและพูดไม่ออก ทุกคนเผยสีหน้าหวาผวาออกมาพร้อมสายตาตกตะลึง
โดยเฉพาะผู้ปลุกพลังเผ่ามนุษย์วิหคที่หวาดกลัวจนถึงขีดสุด!
มหาเทวะยุทธ์ผู้แทบจะไร้เทียมทานถูกศัตรูสังหารเช่นนี้ และยังถูกสังหารด้วยพลังที่แข็งแกร่งและน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ มันเหนือยิ่งกว่าจินตนาการของทุกคน
ระหว่างที่มนุษย์วิหคทุกคนตกตะลึงอยู่นั้น พวกเขาก็สัมผัสได้ถึงสายตาของฉู่โม่วในทันใด
นั่นทำให้ผู้ปลุกพลังเผ่ามนุษย์วิหคมากมายต้องรู้สึกชาไปทั้งตัวและหวาดกลัวไปทั้งหัวใจ
“แย่แล้ว!”
“ฉู่โม่วหันมาทางเราแล้ว!”
“เขาจะฆ่าพวกเราทุกคน!”
“รีบหนีเร็ว! เขาทรงพลังมาก พวกเรารับไม่ไหวหรอก รีบหนีเร็วเข้า!”
ผู้ปลุกพลังเผ่ามนุษย์วิหคคนหนึ่งตื่นตระหนกและตั้งใจจะหลบหนี
“จะหนีเหรอ?”
“ถ้ามาที่นี่แล้วก็อยู่ที่นี่กันให้หมด!”
ชายหนุ่มกล่าวอย่างเลือดเย็น
น้ำเสียงของเขาสงบนิ่ง แต่มันก็เต็มไปด้วยความเย็นยะเยือกราวกับว่าคำพูดของเขาเต็มไปด้วยพลังแห่งกฎเกณฑ์และกำหนดให้พวกเขาต้องตาย
และเมื่อประโยคนั้นถูกพูดจนจบ
เหง่งหง่าง เหง่งหง่าง!
ระฆังจักรพรรดิบูรพาก็ดังสนั่นขึ้นในทันใด
ทันใดนั้น…
คลื่นเสียงที่มองเห็นได้ก็แพร่กระจายออกไปกว่าหลายล้านกิโลเมตรและปกคลุมผู้ปลุกพลังเผ่ามนุษย์วิหคแทบทั้งหมดในทันที
“ไป!”
ฉู่โม่วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ทรงพลังและศักดิ์สิทธิ์
เหง่งหง่าง! เหง่งหง่าง! เหง่งหง่าง!
ระฆังจักรพรรดิบูรพาดังขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าราวกับว่ามียักษ์โบราณถือเสาทองแดงตีมันอย่างต่อเนื่อง
คลื่นเสียงไร้ที่สิ้นสุดแพร่กระจายออกไปและแสงอันโกลาหลที่มหาศาลยิ่งกว่าก็พวยพุ่งออกมา ไม่ว่ามันผ่านไปที่ใด โลกภายในพื้นที่นั้นก็จะตกอยู่ในความโกลาหลและพลังแห่งกฎเกณฑ์อันแสนลึกซึ้ง
และขณะที่คลื่นเสียงนั้นแพร่กระจายออกไป แสงศักดิ์สิทธิ์กว่าหลายร้อยล้านลำแสงก็พุ่งลงมาจากห้วงอากาศ ภายในพื้นที่นั้น กาลเวลาและห้วงมิติก็ดูเหมือนจะถูกกดดันและควบแน่นเข้าด้วยกัน
ผู้ปลุกพลังทุกคนที่ถูกปกคลุมโดยแสงนั้นสัมผัสได้ถึงเจตสังหารล่องหนในทันที เลือดทั่วทั้งร่างกายเริ่มหนักอึ้งและไม่อาจไหลเวียนได้ ราวกับว่าพวกเขาได้ตกลงไปในหุบเหวลึกไร้จุดจบ
หลังจากนั้น…
พวกเขาต่างก็หวาดผวาเมื่อพบว่าร่างกายเริ่มหลอมละลายและแตกร้าวภายใต้เสียงระฆังนี้ รอยแยกปรากฏขึ้นแห่งแล้วแห่งเล่าบนร่างกายและเลือดสีทองของเหล่าตัวตนระดับเทพเจ้ามากมายหลั่งไหลออกมา
แม้กระทั่งปฐมวิญญาณก็เหมือนถูกมือล่องหนขนาดใหญ่คว้าเอาไว้และจะฉีกมันออกอย่างโหดเหี้ยม
ความเจ็บปวดในร่างกายและจิตวิญญาณเช่นนี้ทำให้ผู้ปลุกพลังเผ่ามนุษย์วิหคทุกคนสีหน้าบิดเบี้ยวไปและไม่อาจเชื่อในสิ่งที่ตาเห็นได้
“อะไรกันเนี่ย!”
“ทำไมร่างกายของฉันถึงละลายและแตกสลายแบบนี้ล่ะ!”
“นี่มันกระบวนท่าแบบไหนกัน!”
“ปีศาจ ผู้ชายคนนั้นเป็นปีศาจ!”
ผู้ปลุกพลังเผ่ามนุษย์วิหคมากมายคำรามด้วยความหวาดกลัว ในขณะเดียวกันก็พยายามรวบรวมเลือดและพลังเพื่อต้านทานคลื่นเสียงนั้น แต่ด้วยพละกำลังของพวกเขา เมื่อเผชิญหน้ากับระฆังจักรพรรดิบูรพา พวกเขาก็ไม่อาจเคลื่อนไหวได้แม้แต่น้อย ในไม่ช้า พวกเขาก็ต้องสิ้นใจขณะที่ร่างกายทั้งหมดถูกทำลาย
ส่วนเหล่าผู้ปลุกพลังเผ่ามนุษย์วิหคที่อยู่ในขั้นเทวะยุทธ์แล้ว พวกเขายังพอจะต้านทานได้ แต่ก็ยังยากลำบากอย่างถึงที่สุด
ทุกคนอาบไปด้วยหยาดเหงื่อและเลือด ซึ่งกำลังไหลเวียนพลังอย่างสุดกำลังเพื่อพยายามป้องกันการโจมตีของคลื่นเสียง แต่พวกเขาก็ยังต้องถอยหลังอย่างต่อเนื่อง
หากเป็นเช่นนี้ อีกไม่นานพวกเขาก็คงต้องตายเช่นกัน
“ไม่นะ ฉันยังตายไม่ได้!”
“ฉันจะมาตายที่นี่ได้ยังไง!”
ท้ายที่สุด ผู้ปลุกพลังขั้นเทวะยุทธ์ระดับสูงสุดคนหนึ่งก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป ความต้องการที่จะมีชีวิตรอดทำให้เขาปลดปล่อยพลังครั้งสุดท้ายออกมา เลือดและพลังปราณไร้ที่สิ้นสุดพลุ่งพล่าน ทันใดนั้นสมบัติเรืองแสงสว่างไสวชิ้นหนึ่งก็ลอยออกมา
“เพิ่มพลังให้ฉัน!”
เผ่ามนุษย์วิหคคนหนึ่งคำรามลั่น
สมบัติชิ้นนี้เป็นสมบัติจิตวิญญาณที่ไม่ต่ำไปกว่ากระดับสมบัติโบราณ มันระเบิดแสงสว่างจ้าที่เต็มไปด้วยจังหวะเต๋าอันแข็งแกร่งและพุ่งตรงไปยังคลื่นเสียงสีทองทันที
เขาใช้โอกาสนี้ไหลเวียนเลือดและพลังปราณทั้งหมดในร่างกาย และกระทั่งใช้กระบวนท่าลับที่ผลาญอายุขัยเพื่อระเบิดความเร็วอันน่าสะพรึงกลัวออกมา ก่อนจะพยายามหลบหนีไป
ภายในพริบตาเดียว เขาก็บินออกไปไกลกว่าหนึ่งล้านกิโลเมตรแล้ว
ในความคิดของชายผู้นี้ สมบัติโบราณหายากนี้ทรงพลังทีเดียว อย่างน้อยมันก็จะต้องซื้อเวลาให้เขาได้มากกว่าสิบวินาทีหลังจากที่ระเบิดตัว ซึ่งเพียงพอที่จะทำให้ตนหลบหนีไปได้!
เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาก็เผยสีหน้าโล่งใจออกมาเมื่อเอาตัวรอดจากหายนะมาได้
แต่…
ระหว่างที่เผยสีหน้าผ่อนคลายออกมานั้น กลับต้องนิ่งงันไปทันที
ครืน!
พลังที่เกิดจากระเบิดของสมบัติโบราณนั้นปะทะเข้ากับคลื่นเสียงของระฆังจักรพรรดิบูรพา แต่มันก็ไม่อาจต้านทานได้และถูกทำลายไปในพริบตา!
เสียงระฆังดังนับครั้งไม่ถ้วนพร้อมระเบิดแสงสว่างจ้าออกมาในทันที มันกระจายออกไปทั่วทุกทิศทางราวกับสายฝน!
ในขณะเดียวกัน…
มันยังคงดังอย่างต่อเนื่องและขยายใหญ่ขึ้น ในพริบตาเดียว มันก็มีขนาดใหญ่จนปกคลุมระฆังทองแดงขนาดยักษ์ที่มีรัศมีกว่าหลายล้านกิโลเมตร
ในตอนนี้…
ผู้ปลุกพลังเผ่ามนุษย์วิหคมากมายต่างก็ถูกมันปกคลุมและไม่อาจหลบหนีไปได้!
“อย่านะ!”
“ฉันยังไม่อยากตาย…”
“ปล่อยฉันไป ฉันยังไม่อยากตาย!”
ผู้ปลุกพลังทั้งหลายกรีดร้องเสียงดังลั่นด้วยสีหน้าหวาดกลัวและร้องขอชีวิต
ผู้ปลุกพลังบางคนพยายามโจมตีทั้งซ้ายขวาและกระทั่งโจมตีระฆังทองแดงอย่างบ้าคลั่งเพื่อพยายามสร้างช่องโหว่
แต่พวกมันก็ไร้ประโยชน์!
สีหน้าของฉู่โม่วไม่เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย แล้วเขาก็ส่งเสียงของระฆังจักรพรรดิบูรพาออกไป
ตูม!
เสียงระฆังดังสนั่นอย่างต่อเนื่อง แสงโกลาหลไร้ที่สิ้นสุดส่องสว่างและคลื่นเสียงอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่านออกไป เหล่าผู้ปลุกพลังที่ถูกปกคลุมอยู่ในเงาระฆังถูกคลื่นเสียงนี้โจมตีและร่างกายระเบิดกลายเป็นผุยผงในทันที
เสียงกรีดร้อง เสียงอ้อนวอน เสียงระเบิด และเสียงสาปแช่งขาดหายราวกับว่ามีคนกดปุ่มปิดเสียง ทำให้เสียงดังโหวกเหวกทั้งหลายเงียบสงัดไปทันใด
“นี่…”
“หรือว่า…”
ผู้เห็นเหตุการณ์มากมายรวมไปถึงผู้ปลุกพลังเผ่ามนุษย์วิหคที่เอาตัวรอดจากระฆังมาได้ดูเหมือนจะมีลางสังหรณ์บางอย่างมีสีหน้าเปลี่ยนไปทันที
และแทบจะในเวลาเดียวกัน…
ฉู่โม่วก็โบกมือและเรียกระฆังจักรพรรดิบูรพากลับมา
เมื่อมันกลับกลายเป็นระฆังสีทองแดงขนาดสามนิ้วและลอยขึ้นไปเหนือศีรษะของชายหนุ่ม ทุกคนก็มองเห็นว่าผู้ปลุกพลังเผ่ามนุษย์หลายหมื่นคนที่ถูกปกคลุมอยู่ข้างในหายวับไปจนหมดสิ้น
แน่นอนว่าพวกเขาไม่ได้หายไปเฉย ๆ!
คำตอบเพียงอย่างเดียวคือ… คนเหล่านั้นถูกสังหารโดยระฆังจักรพรรดิบูรพา พลังของมันแข็งแกร่งจนไม่เหลือแม้แต่ร่างกายและจิตวิญญาณเอาไว้แม้แต่น้อย พวกมันถูกทำลายและจางหายไปในอวกาศแล้ว
เฮือก!
เมื่อคิดได้ดังนั้น ทุกคนก็ต้องอ้าปากค้าง
เมื่อหันไปมองระฆังทองแดงนั้นอีกครั้ง พวกเขากระทั่งเผยสีหน้าหวาดผวาออกมา
สิ่งนี้ทำลายผู้ปลุกพลังในขั้นเทวะยุทธ์หลายหมื่นคนโดยที่พวกเขาไม่อาจต้านทานได้แม้แต่น้อย!
ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น ผู้โจมตียังเป็นเพียงแค่เทวะยุทธ์เท่านั้น!
เป็นไปได้ยังไงกัน?!
ผู้ปลุกพลังแต่ละคนต่างก็ขวัญเสียและไม่อาจเชื่อในสิ่งที่ตาเห็นได้
แต่ไม่ว่าจะเชื่อหรือไม่ ความจริงตรงหน้าก็ชัดเจนเสียจนไม่อาจปฏิเสธได้
“พวกเรา… พยายามจะฆ่าตัวตนแบบไหนกัน!”
“พวกเราไปหาเรื่องเผ่าพันธุ์แบบไหนเนี่ย!”
ในหมู่ผู้ปลุกพลังเผ่ามนุษย์วิหค ผู้ปลุกพลังขั้นเทวะยุทธ์ระดับผู้บัญชาการจ้องมองภาพตรงหน้าและตะลึงงันอยู่เป็นเวลานานก่อนจะได้สติกลับมา แล้วจึงคิดเช่นนั้นอยู่ในใจ
ยิ่งไปกว่านั้น
ในตอนนั้นเอง ลางสังหรณ์ที่น่าสะพรึงกลัวถึงขีดสุดพลันปรากฏขึ้นในหัวใจ
แม้ว่าจะมีบรรพบุรุษขั้นมหาเทวะยุทธ์สิบแปดคนจากในเผ่าพันธุ์อยู่ตรงหน้า ในขณะที่ฝ่ายเผ่าพันธุ์มนุษย์มีบรรพชนเพียงแค่สามคน แม้ว่าพวกเขาจะต้านทานเอาไว้ได้สักพัก แต่เมื่อเวลาผ่านไป พวกเขาก็คงจะกลายเป็นฝ่ายเสียเปรียบอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
และในตอนนี้ พวกเขามีเทวะยุทธ์กว่าหลายแสนคนที่โจมตีแยกกัน ในขณะที่กองกำลังจากเผ่าพันธุ์มนุษย์มีเพียงแค่ผู้ปลุกพลังระดับสูงไม่เกินพันคน และเทวะยุทธ์ทั่วไปในหลักพันคนเท่านั้น
เมื่อเผชิญหน้ากับสถานการณ์เช่นนี้ พวกเขาก็ควรจะเป็นฝ่ายได้เปรียบ
ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น…
เผ่ามนุษย์วิหคและเผ่าสิงห์ดำคลั่งนั้น แม้ว่าพละกำลังของทั้งสองจะอ่อนแอกว่าเผ่าพันธุ์มนุษย์ แต่หากรวมกันก็ยังมากพอที่จะทำลายเผ่าพันธุ์มนุษย์ได้
แต่…
เผ่าพันธุ์ที่มีประวัติศาสตร์มาเพียงแค่หนึ่งล้านปีได้พัฒนามาจากจุดเริ่มต้นในการออกมาสู่อวกาศจนถึงสถานการณ์ปัจจุบัน อารยธรรมที่สร้างปาฏิหาริย์ได้เช่นนี้จะถูกพวกเขากำจัดจริง ๆ เหรอ?
เขาอดถามตัวเองในใจไม่ได้
หากถามคำถามนี้ก่อนที่จะเดินทางมา เขาก็คงจะยืนยันโดยไม่ลังเลว่าเผ่ามนุษย์วิหคจะเป็นฝ่ายชนะ!
แต่ในตอนนี้…
เขากลับลังเล!
ยิ่งไปกว่านั้น ข้างในหัวใจ เขาไม่มั่นใจในชัยชนะของเผ่ามนุษย์วิหคเลยสักนิด
“ช่างมันเถอะ ฉันจะคิดเรื่องแบบนั้นตอนนี้ไม่ได้!”
“สิ่งที่สำคัญที่สุดตอนนี้คือหาวิธีรับมือกับสถานการณ์ตรงหน้า ว่าเราจะสู้ต่อหรือถอยทัพชั่วคราว!”
เขาพึมพำและอดขมวดคิ้วไม่ได้
หากยังสู้ต่อไป…
ด้วยพละกำลังอันน่าสะพรึงกลัวของฉู่โม่ว เว้นเสียแต่ว่าจะมีมหาเทวะยุทธ์ตัวจริงหรือครึ่งก้าวสู่มหาเทวะยุทธ์หลายคนมาเข้าร่วมกองกำลังเพื่อสังหารเขาด้วยสายฟ้า เทวะยุทธ์ทั่วไปก็ไม่อาจต้านทานหรือทำอะไรเขาได้แม้แต่น้อย
แต่ปัญหาก็คือพวกเขาไม่มีผู้ปลุกพลังขั้นครึ่งก้าวสู่มหาเทวะยุทธ์เหลืออยู่อีกแล้ว
แต่ถ้าถอยทัพ!
พวกเขาได้เคลื่อนกองทัพขนาดใหญ่ที่ประกอบไปด้วยเทวะยุทธ์หลายแสนคนมาที่นี่ แม้แต่วัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ก็มาถึงบริเวณแนวหน้าแล้ว หากพวกเขาถอยกลับโดยที่ยังไม่ได้อะไร มันก็จะเป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่!
และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ
แม้ว่าพวกเขาจะอยากถอยทัพในตอนนี้ มนุษย์ผู้แข็งแกร่งคนนั้นจะมองดูอยู่เฉย ๆ หรือ?
เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาก็รู้สึกหนักอึ้งในหัวใจและไม่อาจตัดสินใจได้
แต่เขาก็ลังเลอยู่ได้ไม่นาน
เพราะฉู่โม่วช่วยเขาตัดสินใจแล้ว!
…
“การบุกโจมตีของพวกแกครั้งนี้ จะไม่ได้รับการให้อภัย!”
“แต่ในเมื่อมาถึงที่แล้ว ก็อยู่ที่นี่เลยแล้วกัน!”
ชายหนุ่มกล่าวอย่างเลือดเย็น
เมื่อพูดจบ เขาก็ใช้ระฆังหายนะอีกครั้ง ความโกลาหลพลันสว่างไสวไปทั่วทั้งร่างกาย เลือดและพลังปราณอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่านออกไปราวกับทางช้างเผือกที่ปกคลุมสนามรบดวงดาวแทบจะในทันที
หลังจากนั้น
เขาก็ลั่นระฆังจักรพรรดิบูรพาอีกครั้ง
“ไป!”
คำสั่งนั้นฟังดูราวกับคำพิพากษาแห่งสวรรค์
เสียงนั้นสงบนิ่ง แต่ก็ดังกึกก้องไปทั่วจักรวาลกว่าหลายพันกิโลเมตรในทันที คำพูดนั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยเจตสังหารและพลังอันยิ่งใหญ่ไร้ที่สิ้นสุด
เมื่อพูดจบ
ระฆังจักรพรรดิบูรพาก็ดังสนั่นไปทั่วทุกทิศทาง แสงศักดิ์สิทธิ์ที่สว่างไสวยิ่งกว่าเก่าพุ่งผ่านห้วงอากาศและรวมตัวกับคลื่นเสียงสีทองนั้น ก่อนจะแพร่กระจายไปยังเหล่าผู้ปลุกพลังเผ่ามนุษย์วิหค
ตูม! ตูม! ตูม!
เสียงระฆังดังกึกก้องเข้าปะทะ ทั้งยิ่งใหญ่และทรงพลัง
คลื่นเสียงไร้ที่สิ้นสุดแพร่กระจายออกไป ไม่ว่าพวกมันผ่านไปที่ใด สวรรค์และโลกก็จะตกอยู่ในความโกลาหล ทุกสิ่งถูกทำลายและกลับกลายเป็นฝุ่นผง เหลือแค่เพียงเสียงระฆังที่ดังกึกก้องและรุนแรงยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นเสียงเดียวที่ได้ยินในจักรวาล
ในขณะเดียวกัน…
ผู้นำเผ่ามนุษย์วิหคผู้ยังคงพยายามดิ้นรนพลันสัมผัสได้ถึงหายนะเหนือคำอธิบายในหัวใจ ทำให้ศีรษะของเขารู้สึกชาและใบหน้ากลายเป็นสีแดงทันที
ในฐานะผู้ปลุกพลังในขั้นมหาเทวะยุทธ์คนหนึ่ง เขาจึงตรวจจับหายนะอยู่เสมอ และมันหมายถึงหายนะครั้งใหญ่ที่กำลังจะมาถึง
อันที่จริง…
เขาไม่จำเป็นต้องใช้ลางสังหรณ์เลยด้วยซ้ำ แค่เพียงได้เห็นภาพของแสงศักดิ์สิทธิ์อันทรงพลังที่อยู่ไม่ไกลออกไปและทำลายห้วงอากาศก็ชัดเจนพอแล้ว
แต่พลังศักดิ์สิทธิ์ที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเก่าก็ทำให้เขาสัมผัสได้ถึงหายนะอย่างที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน
ภายใต้แรงกดดันเช่นนี้ เขาก็รู้สึกราวกับมดตัวจ้อยที่ไม่อาจทำอะไรได้แม้แต่น้อย
“เขาจะฆ่าพวกเราทุกคน!”
“เร็วเข้า หนีไป!”
ก่อนที่จะมีเวลาได้คิดอะไรอีก เขาก็ตะโกนออกไปโดยไม่รู้ตัวและกำลังจะวิ่งหนีไป
แต่
คลื่นเสียงนั้นก็รวดเร็วเกินไป!
แทบจะในขณะเดียวกันกับที่มองเห็นแสงศักดิ์สิทธิ์และตะโกนออกมา แสงศักดิ์สิทธิ์ก็สาดลงมาและปกคลุมผู้ปลุกพลังแนวหน้า หลังจากนั้น ไม่ว่าจะเป็นเทวะยุทธ์หรือมหาเทวะยุทธ์ ไม่ว่าจะเป็นอัจฉริยะวัยเยาว์หรือผู้ปลุกพลังเก่าแก่ พวกเขาต่างก็นิ่งงันอยู่กับที่ด้วยสีหน้าตกตะลึงราวกับว่ากาลเวลาและห้วงมิติถูกแช่แข็ง
หลังจากนั้น…
คลื่นเสียงก็จางหายไป…
เหลือแค่เพียงเสียงหวีดหวิวของสายลมหมุน
เหล่าผู้ปลุกพลังที่นิ่งอยู่กับที่ต่างก็ระเบิดกลายเป็นผุยผงคนแล้วคนเล่า
ในขณะที่ผู้นำเผ่ามนุษย์วิหคได้เห็นร่างกายและจิตวิญญาณของตัวเองละลายหายไปอย่างน่าอนาถ
วินาทีสุดท้ายก่อนที่จิตวิญญาณจะจางหายไป
เขาก็เงยหน้าขึ้นมองจักรวาลไกลออกไป
เขามองเห็นระฆังทองแดงที่ลอยอยู่กลางอวกาศ อีกาทองคำสามขาที่อาบไปด้วยเปลวเพลิงกระพือปีกไปมา ลำแสงและเปลวเพลิงแพร่กระจายอยู่ทั่วผืนฟ้า และแสงศักดิ์สิทธิ์ไร้ที่เปรียบพุ่งผ่านไปกลายเป็นดวงดาวในอวกาศ
‘ทำไม… ผู้แข็งแกร่งแบบนี้ถึงไม่เกิดมาในเผ่ามนุษย์วิหคของฉันนะ?’
ความคิดนี้ปรากฏขึ้นในใจของเขา ก่อนที่จะหมดสติและจางหายไปในที่สุด
เสียงระฆังยังคงดังสนั่น
หลังจากผ่านไปกว่าครึ่งชั่วโมงมันจึงค่อย ๆ สงบลง แล้วจึงใช้เวลาอีกสักพักก่อนที่จะสลายไปจนหมด
เมื่อแสงศักดิ์สิทธิ์และคลื่นเสียงทั้งหมดจางหายไป หากเงยหน้าขึ้นมองทั่วทั้งอวกาศก็จะเห็นว่าภายในรัศมีหลายสิบล้านกิโลเมตร มันได้กลายเป็นดินแดนแห่งความโกลาหลไปแล้ว
แถบดาวเคราะห์น้อยและเหล่าดวงดาว รวมไปถึงผู้ปลุกพลังเผ่ามนุษย์วิหคหลายหมื่นคนที่เข้ามาบุกรุกนั้นไม่เหลืออยู่อีกแล้ว
ราวกับว่าทั้งหมดหายวับไปทั้งอย่างนั้น!