ระบบกลืนกินพรสวรรค์ - บทที่ 700 ชีวิตแรก และ ผู้เป็นอมตะอยู่ที่ไหน?
บทที่ 700 ชีวิตแรก และ ผู้เป็นอมตะอยู่ที่ไหน?
ฉู่โม่วในภาพนั้นเกิดมาในตระกูลอันมั่งคั่ง
ตั้งแต่ยังเด็ก เขาได้ใช้ชีวิตอย่างหรูหราท่ามกลางเสื้อผ้าและอาหารราคาแพง
พูดตามหลักการแล้ว เขาควรจะได้มีชีวิตวัยเด็กที่ไร้กังวล เมื่อเติบโตขึ้น หากไม่เป็นนักเรียนที่ประสบความสำเร็จก็เป็นเสือผู้หญิง แต่ไม่ว่ายังไงชีวิตของเขาก็จะมีแต่ความสุขและไร้ความกังวล
แต่มันก็เป็นแค่ภาพลวงตาของโชคลาภเท่านั้น!
ตั้งแต่ยังเด็ก เขาเป็นคนอ่อนแอและเจ็บป่วยง่าย เขาจำเป็นต้องดื่มยาขม ๆ ทุกวัน แม้ว่าเงินในครอบครัวจะกองเป็นภูเขา มีคฤหาสน์ใหญ่โต และมีข้ารับใช้มากมาย แต่ก็ต้องทุกข์ทรมานเพราะอาการเจ็บป่วยและใช้ชีวิตอย่างเศร้าหมอง
เพื่อที่จะรักษาโรคนี้ พ่อแม่ของเขาจ่ายเงินไปมหาศาลเพื่อจ้างหมอชื่อดังมากมาย และกระทั่งใช้เส้นสายเพื่อจ้างหมอในราชสำนักมาด้วยเงินเป็นกอบเป็นกำ พวกเขาตรวจสอบและจ่ายยานับไม่ถ้วนให้ แต่อาการของเขาก็ยังคงเหมือนเดิมและไม่ดีขึ้นแม้แต่น้อย
ในทางกลับกัน ยิ่งเวลาผ่านไปมันก็ค่อย ๆ รุนแรงมากยิ่งขึ้น
ในตอนแรก เขายังสามารถลุกขึ้นและเดินไปมาได้ แต่ช่วงหลังมาเขาทำได้แค่นอนอยู่บนเตียงเท่านั้น
ในช่วงที่อาการหนักที่สุด เขามักจะหมดสติอยู่บ่อย ๆ และแทบไม่ตื่นขึ้นมาระหว่างวันเลย
ด้วยการพยายามที่จะรักษาโรคนี้ พ่อแม่ของเขาแก่ตัวลงภายในเวลาแค่ไม่กี่ปี แม่ของเขากระทั่งล้มป่วย ส่วนพ่อก็เริ่มได้รับผลกระทบจากสุขภาพย่ำแย่เพราะการทำงานหนัก
เมื่อเห็นว่าตระกูลร่ำรวยกำลังจะพังทลายลง
ในจังหวะที่สิ้นหวังที่สุด ปรมาจารย์คนหนึ่งก็มาเคาะประตูหน้าบ้าน
ในความทรงจำ ตอนนั้นเขามีอายุสิบปี และเป็นวันที่มีพายุหิมะตกหนัก
ข้างนอกมีหิมะหนากว่าเมตร แม้แต่ต้นไม้ใหญ่ในลานกว้างก็ถูกพายุหิมะทำลายจนกิ่งก้านแตกหัก
ฉู่โม่วนอนอยู่บนเตียงเหมือนเช่นเคย เขาจ้องมองไปยังพายุหิมะหนาวเหน็บข้างนอกหน้าต่างด้วยจิตใจเยือกเย็นราวกับหิมะที่ร่วงลงมาจากท้องฟ้า เสมือนว่าเขาสูญเสียความหวังที่จะมีชีวิตอยู่ไปแล้ว
ดวงตาของเขาไม่อาจมองเห็นแสงสว่างอย่างที่เด็ก ๆ ควรจะได้เห็น มันกลับเต็มไปด้วยความว่างเปล่า
“ฉันจะตายไหมนะ?”
หลังจากที่ตื่นขึ้นมาในทุก ๆ วัน เขาจะถามคำถามนี้กับตัวเอง แล้วจึงตอบคำถามนั้นด้วยรอยยิ้ม “อาจจะก็ได้!”
โรคร้ายนี้ไม่เคยรักษาได้มาตลอดสิบปีที่ผ่านมา
เขารู้ว่ามันเป็นโรคหายากบนโลก และไม่มีใครสามารถรักษามันได้
ดังนั้น…
ทุกครั้งที่เขาตื่นขึ้นมา มันก็แทบจะเป็นเหมือนการตื่นครั้งสุดท้าย เพราะแม้แต่ตนเองก็ไม่มั่นใจว่าจะอดทนต่อไปได้หรือไม่ หรือมีโอกาสตื่นขึ้นมาอีกครั้งหรือไม่
เขาสิ้นหวังจนถึงขีดสุด…
ด้วยอายุเพียงเท่านี้ เด็กน้อยก็เริ่มมีความคิดเหมือนกับชายแก่แล้ว
และในตอนนั้นเอง…
ประตูห้องก็ถูกเปิดออก พ่อของเขาที่ไม่ได้ยิ้มให้เห็นมานานกลับเผยรอยยิ้มกว้างและเชิญปรมาจารย์คนหนึ่งเข้ามาข้างใน
คำพูดนั้นเต็มไปด้วยความเคารพเชิดชู
ชายชราคนนี้มีผมสีขาวและดูมีอายุราวหกสิบปี แต่เขากลับเต็มไปด้วยพลังชีวิตและดูราวกับเด็กหนุ่มที่มีผมสีขาว
โดยเฉพาะดวงตาสีดำสนิทที่ดูทรงพลังอย่างถึงที่สุด รัศมีรอบกายเขาดูศักดิ์สิทธิ์ดุจเทพเจ้าที่ลงมายังโลก
เมื่อพ่อแม่แนะนำให้รู้จัก
เขาจึงได้รู้ว่าปรมาจารย์วัยชราคนนี้คือผู้เป็นอมตะ!
ผู้เป็นอมตะเหรอ?
ฉู่โม่วครุ่นคิด ยังมีผู้เป็นอมตะอยู่บนโลกใบนี้ด้วยเหรอ
ราวกับว่าปรมาจารย์คนนั้นมองเห็นข้อสงสัยในใจฉู่โม่ว เขาจึงไม่รอให้เสียเวลาและเอ่ยขึ้นทันที “เด็กคนนี้มีพรสวรรค์มาก ถ้าได้ฝึกฝน เขาจะต้องประสบความสำเร็จแน่ วันนี้ที่ฉันได้เห็นเขาก็เป็นเหมือนของขวัญ และฉันจะมอบคำทำนายให้นายเป็นของขวัญเอง!”
ขณะที่พูด เขาก็ยื่นตำราเล่มหนึ่งให้
หลังจากนั้น
ปรมาจารย์วัยชราก็จากไป
ในตอนแรก ฉู่โม่วมองมันด้วยสายตาเย้ยหยัน เขาคิดว่าปรมาจารย์วัยชราคนนั้นเป็นแค่พวกต้มตุ๋น แต่ยิ่งพ่อแม่เข้ามาถามถึงอาการและการฝึกฝนทุกวัน จนสายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังเหล่านั้นทำให้เขาไม่อาจนิ่งเฉยอยู่ได้
หลังจากที่คิดดูแล้ว เขาก็ยังมีความเชื่อว่าจะรักษาม้าตายดั่งม้าเป็น*[1] แล้วจึงเริ่มฝึกฝนตามตำราเล่มนั้นในท้ายที่สุด
ภายในเวลาเพียงแค่ครึ่งปี!
เขาก็ต้องพบว่าร่างกายของตัวเองพัฒนาขึ้นเป็นอย่างมาก อาการป่วยทุเลาลง และรู้สึกถึงความร้อนในร่างกายอันแสนอ่อนแอเป็นครั้งคราว
มันทำให้เขาดีใจเหลือเกิน
ดังนั้น เพื่อที่จะรักษาร่างกายและยืดอายุขัยของตัวเองออกไป ฉู่โม่วจึงฝึกฝนจนลืมกินลืมนอนและหลงใหลอยู่กับการฝึกฝน
ทุกครั้งเป็นเหมือนการเดินหน้าไปในทิศทางที่ดี
เขามองเห็นความหวังจากการฝึกฝนนี้และคิดว่าอนาคตของตัวเองจะเป็นเหมือนผู้เป็นอมตะในตำนานได้ นั่นคือเขาจะได้มีชีวิตยืนยาวราวกับท้องนภา
แต่…
อย่างที่ทุกคนรู้ดีว่า โชคชะตาก็ยังเล่นตลกกับเขา
เมื่อเติบโตขึ้นจนมีอายุได้สิบแปดปี พ่อแม่ของเขาก็จากไปเพราะอาการเจ็บป่วย ท่ามกลางความเศร้าโศกนั้น เขาได้รับมรดกมากมาย ตกหลุมรักกับหญิงสาวผู้งดงาม แล้วจึงแต่งงานและมีครอบครัวด้วยกัน
แม้ว่าพ่อแม่จะไม่ได้อยู่ที่นี่ด้วย แต่ชีวิตก็ครบสมบูรณ์แล้ว นอกจากนี้เขายังมีเป้าหมายให้ไล่ตามต่อไปอีกด้วย แล้วจะให้ขออะไรมากกว่านั้นอีกล่ะ?
แต่น่าเสียดาย…
ยี่สิบปีหลังจากนั้น ปรมาจารย์วัยชราคนเดิมก็ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง
การได้พบกันอีกครั้งก็คือเรื่องที่น่ายินดี
ฉู่โม่วปลาบปลื้มใจและตั้งใจจะพูดคุยกับผู้ช่วยชีวิตของตัวเอง แต่ใครจะไปคิดว่า สีหน้าของชายชราเปลี่ยนแปลงไปทันทีที่เขาปรากฏตัวขึ้น และพูดว่าเวลาของเขาได้มาถึงแล้ว!
ชายหนุ่มตกตะลึงและคุกเข่าลงบนพื้นพร้อมอ้อนวอนขอเหตุผล
ในตอนแรก ปรมาจารย์ชรายังคงปิดปากเงียบ แต่ฉู่โม่วก็ยังคงขอร้องอ้อนวอนจนทำให้เขาใจอ่อนและเอ่ยปากพูดในที่สุด “มันคือความลับที่ฉันไม่ควรบอก แต่นายถูกลิขิตให้มากับฉัน ฉันทนเห็นนายตายอยู่ในความมืดไม่ได้ เพราะฉะนั้นฉันจะอธิบายให้ฟังเอง”
การฝึกวิทยายุทธ์มีห้าข้อเสียและสามข้อบกพร่อง เมื่อเดินมาบนเส้นทางนี้แล้ว นายจะไม่แปดเปื้อนไปด้วยปัจจัยทางโลกอีก แต่ตอนนี้นายยังนั่งอยู่บนกองเงินกองทอง มีภรรยาและนางบำเรอผู้งดงาม และข้ารับใช้อีกมากมาย คนแค่คนเดียวจะมีทุกอย่างสมบูรณ์แบบขนาดนั้นได้ยังไงกัน?!”
เมื่อได้ยินดังนั้น ฉู่โม่วก็ลุกขึ้นยืนราวกับว่าโดนสายฟ้าฟาดในทันใด แล้วจึงรีบเอ่ยถามวิธีการหลีกเลี่ยงจากปรมาจารย์วัยชราทันที
ปรมาจารย์ชราทำได้แต่บอกให้เขาละทิ้งทุกสิ่งและจดจ่ออยู่กับการค้นหาเส้นทางข้างหน้า เพื่อให้มีชีวิตต่อไปและตามหาโอกาสที่จะมีอายุขัยยืนยาวได้
หลังจากที่ได้รู้ดังนั้น ชายหนุ่มก็ต้องสับสนตลอดทั้งวันที่เหลือ
เขาไม่อาจละทิ้งทุกสิ่งทางโลกไปได้
แต่ทันทีที่ปรมาจารย์เปิดเผยความลับให้ได้รู้ ร่างกายของเขาก็มีอาการทรุดโทรม หลังจากนั้นเขาก็กลับไปอ่อนแอและกำลังจะย้อนไปสู่วันที่ได้แต่นอนอยู่บนเตียงในไม่ช้า
เขาไม่อยากกลับไปอยู่ในสถานการณ์เหมือนตอนเด็ก ๆ อีกแล้ว!
เขาติดอยู่บนเตียงมานับสิบปี และความหวังสูงสุดของเขาก็คือการได้มองโลกกว้างใหญ่ภายนอก ตอนนี้เมื่อมีโอกาสนั้นแล้ว เขาจะกลับไปที่เดิมทำไมกัน?
ใช่แล้ว…
เขาตัดสินใจว่าจะละทิ้งครอบครัวและอาชีพ ละทิ้งทุกสิ่ง และจดจ่ออยู่กับการฝึกฝนตามที่ปรมาจารย์คนนั้นกล่าวไว้
ด้วยเหตุนี้ เขากับภรรยาจึงทะเลาะกันยกใหญ่และแยกจากกันในที่สุด ลูกเพียงแค่สองคนของเขาก็ถูกภรรยาพาไปด้วยเพราะความโกรธแค้น
การสูญเสียทุกสิ่งทำให้ความมุ่งมั่นในการไล่ตามอิสรภาพและอายุยืนยาวแข็งแกร่งยิ่งขึ้น
เขาฝึกฝนต่อไปและร่างกายก็พัฒนาขึ้นอีกครั้ง
ในพริบตาเดียว เวลากว่าเจ็ดปีก็ผ่านไป
วันนี้….
ชายหนุ่มได้ข่าวมาจากภรรยาว่าเกิดอุบัติเหตุขึ้นที่บ้านและจำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมาก เมื่อเดินทางกลับไป เขาจึงตั้งใจว่าจะขายทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อดูแลครอบครัวของภรรยาเช่นเคย
เขาไปพบปรมาจารย์วัยชรา แต่ประตูบ้านก็ถูกปิดเอาไว้อย่างแน่นหนา และข้ารับใช้ก็ออกมาไล่เขา
คนอื่น ๆ จำเขาได้และต่างก็บอกว่าเขาถูกหลอก บอกว่าเขาจะถูกชายแก่คนนั้นสังหาร
แต่ฉู่โม่วผู้อยู่ในวัยกลางคนก็ยังไม่ท้อถอย เขากลับคิดว่านี่คือการฝึกฝนที่บันดาลมาจากสวรรค์!
[1] รักษาม้าตายดั่งม้าเป็น หมายถึง ทำสิ่งที่รู้ว่าไม่มีทางสำเร็จ หรือดันทุรังทำในสิ่งที่เกินความสามารถ