ระบบกลืนกินพรสวรรค์ - บทที่ 736 พบปะเผ่าพันธุ์ต่าง ๆ และการเจรจาเสร็จสิ้น!
บทที่ 736 พบปะเผ่าพันธุ์ต่าง ๆ และการเจรจาเสร็จสิ้น!
“รบกวนทุกท่านแล้ว”
ณ ดาวเคราะห์โบราณมายา
เมื่อเรือรบโบราณเข้าจอดเทียบท่า ก็มีผู้ปลุกพลังสิบกว่าคนจากเผ่าพันธุ์มายาบินออกมาต้อนรับแขก
โดยมีผู้นำเผ่าเป็นผู้ปลุกพลังระดับมหาเทวะยุทธ์ ส่วนที่เหลือเป็นมหาเทวะยุทธ์สองคนและเทวะยุทธ์คนอื่น ๆ
ขุมพลังของเผ่าพันธุ์มายาถูกจัดให้เป็นอารยธรรมระดับต่ำในห้วงจักรวาลและครอบครองดาราจักรเพียงสองแห่งเท่านั้น
เมื่อนับรวมกลุ่มเผ่าพันธุ์ทั้งหมดในสองดาราจักรนี้จะมีมหาเทวะยุทธ์ประมาณสิบกว่าคนเท่านั้น สำหรับการที่พวกเขาส่งมหาเทวะยุทธ์สามคนเพื่อมาต้อนรับเผ่าพันธุ์มนุษย์ นี่จึงแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของภารกิจนี้แล้ว
แต่ก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติ…
เพราะเผ่าพันธุ์มนุษย์ในปัจจุบันนี้แตกต่างจากอดีตมาก เดิมทีมีมหาเทวะยุทธ์เพียงสิบกว่าคน และปกครองดาราจักรเพียงสามแห่งเท่านั้น แต่หลังจากเอาชนะเผ่ามนุษย์วิหคสำเร็จ จึงทำให้ความแข็งแกร่งของพวกเขาเพิ่มขึ้นอย่างมาก และมีดาราจักรอีกสองแห่งที่ถูกนับเพิ่มเข้าไป รวมถึงมหาเทวะยุทธ์อีกนับสิบคนของเผ่ามนุษย์วิหคที่ได้กลายมาเป็นผู้รับใช้
มิหนำซ้ำ ครั้งล่าสุดในงานประลองเทพเจ้าที่จัดขึ้นโดยสัมพันธมิตรเผ่าพันธ์นารี เผ่าพันธุ์มนุษย์ยังชนะเลิศการประลองและได้รับดาราจักรอีกสามแห่ง ซึ่งเต็มไปด้วยทรัพยากรมากมายนับไม่ถ้วน โดยในอนาคตเมื่อพวกเขาพัฒนาและสำรวจขุดค้นครบทั้งหมด ก็จะทำให้ความแข็งแกร่งของพวกเขาเพิ่มสูงขึ้นไปอีกระดับ
ดังนั้นแม้มนุษย์จะเป็นเพียงเผ่าพันธุ์ระดับกลาง แต่ด้วยการครอบครองดาราจักรถึงแปดแห่ง ไม่ว่าใครก็คงสามารถมองเห็นแนวโน้มที่กำลังเพิ่มขึ้นนี้ได้!
ยิ่งเผ่าพันธุ์มายานั้นอยู่ติดชายแดนกับเผ่าพันธุ์มนุษย์ จึงจำเป็นต้องปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างสุภาพเคารพ และเพื่อป้องกันไม่ให้เผ่าพันธุ์มนุษย์เกิดความไม่พอใจจนหาเรื่องมารุกรานในสักวันหนึ่ง
หากเกิดความบาดหมางขึ้นเช่นนั้น เผ่าพันธุ์มายาของพวกเขาก็อาจจะกลายเป็นเหมือนเผ่ามนุษย์วิหคก็ได้
“ท่านผู้นำสุภาพเกินไปแล้ว”
เมื่อเห็นการต้อนรับอย่างสุภาพของเผ่าพันธุ์มายา บรรพชนหมัวและคนอื่น ๆ ก็เอ่ยตอบรับอย่างเป็นกันเอง
ด้านฉู่โม่วก็ไม่ได้พูดอะไร เพียงยืนสังเกตการณ์อย่างเงียบ ๆ
รูปร่างหน้าตาของเผ่าพันธุ์มายานั้นไม่เหมือนกับเผ่าพันธุ์มนุษย์ พวกเขามีลักษณะคล้ายเห็ด มีหนวดคล้ายเส้นใยของเห็ดรามากมายทั่วร่างกาย แต่มักจะซ่อนอยู่ในร่างกายและจะแสดงออกมาให้เห็นเมื่อจำเป็นเท่านั้น
ที่สำคัญกว่านั้น
แม้ชายหนุ่มจะทราบว่าพวกเขาฝึกฝนพลังบ่มเพาะ แต่กลับไม่สามารถสัมผัสถึงจุดตันเถียนภายในร่างกายของพวกเขาได้แม้แต่น้อย และสามารถบอกได้ทันทีว่ารากฐานพลังบ่มเพาะของพวกเขามาจากการดูดซับพลังแห่งสวรรค์และโลก
“ยังมีสิ่งแปลกประหลาดอีกมากมายในจักรวาลที่ฉันไม่รู้จัก!”
ฉู่โม่วมองดูพวกเขาด้วยความรู้สึกทึ่ง
หลังจากทั้งหมดกล่าวทักทายกันเรียบร้อย พวกเขาก็เดินทางต่อมาถึงเทือกเขาขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง
แม้จะกล่าวว่ามันเป็นภูเขา แต่แท้จริงแล้วมันคือตำหนักแห่งหนึ่งเท่านั้น
ตำหนักเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นจากต้นไม้ใหญ่ จึงมีสภาพแวดล้อมที่ค่อนข้างเย็นชื้น แต่ก็เป็นสถานที่ที่เหมาะสมซึ่งเอื้อต่อการเติบโตของผู้ปลุกพลังเผ่าพันธุ์นี้เช่นกัน
ทุกคนมาถึงภายในห้องโถงของตำหนัก
และพบกับอีกสามเผ่าพันธุ์ที่เดินทางมาถึงก่อนหน้า
พวกเขาทั้งหมดได้รับคำเชิญจากเผ่าพันธุ์มายาและจะเข้าร่วมสำรวจเขตแดนลับเช่นกัน
เผ่าพันธุ์ทั้งสามนี้มีระดับอารยธรรมใกล้เคียงกับเผ่าพันธุ์มายา ซึ่งต่างมีความแข็งแกร่งโดยรวมอยู่ในระดับต่ำเท่านั้น
โดยผู้แข็งแกร่งสูงสุดในเผ่าพันธุ์เป็นเพียงมหาเทวะยุทธ์ทั่วไปเท่านั้น ดังนั้นเมื่อพวกเขาเห็นเผ่าพันธุ์มนุษย์มาถึง จึงรีบออกมาต้อนรับอย่างกระตือรือร้น
ต้องไม่ลืมว่า…
พวกเขาส่วนใหญ่ไม่ได้มีขุมพลังเทียบเท่าเผ่าพันธุ์มนุษย์ หรือแม้จะเทียบได้ แต่พวกเขาก็ตระหนักดีว่าเผ่าพันธุ์มนุษย์นั้นกำลังจะผงาดขึ้นกลายเป็นเผ่าพันธุ์ระดับสูง ดังนั้นจึงไม่กล้าทำอะไรล่วงเกิน
เมื่อทั้งหมดทักทายกันเรียบร้อย
ฉู่โม่วจึงได้ทราบชื่อของเผ่าพันธุ์ทั้งสามนี้
เผ่าพันธุ์ไหมสวรรค์!
พวกเขามีรูปร่างหน้าตาคล้ายกับมนุษย์ อีกทั้งยังสามารถเดินตัวตรงได้ แต่มีสองหัวสี่แขน ทั่วร่างปกคลุมไปด้วยขน
ต่อมาเป็น เผ่าพันธุ์วานรยักษ์บูรพา
พวกเขามีรูปร่างคล้ายลิงยักษ์ แต่สามารถรวบรวมพลและสร้างอารยธรรมจนเป็นปึกแผ่นได้สำเร็จ แม้ในเผ่าจะมีกำลังพลไม่มากแต่ก็ไม่สามารถดูถูกพวกเขาได้ ว่ากันว่าจำนวนคนในเผ่าพันธุ์ทั้งหมดมีไม่ถึงสิบล้านคนและครอบครองดาราจักรเพียงแห่งเดียวเท่านั้น
โดยมีมหาเทวะยุทธ์มากกว่ายี่สิบคนและมีเทวะยุทธ์มากกว่าแสนคน แต่พวกเขานั้นแข็งแกร่งมาก ซึ่งมีจุดแข็งคือกายเนื้อที่ทรงพลัง
ขุมกำลังของพวกเขาเป็นรองเพียงแค่เผ่าพันธุ์มนุษย์เท่านั้น
เผ่าพันธุ์วานรยักษ์บูรพาเป็นเผ่าพันธุ์ที่มีจำนวนผู้ปลุกพลังที่เชี่ยวชาญพรสวรรค์ห้วงเวลามากที่สุด โดยมีทั้งหมดสิบกว่าคนที่เข้าร่วมการสำรวจครั้งนี้ และเมื่อฉู่โม่วลอบสังเกตอยู่สักพัก จึงพบว่าผู้ปลุกพลังทั้งหมดที่พวกเขาส่งมามีความเชี่ยวชาญพรสวรรค์ห้วงเวลาแทบไม่ด้อยไปกว่าเผ่าพันธุ์มนุษย์แม้แต่น้อย
เรื่องนี้ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกสงสัยมาก
“เป็นไปได้ไหมว่าในเผ่าพันธุ์วานรยักษ์บูรพา มีแหล่งสมบัติล้ำค่าที่ช่วยสำหรับการฝึกฝนพรสวรรค์ห้วงเวลา”
ชายหนุ่มคาดเดาและรู้สึกสนใจข้อสันนิษฐานนี้ไม่น้อย
หากไม่พบสมบัติดี ๆ ในเขตแดนลับของเผ่าพันธุ์มายา ในเวลานั้น ฉู่โม่ววางแผนที่จะหาโอกาสไปที่เผ่าพันธุ์พวกเขาเพื่อตรวจสอบให้หายสงสัย
เผ่าพันธุ์สุดท้ายถูกเรียกว่า เผ่าพันธุ์ดาราจักรอาเหริน
ตั้งตามชื่อดาราจักรที่อยู่อาศัย เผ่าพันธุ์นี้เป็นสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในดาราจักรอาเหรินและครอบครองดาราจักรนี้เพียงแห่งเดียว
แต่พวกเขามีประมาณเจ็ดถึงแปดคนที่เดินทางมาครั้งนี้ หากไม่นับรวมผู้พิทักษ์แล้ว จะมีผู้ปลุกพลังเพียงสามคนเท่านั้นที่เข้าร่วมสำรวจเขตแดนลับครั้งนี้
แต่ทั้งสามคนนั้นก็ทำให้ฉู่โม่วรู้สึกประหลาดใจมาก
เพราะระดับพรสวรรค์ห้วงเวลาที่ทั้งสามคนครอบครองนี้ถือว่าแข็งแกร่งอย่างมาก!
หนึ่งในนั้นมีพรสวรรค์ห้วงเวลาระดับราชันย์ และอีกสองคนที่เหลือมีพรสวรรค์ห้วงเวลาระดับตะวัน!
“ได้เวลากลืนกินแล้ว!”
ฉู่โม่วลอบกลืนกินพรสวรรค์ห้วงเวลาระดับตะวันจากบุคคลหนึ่งในนั้นทันที!
แม้ปัจจุบันชายหนุ่มจะมีพรสวรรค์ห้วงเวลาระดับเทวะ แต่การกลืนกินพรสวรรค์ห้วงเวลาระดับตะวันก็สามารถช่วยให้เขาเติบโตขึ้นไปอีกไม่น้อย
เมื่อบุตรแห่งโชคชะตามองไปยังคนอื่น ๆ
อีกสามเผ่าพันธุ์ก็มองสำรวจกลับมาที่เขาและคนอื่น ๆ เช่นกัน
โดยเฉพาะตัวฉู่โม่วที่ยืนอยู่ด้านหน้า ซึ่งกำลังถูกจับตามองจากทุกคน
ในการประลองเทพเจ้า ชายหนุ่มเคยทำให้ทุกคนตื่นตะลึงกับความแข็งแกร่งที่สามารถกวาดล้างเหล่าอัจฉริยะจำนวนนับไม่ถ้วน ซึ่งมันได้สร้างความประทับใจให้กับพวกเขาไม่น้อย
และตอนนี้ การมาถึงที่นี่ของชายผู้นี้ได้ทำให้หลายคนสนใจ
“นั่นมันฉู่โม่วแห่งเผ่าพันธุ์มนุษย์ ผู้ที่เป็นอันดับหนึ่งบนศิลาต้นกำเนิดและได้ทำลายสถิติเหนือเหล่าอัจฉริยะตั้งแต่อดีตและปัจจุบันไม่ใช่เหรอ?”
“ว่ากันว่าเขามีพรสวรรค์ที่ทรงพลังมาก แต่ฉันไม่คาดคิดเลยว่าเขาจะมีพรสวรรค์ห้วงเวลาด้วย!”
“พรสวรรค์ห้วงเวลาของเขาน่าจะแข็งแกร่งมาก เพราะฉันไม่สามารถตรวจจับพลังห้วงเวลาจากตัวเขาได้เลยสักนิด!”
“เหลือเชื่อ!”
“หลังจากเข้าไปภายในเขตแดนลับ เดี๋ยวพวกเราก็จะได้รู้ว่าคนผู้นี้แข็งแกร่งเพียงใด!”
ผู้ปลุกพลังจากทุกเผ่าพันธุ์พูดคุยกันด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
แม้ภาษาสื่อสารจะแตกต่างกัน แต่ฉู่โม่วก็สามารถเข้าใจถึงความหมายของคำเหล่านั้น ผ่านจิตสัมผัสพลังวิญญาณและความผันผวนทางอารมณ์ของพวกเขาได้
ชายหนุ่มไม่ได้แสดงท่าทางผิดสังเกตใด ๆ เพียงนิ่งเฉยอยู่ที่เดิม
“ในเมื่อทุกคนมาพร้อมกันแล้ว และเพื่อไม่เป็นการเสียเวลา ฉันก็ขอพูดเข้าเรื่องเลยแล้วกัน!”
“เขตแดนลับนี้ถูกค้นพบโดยเผ่าพันธุ์มายาของเราโดยบังเอิญ มันเต็มไปด้วยพลังห้วงเวลามากมาย จากการคาดเดาของเรา มันน่าจะเป็นแหล่งต้นกำเนิดของพลังห้วงเวลาที่ทรงพลังอย่างยิ่ง ซึ่งเกิดจากการล่มสลายของอารยธรรมแห่งหนึ่ง!”
“นอกจากนี้ยังมีสมบัติที่เต็มไปด้วยพลังห้วงเวลาอีกมากมาย!”
“เราจะไม่ขอสมบัติแห่งกาลเวลาเหล่านั้น ไม่ว่าเผ่าพันธุ์ใดจะได้ครอบครอง แต่เผ่าพันธุ์นั้นจะต้องให้ส่วนแบ่งแก่ทางเราเพิ่มอีก 20% แม้มันจะเป็นเพียงสมบัติทั่วไปก็ตาม พวกท่านทั้งสี่เผ่าพันธุ์จำเป็นต้องให้ส่วนแบ่งแก่เราตามข้อตกลงก่อนหน้านี้!”
มหาเทวะยุทธ์แห่งเผ่าพันธุ์มายาประกาศก้องและย้ำเตือนถึงเงื่อนไข
สำหรับประเด็นนี้
ไม่มีเผ่าพันธุ์ใดที่คัดค้าน
เพราะเป็นไปตามการเจรจาก่อนหน้านี้ทั้งหมด
สำหรับเผ่าพันธุ์ที่พบเจอสมบัติห้วงเวลาระดับสูง พวกเขาก็จะต้องจ่ายส่วนแบ่งเพิ่มเติมอีก 20% ซึ่งไม่มีใครมีปัญหา
อันที่จริงไม่ว่าจะเป็น 20% หรือกระทั่ง 50% พวกเขาก็เต็มใจยอมรับมันทั้งหมด
เพราะหากผู้ใดได้รับสมบัติห้วงเวลา ก็จะสามารถนำไปแลกเปลี่ยนเป็นทรัพย์สินได้อย่างมหาศาลอยู่ดี
ไม่มีเหตุใดให้ต้องต่อรองอีก
เมื่อได้เจรจาต่อรองกันครั้งแล้วครั้งเล่าจนเสร็จสิ้น เผ่าพันธุ์ทั้งห้ารวมถึงเผ่าพันธุ์มนุษย์และเผ่าพันธุ์มายาก็ได้ลงนามทำสัญญาร่วมกัน โดยใช้พันธสัญญาแห่งจักรวาล ซึ่งยึดตามกฎระเบียบที่ว่าไว้ในนั้น
หรือหมายความว่าพันธสัญญานี้ได้ถูกรับรองอย่างเป็นทางการแล้ว
ใครฝ่าฝืนก็จะถูกลงโทษตามกฎแห่งจักรวาล
หลังจากกระทำการทั้งหมดเสร็จสิ้น ก็ถึงเวลาสำหรับภารกิจหลักที่ทุกคนกังวลมากที่สุด
การสำรวจเขตแดนลับ!