ระบบกลืนกินพรสวรรค์ - บทที่ 735 เขตแดนลับที่เต็มไปด้วยพลังแห่งห้วงเวลา และเผ่าพันธุ์มายา
- Home
- ระบบกลืนกินพรสวรรค์
- บทที่ 735 เขตแดนลับที่เต็มไปด้วยพลังแห่งห้วงเวลา และเผ่าพันธุ์มายา
บทที่ 735 เขตแดนลับที่เต็มไปด้วยพลังแห่งห้วงเวลา และเผ่าพันธุ์มายา
“เมื่อไม่กี่วันก่อน เผ่าพันธุ์มายาที่อยู่ใกล้ชายแดนอาณาเขตของมนุษย์เรา ได้ส่งข่าวมาบอกว่าพวกเขาได้ค้นพบเขตแดนลับแห่งใหม่ แต่เนื่องจากเขตแดนลับแห่งนั้นพิเศษเกินไป จึงไม่กล้าเข้าไปสำรวจโดยลำพัง และต้องการเชื้อเชิญเราหรือเผ่าพันธุ์ที่อยู่บริเวณโดยรอบให้นำกำลังเข้าไปสำรวจด้วยกัน ฉันเลยรีบนำข่าวนี้มาบอกนาย เผื่อว่านายจะสนใจ”
บรรพชนหมัวกล่าว
เมื่อได้ยินแบบนั้น
ฉู่โม่วจึงรู้สึกแปลกใจและถามกลับทันที “เขตแดนลับพิเศษที่แม้แต่เผ่าพันธุ์ในพื้นที่ก็ยังสำรวจไม่ได้งั้นเหรอครับ?”
“ตามข่าวที่ได้รับจากเผ่าพันธุ์มายา บอกเพียงว่าเขตแดนลับแห่งนี้มีความพิเศษกว่าเขตแดนลับทั่วไป เพราะมันเต็มไปด้วยพลังแห่งห้วงเวลาจำนวนมาก ซึ่งเพียงผู้ปลุกพลังธรรมดาได้ย่างกรายก้าวเข้าไป อายุขัยของพวกเขาก็จะลดลงทันที ดังนั้นจึงมีเพียงผู้ปลุกพลังที่มีพรสวรรค์แห่งห้วงเวลาระดับสูงเท่านั้นที่สามารถเข้าไปได้!”
“เผ่าพันธุ์มายาไม่ค่อยมีผู้เชี่ยวชาญในด้านห้วงเวลา แม้จะตามหาทั่วทั้งเผ่าพันธุ์แล้วก็ยังพบผู้ปลุกพลังเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่มีพรสวรรค์ห้วงเวลา มิหนำซ้ำความแข็งแกร่งและระดับพรสวรรค์ยังต่ำมาก!”
“ดังนั้นเมื่อไม่มีทางเลือก พวกเขาจึงเลือกเปิดเผยข่าวเขตแดนลับนี้!”
บรรพชนหมัวกล่าว
วินาทีถัดมา
เขาหยุดชั่วคราวแล้วพูดว่า “แน่นอนว่าหากเราต้องการเข้าไป ก็ต้องจ่ายค่าผ่านทางบางส่วน! โดยพวกเขาตั้งเงื่อนไขมาว่าหากพวกเราเข้าไปสำรวจแล้วพบสมบัติ พวกเขาจะขอส่วนแบ่ง 40%!”
เมื่อได้ฟังเงื่อนไขนี้จากบรรพชนหมัว ฉู่โม่วก็รู้สึกไม่พอใจทันที
แม้เขตแดนลับที่เต็มไปด้วยพลังแห่งห้วงเวลา อาจจะมีสมบัติสวรรค์มากมายที่เกี่ยวข้องกับห้วงเวลา ซึ่งมันจะช่วยพัฒนาพรสวรรค์ห้วงเวลาของเขาให้ขึ้นไปสู่อีกระดับได้
เพียงแต่…
“การที่จะต้องมอบสมบัติ 40% แก่พวกเขา นั่นเอาเปรียบกันเกินไปแล้ว!”
ผู้ดูแลหอสัจธรรมชั้นในส่ายหัว
อันที่จริงแล้ว 40% ของผลเก็บเกี่ยวก็ไม่ถือว่ามากมายนัก เพราะอย่างไรเสียอีกฝ่ายก็เป็นผู้ค้นพบเขตแดนลับแห่งนี้ จึงพอเข้าใจได้สำหรับเรื่องที่พวกเขาต้องการขอส่วนแบ่ง
แต่ประเด็นก็คือ เผ่าพันธุ์มายานั้นไม่มีผู้ปลุกพลังที่เชี่ยวชาญด้านห้วงเวลา หรืออีกนัยคือพวกเขาไม่มีความสามารถในการสำรวจเขตแดนลับเองมากกว่า!
การที่เผ่าพันธุ์มายาไร้ความสามารถเอง แต่ยังกล้าปรารถนาผลประโยชน์ในเขตแดนลับแบบนี้ มันเป็นการเอาเปรียบราวกับราชสีห์ที่นอนรอเฉย ๆ แล้วให้คนเอาอาหารมาป้อนชัด ๆ
ตามที่คาดการณ์ไว้
หลังจากได้ยินคำพูดของฉู่โม่ว บรรพชนหมัวก็หัวเราะลั่นทันที จากนั้นพูดว่า “ฮ่า ๆ เธอกับฉันคิดเห็นตรงกันเลย ฉันจึงตอบพวกเขาไปว่าเงื่อนไขเดิมที่ 40% นั้นมากเกินไป ดังนั้นเพื่อรักษาผลประโยชน์ฝ่ายเราให้มากที่สุด ฉันจึงเจรจาอีกรอบ จนในที่สุดพวกเขาก็ยอมตกลงที่ 20%!”
“หลังจากนั้น เพื่อความแน่ใจฉันจึงได้ไปสอบถามจากพรรคพวกเผ่าพันธุ์อื่น ๆ และได้รับรู้ว่าพวกเขาก็ได้เจรจาขอลดส่วนแบ่งลงมาเหลือประมาณ 20-30% เช่นกัน!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฉู่โม่วก็อดยิ้มไม่ได้
มันแน่อยู่แล้วว่า
ไม่มีเผ่าพันธุ์ใดในห้วงจักรวาลนี้ที่กล้ายอมรับข้อเสนอแบบนั้นง่าย ๆ
แม้จะไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่เมื่อต้องเผชิญกับข้อเสนอดังกล่าว พวกเขาทั้งหมดก็มีท่าทีแบบเดียวกันอย่างน่าประหลาดใจ
“ผมจะไปที่นั่นได้เมื่อไหร่เหรอครับ?”
ชายหนุ่มถาม
“เผ่าพันธุ์มายามีความกังวลมาก จึงขอให้พวกเรารีบไปที่นั่นโดยเร็วที่สุด ภายในระยะเวลาไม่เกินสิบวัน!”
บรรพชนหมัวกล่าวอีกว่า “สำหรับการเดินทางครั้งนี้ มีผู้ปลุกพลังมนุษย์สิบกว่าคน ที่จะไปเผ่าพันธุ์มายาพร้อมกับเธอ พวกเขาส่วนใหญ่ล้วนเป็นเทวะยุทธ์และมีมหาเทวะยุทธ์เพียงคนเดียว แต่ระดับพรสวรรค์ห้วงเวลาไม่สูงมากนัก ดังนั้นฉันจึงต้องการให้เธอเป็นผู้นำในการเดินทางครั้งนี้”
“เข้าใจแล้วครับ”
ฉู่โม่วพยักหน้าเห็นด้วย
แต่เขาก็ค่อนข้างแปลกใจอยู่บ้าง
เพราะไม่คิดว่าเผ่าพันธุ์มนุษย์จะมีเทวะยุทธ์มากมายที่เชี่ยวชาญพรสวรรค์ห้วงเวลาขนาดนี้
ต้องไม่ลืมว่าพรสวรรค์ห้วงเวลาเป็นหนึ่งในสองพรสวรรค์ระดับสูงสุดและหายากยิ่งกว่าพรสวรรค์ห้วงมิติเสียอีก
ชายหนุ่มเชื่อว่าหากประกาศหาผู้ที่มีพรสวรรค์ห้วงมิติในเผ่าพันธุ์มนุษย์ทั้งหมด อาจไม่ใช่เรื่องยากที่จะหาพบหลายร้อยคนที่เป็นเทวะยุทธ์หรือสูงกว่านั้น แต่เทวะยุทธ์ที่เชี่ยวชาญพรสวรรค์ห้วงเวลานั้นหายากยิ่งกว่า
ตัวอย่างเช่น ในเผ่าพันธุ์มายาก็มีผู้ปลุกพลังไม่มากนักที่เชี่ยวชาญพรสวรรค์ห้วงเวลา ซึ่งเห็นได้ชัดเจนจากการที่พวกเขาไร้ความสามารถสำรวจเขตแดนลับด้วยตัวเอง
แต่ยังกล้าคิดละโมบสมบัติที่อยู่ภายในเขตแดนลับอย่างไม่ซ่อนเจตนา จนสุดท้ายก็ต้องมอบเขตแดนลับนี้ให้บุคคลภายนอกสำรวจ และทำได้เพียงขอเก็บส่วนแบ่งบางส่วนเท่านั้น
กล่าวได้อีกนัยว่า มันเป็นเหมือนตั๋วผ่านทางเสียมากกว่า
เมื่อเปรียบผลได้ผลเสียดูแล้ว มันถือว่าเป็นผลลัพธ์ที่ค่อนข้างดีต่อผู้ปลุกพลังมนุษย์สิบกว่าคนที่อยู่ในขั้นเทวะยุทธ์ เพราะพวกเขาจะมีพรสวรรค์ห้วงเวลาที่แข็งแกร่งขึ้น
…
วันต่อมา
ฉู่โม่ว บรรพชนหมัวและบรรพชนคนอื่น ๆ อีกหลายคนกลับไปที่ทางช้างเผือกด้วยเรือรบโบราณ จากนั้นสามวันต่อมา พวกเขาก็มาถึงดาวเคราะห์โบราณริ้วคราม
พวกเขาอยู่ที่นี่อีกสามวันเพื่อเฝ้ารอผู้ปลุกพลังคนอื่น ๆ ที่มีพรสวรรค์ห้วงเวลาให้มาตามนัดหมาย กระทั่งมากันครบทั้งหมด
ชายหนุ่มได้ตรวจสอบความแข็งแกร่งของทุกคน
จึงพบว่าพรสวรรค์ห้วงเวลาของพวกเขาส่วนใหญ่มีระดับสูงสุดคือดาราลับฟ้า
แม้ไม่ได้ยอดเยี่ยมมาก แต่ก็ถือว่าไม่เลวเช่นกัน
พรสวรรค์ห้วงเวลาระดับนี้สามารถจัดการกับภัยคุกคามต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับห้วงเวลาได้อยู่แล้ว
แต่ชายหนุ่มรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย
เพราะเดิมทีเขาคิดว่าจะมีโอกาสได้พบเจอและแอบขโมยกลืนกินพรสวรรค์ห้วงเวลาระดับราชันย์จากพวกเขาบ้างสักคน ซึ่งมันจะช่วยให้เขาเข้าใจความลึกลับของห้วงเวลาได้มากขึ้น แต่ท้ายที่สุดแล้วก็มีเพียงระดับดาราลับฟ้าเท่านั้น
สำหรับฉู่โม่วในปัจจุบัน แม้จะกลืนกินพรสวรรค์ระดับนี้ไป มันก็ไม่สามารถช่วยอะไรเขาได้มาก อาจกล่าวได้ว่าแทบจะไม่มีผลเลยก็ว่าได้
เมื่อเวลาผ่านไปอีกสองวัน
ก็ได้มีเรือรบโบราณมาจอดเทียบเหนือตำหนักบรรพชน
จากนั้นเมื่อถึงกำหนดการวันออกเดินทาง
ชายหนุ่มกับเหล่าเทวะยุทธ์กว่าสิบคนจึงทยอยขึ้นเรือรบทีละคน ซึ่งนอกจากพวกเขาแล้ว ก็ยังมีบรรพชนหมัวและบรรพชนคนอื่น ๆ ที่เป็นมหาเทวะยุทธ์ได้ร่วมเดินทางไปด้วยเช่นกัน
บรรพชนทั้งหมดเดินทางไปเพื่อคอยปกป้องความปลอดภัยของฉู่โม่วและคนอื่น ๆ
เพราะการเดินทางไปยังดาราจักรซึ่งเป็นที่ตั้งของเผ่าพันธุ์มายาก็ยังมีอันตรายระหว่างทางอยู่บ้าง
อีกทั้งตัวตนของฉู่โม่วยังมีความสำคัญอย่างมาก ดังนั้นเผ่าพันธุ์มนุษย์จึงไม่กล้าประมาทและต้องส่งคนไปคอยอารักขาเพื่อความรอบคอบ
“ออกเดินทางได้!”
ตามคำสั่งของบรรพชนหมัว
เรือรบโบราณเริ่มออกเดินทางและกระโดดข้ามห้วงมิติไปยังดาราจักรซึ่งเป็นที่ตั้งของเผ่าพันธุ์มายาทันที
เผ่าพันธุ์มายานั้นไม่ได้อยู่ไกลจากเผ่าพันธุ์มนุษย์ โดยพวกเขาอยู่ใกล้กับอาณาเขตของเผ่ามนุษย์วิหค ยิ่งเมื่อเผ่ามนุษย์วิหคตกอยู่ภายใต้การปกครองของเผ่าพันธุ์มนุษย์แล้ว ดังนั้นเผ่าพันธุ์มายาจึงกลายเป็นเพื่อนบ้านของเผ่าพันธุ์มนุษย์ไปโดยปริยาย
ด้วยศักยภาพของเรือรบโบราณ จึงใช้เวลาในการเดินทางเพียงหนึ่งวันเท่านั้น
ไม่มีอันตรายใดระหว่างทาง
สามวันต่อมา เรือรบโบราณก็เข้าสู่อาณาเขตของเผ่าพันธุ์มายาได้สำเร็จ จากนั้นใช้เวลาเดินทางอีกหนึ่งวัน เรือรบจึงมาถึงพื้นที่ใจกลางของเผ่าพันธุ์มายา
ดาวเคราะห์โบราณมายา!
นี่คือดวงดาวต้นกำเนิดแห่งเผ่าพันธุ์มายา ซึ่งโลกทั้งใบมีขนาดกว้างใหญ่ไพศาลยิ่งกว่าดาวเคราะห์โบราณริ้วครามเสียอีก
นี่คือดาวเคราะห์ที่ผสมผสานเกื้อหนุนกันด้วยวิชาการต่อสู้และเทคโนโลยีอย่างลงตัว
มีลำแสงที่บินฉวัดเฉวียนไปมาอยู่ทุกหนทุกแห่ง ซึ่งพวกเขาล้วนเป็นผู้ปลุกพลังที่แข็งแกร่ง
ในขณะเดียวกัน
ก็ยังสามารถมองเห็นยานรบที่กำลังขึ้นและลงจอดบริเวณรอบวงแหวนดวงดาวที่โคจรล้อมรอบดาวเคราะห์โบราณมายาทั้งหมด ซึ่งบางครั้งจะสามารถเห็นยานรบบางลำที่แล่นออกจากวงโคจรอย่างรวดเร็วและหายลับไปในจักรวาล