ระบบกลืนกินพรสวรรค์ - บทที่ 72 คว้าประกายแสงแห่งแรงบันดาลใจ
บทที่ 72 คว้าประกายแสงแห่งแรงบันดาลใจ
“มนุษย์หน้าโง่ เจ้าช่างไม่กลัวตายเอาเสียเลย!”
เมื่อเห็นฉู่โม่วพุ่งขึ้นมา วานรเผือกอัคนีก็ไม่นิ่งนอนใจ มันเกรี้ยวกราดขึ้นทันตา!
อันที่จริง
มันคิดอยู่แล้วว่ามนุษย์ตัวเล็กคนนี้ค่อนข้างจะเป็นภัยคุกคามอยู่ไม่น้อยเลย หลังจากที่เห็นอีกฝ่ายสามารถกำจัดบริวารของตนเป็นจำนวนมากไปได้ แต่ตอนนี้ยามที่ฉู่โม่วใช้ถ้อยคำที่ฟังดูอวดเบ่งอย่าง
“คนที่จะตายไม่ใช่ฉันแต่เป็นแก” มันก็พลอยทำให้เจ้าลิงยักษ์นี้รู้สึกเหมือนโดนหยามหน้าขึ้นมาโดยไม่มีเหตุผลด้วย!
กรรรรรร!
ด้วยเสียงคำรามที่ดังก้องฟ้า สายลมกระโชกแรงก็โถมเข้าใส่ฉู่โม่วอย่างไม่ใยดี
ครืน! ครืน!
สายลมที่รุนแรงนี้ไม่เพียงแต่ทำให้ฉู่โม่วยากที่จะทะยานขึ้นฟ้าได้เท่านั้น แต่ด้วยความรุนแรงของมัน ผืนแผ่นดินยังสั่นสะเทือนและแตกออกจนแทบจะเหมือนถูกแรงระเบิดซัดลงมาด้วย เศษดินเศษหินรวมถึงต้นไม้ล้วนแต่ปลิวกระจายราวกับว่ามันไร้ซึ่งน้ำหนักใด ๆ!
อย่างไรก็ตาม ฉู่โม่วไม่ยอมแพ้ แม้สายลมจะซัดร่างของตนลงไปกองกับพื้น แต่เขายังยืนหยัดขึ้นมา
“ตายซะ เจ้าพวกอ่อนแอ!”
ดวงตาของวานรเผือกเปล่งสีแดงสว่าง มันยกกำปั้นขึ้นสูง กำปั้นที่ถูกห่อหุ้มไปด้วยพลังอันมหาศาล จากนั้นก็ทุบลงมาที่ฉู่โม่วอย่างไม่รีรอ
มันเป็นกำปั้นที่ทรงพลัง ด้วยขนาดที่ใหญ่เสียยิ่งกว่าลำต้นของต้นไม้โบราณยักษ์ ยามที่มันลู่ลมลงมา สายลมบางส่วนก็ถูกกดต่ำให้มากดร่างของฉู่โม่วที่อยู่เบื้องล่างเสมือนเป็นแรงกดดันที่ตรึงไม่ให้ชายหนุ่มหนีไปไหนได้
ไม่เพียงเท่านั้น ความเร็วของมันก็เรียกได้ว่าน่ากลัว
ขนาดตัวที่ใหญ่เช่นนี้ ไม่ได้ทำให้มันเคลื่อนที่ช้าเลย กำปั้นของมันเร็วน้อง ๆ กับความเร็วเสียงเลยด้วยซ้ำ!
แม้กำปั้นนั้นจะยังลงมาไม่ถึงตัว ลำพังแค่แรงลมที่พัดกดลงมา หากเป็นคนธรรมดาคงจะละเอียดไปกับพื้นดินที่พังทลายลงไปแล้ว
ตู้ม!
ความตกใจกลัวปรากฏขึ้นในแววตาของทุกคน
แขนขนาดใหญ่ที่นำพากำปั้นลงมานั้น ส่งกำลังเสริมเต็มที่จนเมื่อกำปั้นปะทะพื้น มันสร้างรอยแตกร้าวบนพื้นดินไปหลักสิบเมตรเลยทีเดียว แม้มันจะไม่ได้ลามไปถึงภายในตัวฐาน แต่ผู้คนที่ฐานก็สามารถรับรู้ได้ถึงการสั่นสะเทือนนี้และตกตะลึงไปตาม ๆ กัน
รอยแตกนั้นลุกลามไปอย่างรวดเร็ว
ก่อนมันจะไปหยุดที่หลายร้อยเมตรนับจากจุดศูนย์กลาง
“ฉู่โม่ว!”
ที่บนกำแพงฐาน
หัวใจของเฉินซีเวยสั่นระรัว เธอกำลังเป็นห่วงฉู่โม่ว
เขาจะสามารถรับมือสัตว์อสูรที่ร้ายกาจเช่นนี้ได้อย่างไร?
ทว่าตอนนั้นเอง
ใบหน้าที่เกรี้ยวกราดของวานรเผือกอัคนีเริ่มขมวดคิ้วช้า ๆ
มันกำลังรู้สึกว่า สิ่งที่กำปั้นของมันสัมผัสนั้น ไม่โดนมนุษย์เลย!
ร่างยักษ์หันมองรอบ ๆ เพื่อหาเป้าหมาย
อย่างไรก็ตามมันไม่สามารถทำได้ เพราะพื้นที่บริเวณนั้นถูกปกคลุมไปด้วยฝุ่นควันที่เกิดจากตัวมันเองเต็มไปหมด
ในจังหวะที่ก่อนกำปั้นจะทุบลงมาถึงตัว ฉู่โม่วใช้ย่างก้าวหมอกควันเพื่อหลบออกมาจากจุดนั้นก่อนหลายสิบเมตร แล้วก็ซ่อนตัวไปชั่วขณะ
ทันใดนั้น!
กระบี่วายุอสนีบาต!
ด้วยเลือดลมที่พลุกพล่าน ฉู่โม่วฟาดฟันกระบี่ในมืออย่างรวดเร็วก่อนที่มันจะส่องประกายแสงจ้าออกมา
ด้วยพลังของมวลกล้ามเนื้อ ผนวกกับการเพิ่มพลังอีกยี่สิบสี่เท่าจากการกลืนกินอณูแห่งชีวิตที่อยู่รอบตัวและพลังของอสนีบาตคงกระพัน ตลอดจนวิชากระบี่ระดับสูงเองก็ช่วยทำให้เพลงกระบี่นี้เฉียบคมมากขึ้นไปอีกหลายเท่าตัวนัก!
พลังแห่งฟ้าดินเชื่อมต่อกันผ่านตัวฉู่โม่ว รังสรรค์ให้เกิดคลื่นกระบี่มากมายนับไม่ถ้วนที่เกิดจากการฟาดฟันพุ่งเข้าใส่เป้าหมายจากรอบทิศทาง
“ฟาดฟัน!”
สิ้นเสียงตะโกน คลื่นกระบี่ขนาดใหญ่ปรากฏออกมา มันเกิดจากการที่คลื่นกระบี่เล็ก ๆ เหล่านั้นเข้ามารวมตัวกัน จนกลายเป็นเสมือนม้าสีขาวตัวใหญ่ที่มีเขาแหลมเหมือนคมมีด กำลังพุ่งเข้าโจมใส่ส่วนหัวของวานรเผือกอัคนีตรงหน้า
คลื่นกระบี่นี้
อัดแน่นไปด้วยจิตสังหารอันแรงกล้า จนไม่มีอะไรมาหยุดยั้งมันได้
พลังทำลายล้างที่สูงลิ่วของมันราวกับว่าหากศัตรูเป็นสวรรค์ แม้แต่สวรรค์คงต้องขาดสะบั้น!
เมื่อคมกระบี่พุ่งผ่านไป แม้แต่มิติรอบ ๆ ยังสั่นสะเทือนเพราะความเร็วที่สูงลิ่วของมัน ความเร็วดังกล่าวเร็วเสียยิ่งกว่าเสียงเสียอีก
ด้วยเหตุนี้
คมกระบี่อาชาสีขาวสะอาดเข้าเชือดเฉือนส่วนหัวของวานรเผือกอัคนีได้อย่างแม่นยำ
ทว่า…
ภาพที่เห็นทำให้ทุกคนต่างตกตะลึงด้วยความไม่เชื่อ!
มันชัดเจนว่าการโจมตีของฉู่โม่วเข้าเป้าหมาย แต่ทำให้เป้าหมายเกิดบาดแผลบริเวณจุดปะทะไม่ถึงหนึ่งเมตรด้วยซ้ำ!
แถมยังไม่ลึกมากอีก มีเพียงเลือดซึมออกมาเล็กน้อยเสมือนโดนมีดบาด และเพียงไม่นาน ปากแผลนั้นก็ปิดสนิทไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน
“ไอ้เจ้ามดปลวก เจ้าทำให้ข้ารู้สึกโมโหขึ้นมาจริง ๆ ซะแล้วนะ!”
วานรเผือกอัคนีแผดเสียงคำรามจนก้องปฐพี
ถึงกระบี่ของฉู่โม่วจะไม่ได้ทำให้มันได้รับบาดเจ็บหนักก็จริง
แต่เพราะมันถือว่าตนเองเป็นสัตว์อสูรระดับ 5 ที่สูงส่งกว่าสิ่งอื่นใด การโดนสิ่งที่เล็กเท่ามดในสายตาทำให้เกิดการบาดเจ็บได้เช่นนี้ นับว่าเป็นความอับอายอย่างมากเลยทีเดียว!
ทันใดนั้น มันง้างแขนขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เปลวเพลิงที่แต่เดิมเคยลุกท่วมอยู่บนขนก็ลุกโชนขึ้น และกระจายออกไปรอบตัวกินพื้นที่กว่าร้อยเมตรเพียงชั่วพริบตา!
ครืน! ครืน! ครืน!
เพลิงอสูรนี้น่ากลัวราวกับว่าสามารถลุกไหม้บนอากาศได้ ความร้อนแผ่ซ่านไปทั่วราวกับจะแผดเผาทุกสิ่งอย่างให้ระเหยไปด้วยไอร้อนเหล่านี้
ไม่ดีแล้ว!
ลางสังหรณ์ปรากฏขึ้นในใจฉู่โม่ว
ไม่มีเวลาให้ลังเล ชายหนุ่มเปิดพรสวรรค์ห้วงมิติและพาตนเองเข้าไปภายในอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ปรากฏตัวอีกครั้งที่ร้อยเมตรจากจุดเดิม
ฉู่โม่วไม่หยุด และเปิดใช้พรสวรรค์ห้วงมิติพาตนเองเคลื่อนย้ายออกจากจุดเดิมไปอีกร้อยเมตร
เมื่อมองทะเลเพลิงที่กินพื้นที่เป็นวงกว้างกว่าร้อยเมตรตรงหน้าแล้ว สีหน้าของฉู่โม่วก็ดูหนักใจ
‘น่ากลัวชะมัด!’
‘ไฟพวกนี้… ร้อนกว่าไฟปกติ! ถ้าเผลอโดนไปละก็ ไม่ตายก็เจ็บหนักแน่!’
โชคดีที่มีพรสวรรค์ห้วงมิติ
ขณะเดียวกัน
วานรเผือกอัคนีที่เห็นว่าฉู่โม่วไม่โดนไฟแผดเผา แววตาของมันก็แสดงความแค้นเคืองออกมา มันอยากจะกำจัดมนุษย์คนนี้ให้ได้แบบสุด ๆ แล้ว
ซู่!
ทะเลเพลิงที่ถูกปล่อยออกมา วกกลับไปอยู่ที่ร่างของมันอีกครั้ง และกลับกลายสภาพใหม่ มันกลายเป็นสิ่งที่ดูคล้ายแส้ที่ทำมาจากเพลิงสีแดงฉาน ลิงยักษ์ใช้สิ่งนั้นฟาดใส่ฉู่โม่วอย่างรุนแรง ในขณะเดียวกันไฟบางส่วนก็กลายเป็นศรอัคนีพุ่งโจมตีตามไปด้วย
ทุกการโจมตีรวดเร็วเฉกเช่นสายฟ้า
และทุกการโจมตีก็เปี่ยมไปด้วยพลังทำลายล้างที่รุนแรงเสมือนไฟนรก!
ต่อให้คนที่โดนจะเป็นจอมยุทธ์หรือปรมาจารย์ยุทธ์ก็มีสิทธิ์ตายได้ง่าย ๆ!
“คิดว่าจะยอมให้โดนเหรอ!”
แววตาของฉู่โม่วหนักแน่น ก่อนจะกระตุ้นพรสวรรค์ธาตุลมในร่างกาย จังหวะนั้นเลือดภายในกายสูบฉีดอย่างบ้าคลั่งอีกด้วย
ความเร็วเมื่อครั้งเป็นผู้ฝึกยุทธ์ เมื่อเขาเลื่อนขึ้นเป็นจอมยุทธ์แล้ว มันก็ถูกพัฒนาขึ้นเป็นความเร็วเสียงสิบเท่าแทน
เพราะงั้นเมื่อใช้ความเร็วนี้ควบคู่กับกระบวนท่าหลบหลีก มันก็ทำให้ชายหนุ่มสามารถหลบการโจมตีของลิงยักษ์ได้อย่างง่ายดาย
ไม่ว่าจะเป็นการโจมตีรูปแบบแส้เพลิงหรือศรอัคนี ฉู่โม่วก็สามารถหลบได้หมด จะมีก็แต่พื้นดินที่กลายเป็นเป้านิ่งที่ถูกทำลายจากการโจมตี!
หลุมลึกจำนวนมากเกิดขึ้นหลังจากโดนการโจมตีที่พลาดเป้าเหล่านั้น
ช่างเป็นพลังที่น่ากลัวจริง ๆ
ทุกสายตาที่จับจ้องมา ไม่ว่าจะเป็นคนทั่วไปหรือผู้ปลุกพลัง ต่างตระหนักได้ถึงความน่าสะพรึงภายในใจ มันเป็นการต่อสู้ที่น่ากลัวเสียจนหลาย ๆ คนรู้สึกขนหัวลุก
“สัตว์อสูรที่น่ากลัวขนาดนี้… มันดูเหมือนไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์จะเอาชนะได้เลย!”
หลายคนเริ่มคิดในใจ
ท่ามกลางคนเหล่านี้ เฉินซีเวยดูจะหน้าซีดมากที่สุด เธอกำกระบี่ในมือไว้แน่น แต่แม้แต่พลังใจของเธอก็ไม่เหลือแล้ว ณ ตอนนี้
‘เฉินซีเวย เธอเองก็ฝึกฝนมาไม่น้อยเหมือนกันนะ แล้วทำไมไม่สามารถช่วยอะไรเขาในตอนนี้ได้เลยละ!?’
เธอโทษตัวเองในใจ
ขณะเดียวกันก็กังวลเรื่องฉู่โม่วไปด้วย
…
‘ปล่อยไว้แบบนี้คงไม่ดีแน่!’
หลังจากที่ได้แต่หลบหลีกการโจมตีมาพักหนึ่ง ฉู่โม่วก็เริ่มรู้สึกได้ว่ากำลังกายของตนลดลงไปมากแล้ว
หากปล่อยให้สถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ เขาจะต้องพ่ายแพ้ในไม่ช้าแน่ ๆ
‘เพื่อที่จะโต้กลับ!’
‘ต้องจับทางกระบวนท่าที่ใช้ไปก่อนหน้านี้ให้ได้!’
‘ถ้าใช้ได้อีกครั้ง จะต้องทำให้เจ้าสัตว์อสูรนี่บาดเจ็บมากขึ้นได้แน่ ๆ!’
คิดได้ดังนั้น ฉู่โม่วก็ตัดสินใจที่จะเลิกหลบหลีก
กลับกัน เขาเปิดใช้ห้วงมิติอีกครั้ง และพุ่งเข้าไปทางฝั่งของวานรเผือกอัคนีแทน
ตลอดเวลานั้นฉู่โม่วพยายามโจมตีสัตว์อสูรร่างใหญ่นี่อยู่ตลอด
“เจ้าหนอนแมลง เจ้าไม่สามารถทำอะไรข้าได้ทั้งนั้น!”
เห็นฉู่โม่วยังกล้าที่จะโจมตีตนโดยที่ไม่หลบการโจมตี วานรเผือกอัคนีก็ลุกขึ้นยืนนิ่ง ๆ ให้เขาโจมตีแต่โดยดี
ในสายตาของมัน
การดิ้นรนของหนอนแมลงตนนี้ ไม่สามารถทำให้มันบาดเจ็บอะไรได้ทั้งนั้น!
มันยังคงฟาดแส้เพลิงใส่ฉู่โม่วเป็นครั้งคราว แม้ว่าแส้นั้นจะไม่โดนเป้าหมาย แต่นั่นก็เพื่อหมายจะให้ฉู่โม่วเสียกำลังไปจนกระทั่งไม่เหลือพลังให้หลบอีกนั่นแหละ
แน่นอนว่าฉู่โม่วรู้อยู่แล้วว่าลิงเผือกตนนี้คิดอะไรอยู่
แต่ชายหนุ่มไม่ได้คิดจะตกหลุมพรางนั่นอยู่แล้ว
ทุกครั้งที่ใช้พรสวรรค์ห้วงมิติเพื่อหลบหลีก เขาจะโจมตีสวนกลับไปด้วยพร้อม ๆ กัน
กระบวนการคิดอ่านของฉู่โม่วกำลังทำงานอย่างหนัก การโจมตีทุกครั้งมีจุดประสงค์เพียงเพื่อเรียกความทรงจำจากการใช้กระบวนท่าที่เพิ่งใช้ไปกลับมาเท่านั้น
ภายใต้ความเป็นความตายเช่นนี้
สติของเขากำลังเฉียบคมประดุจกระบี่อีกหนึ่งเล่มเลยก็ว่าได้
ภาพจำของกระบวนท่าลึกลับที่เคยเป็นเพียงความทรงจำอันเลือนราง
บัดนี้กำลังชัดเจนขึ้นมาทีละนิด!
จนกระทั่งในที่สุด ฉู่โม่วก็เริ่มสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของมันอีกครั้ง ประกายแสงของความเข้าใจ
เข้าใจแล้ว!
…
หือ?
วานรเผือกอัคนีที่โจมตีฉู่โม่วอยู่นั้น จู่ ๆ ก็รู้สึกได้ถึงกลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากร่างของมนุษย์ตัวเล็ก มันรู้สึกได้ว่ากลิ่นอายนี้เปลี่ยนแปลงไป
ไม่รู้ว่าทำไม
แต่กลิ่นอายดังกล่าวทำให้ภายในใจที่ห้าวหาญของมันรู้สึกตะขิดตะขวงขึ้นมาแล้วนิดหน่อย
‘ข้าควรจะรีบจัดการหนอนแมลงน่ารำคาญนี่ได้แล้ว…’
ตระหนักได้เช่นนั้น มันก็กระตุ้นพลังเพลิงบนร่างกายให้ร้อนแรงขึ้น ราวกับว่าจะแผดเผาทุกสิ่งอย่างให้มอดไหม้ไปหมด
อย่างไรก็ตาม
เพียงแค่มันกำลังคิดว่าจะต้องทำอย่างไร
ในตอนนั้น
เสียงของคมกระบี่ที่บางเบาก็ดังสะท้านขึ้นมาท่ามกลางสมรภูมิแห่งนี้!