ระบบกลืนกินพรสวรรค์ - บทที่ 767 ความเงียบงันเกิดขึ้นหลังจากการดับสูญของห้วงจักรวาล!
บทที่ 767 ความเงียบงันเกิดขึ้นหลังจากการดับสูญของห้วงจักรวาล!
“จะเลือกทางไหนยังไง ทั้งหมดล้วนเป็นอนาคตที่อยู่ในมือของพวกเราเอง!”
หลังจากนักบวชพูดจบประโยค
สัตว์อสูรเทพโบราณทั้งหมดพลันเงียบกริบ
แม้ว่าสมองของพวกมันจะไม่ได้พัฒนาจนอาจเรียกได้ว่าโง่ด้วยซ้ำ แต่พวกมันก็ยังพอเข้าใจสถานการณ์ได้
จากคำพูดของนักบวช ตอนนี้จึงมีเพียงสองเส้นทางข้างหน้า
หนึ่งรอดหนึ่งตาย
ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่หรือตาย ทั้งหมดล้วนขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของพวกเขาเอง!
มีเพียงความเงียบปกคลุม ผู้คนในเผ่าทั้งหมดไม่มีใครเอ่ยสิ่งใด
หลังจากนั้นไม่นาน คนในเผ่าคนหนึ่งก็พูดขึ้นว่า “ท่านนักบวช ท่านพอจะมีคำแนะนำอะไรบ้างไหม?”
นักบวชส่ายศีรษะ “มันก็ยากสำหรับฉันเช่นกันที่จะเห็นถึงหนทางข้างหน้า ฉันจึงไม่รู้ว่าควรจะเลือกอย่างไร แต่…พวกเธอค่อย ๆ ตัดสินใจก็ได้”
“แม้ตัวตนนี้กำลังจะมุ่งหน้ามาหาเรา แต่เราอาจซ่อนตัวเพื่อรอดูสถานการณ์ในหมอกทมิฬนี้ก็ได้!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น
ทุกคนจึงอดไม่ได้ที่จะหันมองหน้ากันและกัน
จากนั้น พวกเขาทั้งหมดก็พยักหน้าอย่างเห็นด้วย
“ถ้าอย่างนั้น พวกเราก็ทำแบบที่ท่านนักบวชเสนอมาดีกว่า!”
“ในเมื่อตัวตนนี้กำลังมุ่งมาทางนี้ เราก็ควรใช้โอกาสนี้เพื่อประเมินดูว่าคนผู้นี้เป็นอย่างไร!”
“ใช่แล้ว ทำตามที่ท่านนักบวชพูดเถอะ!”
หลายคนในเผ่าต่างพูดเป็นเสียงเดียวกัน
ทุกคนต่างเข้าประจำที่เพื่อรอคอยอย่างเงียบเชียบ
แน่นอนแล้วว่า
สมาชิกในเผ่าทั้งหมดกำลังซ่อนตัวอยู่ในความมืดและไม่กระทำการโจมตีก่อน เพื่อรอตัดสินใจอีกครั้งในภายหลัง
ด้วยสถานการณ์เช่นนี้
สมาชิกในเผ่าที่จำศีลอยู่ทั้งหมดจึงถูกปลุกให้ตื่นขึ้น จากนั้นจึงอพยพออกไปทีละตัว มุ่งหน้าสู่ส่วนที่ลึกของม่านหมอก
…
ฉู่โม่วไม่รู้เลยว่าขณะนี้กำลังเกิดอะไรขึ้นในดินแดนที่ปกคลุมไปด้วยหมอกทมิฬ
ตอนนี้เขาเพียงมุ่งหน้ามายังทิศทางนี้ตามความทรงจำ
ระยะห่างระหว่างทั้งสองฟากฝั่งนั้นไกลมาก แม้ว่าชายหนุ่มจะใช้ชั่วลัดนิ้วมือก็ยังต้องใช้เวลาอีกสักพัก
ยิ่งไปกว่านั้น ในระหว่างทางฉู่โม่วยังเห็นสมบัติล้ำค่าที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ จึงแวะพักเพื่อเก็บเกี่ยวมัน
จากนั้นจึงออกเดินทางต่อตามเส้นทางในความทรงจำ จนกระทั่งมาถึงบริเวณรอบนอกของดินแดนที่ปกคลุมไปด้วยหมอกทมิฬ
เวลาผ่านไปอีกหลายวันแล้ว ฉู่โม่วก็มาถึงยังบริเวณด้านหน้าของหุบเขาอันกว้างใหญ่ที่ทอดยาวออกไปไกล
“ตามความทรงจำในหัวนั้น หลังจากผ่านหุบเขาขนาดใหญ่นี้ไป แล้วมุ่งตรงไปอีกราวหมื่นกิโลเมตร ฉันก็จะสามารถพบดินแดนที่ถูกปกคลุมไปด้วยหมอกทมิฬ!”
เขามองไปรอบ ๆ พร้อมกับบ่นพึมพำ
และเป็นไปตามคาด เขาเริ่มพบร่องรอยของเท้าขนาดใหญ่บริเวณใกล้ ๆ หุบเขา ซึ่งพิจารณาจากความลึกและขนาดของรอยเท้าดูแล้วจึงเริ่มมั่นใจว่ามาถูกทาง
ในดินแดนแห่งหมอกทมิฬยังมีสัตว์อสูรเทพโบราณจำนวนมากอาศัยอยู่ แม้กระทั่งตัวตนที่แข็งแกร่งกว่ากู่ม่อที่ถูกเขาฆ่าไป
แค่เพียงกู่ม่อก็ทำให้ฉู่โม่วต่อสู้ด้วยอย่างยากลำบากแล้ว หากต้องเผชิญหน้ากับสัตว์ประหลาดที่ทรงพลังกว่าและมีจำนวนหลายตัว ก็อาจทำให้เขาตกอยู่ในสถานการณ์เลวร้ายได้
ใช่แล้ว การเข้าไปสำรวจครั้งนี้ เขายิ่งต้องระมัดระวัง!
ฉู่โม่วสูดหายใจเข้าลึกเพื่อสงบอารมณ์ จากนั้นจึงเปิดใช้งานพรสวรรค์ธาตุมืดและซ่อนตัวอยู่ในความมืดทันที ก่อนจะมุ่งหน้าตรงเข้าไปยังหุบเขาลึก
โดยระยะทางเพียงหมื่นกิโลเมตร ชายหนุ่มสามารถไปถึงได้ในชั่วพริบตา
ในขณะนี้ เขาสามารถมองเห็นสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยม่านหมอกสีดำแล้ว
หมอกสีดำพวกนี้เคลื่อนตัวราวกับเป็นก้อนเมฆดำทะมึน กินพื้นที่รัศมีกว้างใหญ่จนมองไม่เห็นสิ่งใด
มันเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความเงียบงันและลวงหลอกจิตสัมผัส ราวกับเป็นดินแดนสำหรับให้ชีวิตหวนกลับสู่จุดดับสูญ และมีแต่ซากปรักหักพัง
‘นี่คืออณูแห่งความตาย!’
‘ฉันไม่รู้หรอกนะว่ากลิ่นอายแห่งความตายที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร แต่มันน่าขนลุกจริง ๆ!’
ฉู่โม่วรู้สึกประหลาดใจ
เพราะกลิ่นอายเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อสิ่งมีชีวิตหมดอายุขัยเท่านั้น
ทว่าหลังจากสิ่งมีชีวิตธรรมดาได้ตายไป กลิ่นอายความตายที่เกิดขึ้นจะมีเพียงเล็กน้อยจนแทบไม่สามารถสังเกตเห็นได้ หรือแม้จะมีสิ่งมีชีวิตนับหมื่นดับสูญไป มันก็สามารถสร้างอณูแห่งความตายได้เพียงขนาดเท่าฝ่ามือเท่านั้น
แต่สิ่งที่อยู่เบื้องหน้าของชายหนุ่มในตอนนี้
มันคืออณูแห่งความตายอันกว้างใหญ่ราวกับม่านหมอกของมหาสมุทรหรือโลกทั้งใบก็ว่าได้ แม้กระทั่งอาจจะกว้างใหญ่เกือบเท่าท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวเลยด้วยซ้ำ
“ฉันไม่รู้หรอกนะว่ามันต้องเกิดจากการดับสูญมากมายเพียงใดกัน แต่เดาว่าอย่างน้อย ๆ ก็ต้องไม่ต่ำกว่าหนึ่งจักรวาลแน่นอน!”
ฉู่โม่วอดครุ่นคิดไม่ได้
หนึ่งจักรวาลนั้นกว้างใหญ่แค่ไหนน่ะเหรอ?
แม้จะเป็นมหาเทวะยุทธ์เดินทางข้ามผ่านตลอดชีวิตก็ยังไม่สามารถทำได้เลย
แต่หากจักรวาลอันกว้างใหญ่นั้นต้องดับสูญล่ะ จะเป็นอย่างไร?
ฉู่โม่วจินตนาการไม่ออกเลย!
หลังจากสงบสติอารมณ์แล้ว ชายหนุ่มก็กระโจนเข้าสู่หมอกสีดำโดยไม่รอช้า
ครืน!
หมอกสีดำกระเพื่อม พร้อมกับร่างของชายหนุ่มที่หายไปในนั้น
…
“นี่คือดินแดนแห่งความเงียบงันงั้นเหรอ?”
ฉู่โม่วซ่อนตัวอยู่ในหมอกสีดำ และมองไปรอบ ๆ ด้วยความระมัดระวัง
แม้ในความทรงจำของกู่ม่อจะรู้จักกับสถานที่ดังกล่าว แต่ชายหนุ่มก็ไม่เคยเห็นมันด้วยตาของตัวเอง ดังนั้นจึงยังค่อนข้างสงสัยเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมภายในอยู่ไม่น้อย
อีกทั้งสถานที่แห่งนี้มีอณูแห่งความตายที่รุนแรงเกินไป ทำให้มันไปปิดกั้นจิตสัมผัสทางวิญญาณของฉู่โม่วเอาไว้อย่างมาก ซึ่งสามารถสำรวจได้ในรัศมีเพียงหลายร้อยกิโลเมตรเท่านั้น จึงเป็นเรื่องยากที่เขาจะสามารถสำรวจสถานที่แห่งนี้ได้อย่างครอบคลุม
แต่โชคดีที่ยังมีพลังของพรสวรรค์ห้วงเวลาและห้วงมิติ ทำให้การปิดกั้นนั้นลดน้อยลงไปมาก และไม่แตกต่างมากจากพื้นที่ภายนอก ซึ่งมีข้อแตกต่างเพียงอย่างเดียวคือความเงียบงันของที่นี่รุนแรงกว่า
แม้แต่พลังแห่งกาลเวลาก็ไม่สามารถขยายออกไปรับรู้ได้อย่างทั่วถึง โดยเมื่อมันไปปะทะกับหมอกทมิฬที่เกิดจากความเงียบงัน มันก็เกิดการต่อต้านทันที
มันดูแตกต่างอยู่บ้าง
“เพียงแต่…”
“ทำไมฉันถึงรู้สึกว่ากำลังมีคนสอดแนมฉันอยู่ตลอดเวลา”
ฉู่โม่วขมวดคิ้ว
ตั้งแต่วินาทีที่เหยียบย่างสู่ภายในของพื้นที่หมอกทมิฬ ชายหนุ่มก็รู้สึกว่ากำลังถูกจับตาจากตัวตนลึกลับบางอย่างในทุก ๆ การเคลื่อนไหว
เขาเพียงรับรู้ได้ผ่านจิตสัมผัสของพรสวรรค์ห้วงเวลาและห้วงมิติ แต่ไม่สามารถระบุแหล่งที่มาของอีกฝ่ายได้เลย
เมื่อคิดได้แบบนั้น
ฉู่โม่วจึงรีบหยิบคันฉ่องชำระใจออกมาและฉายแสงชะล้างใส่ตัวเองทันที เพื่อลบเลือนความสกปรกและฝุ่นละอองออกไป
แต่หลังจากกระทำทั้งหมดนี้แล้ว ความรู้สึกของการถูกจับจ้องก็ยังไม่หายไปเสียที
‘ความรู้สึกเช่นนี้ มันเป็นเรื่องปกติงั้นเหรอ?’
ฉู่โม่วครุ่นคิดกับตัวเอง
แต่เขาก็ละทิ้งความคิดนั้นไปอย่างรวดเร็ว
เป็นไปได้ว่าการสอดแนมระดับนี้จะต้องไม่ใช่จากตัวตนธรรมดาอย่างแน่นอน
ต้องเป็นสิ่งมีชีวิตที่สามารถสอดแนมอยู่ในความมืด และ…หากการคาดเดาของฉู่โม่วถูกต้อง มันควรจะเป็นหนึ่งในสมาชิกของสัตว์อสูรเทพโบราณ!
ต้องไม่ลืมว่า
ตามความทรงจำของกู่ม่อ
ยังมีสมาชิกอีกมากมายของเผ่ามันอาศัยอยู่ในหมอกทมิฬ
แต่สำหรับเขาที่อยู่ที่นี่มาสักพัก กลับยังไม่สามารถสัมผัสได้ถึงสมาชิกของสัตว์อสูรเทพโบราณเลย ราวกับไม่มีสิ่งมีชีวิตใดอยู่ในหมอกทมิฬ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผิดปกติอย่างยิ่ง
คำอธิบายเดียวก็คือ
ผู้คนของสัตว์อสูรเทพโบราณได้รับรู้เกี่ยวกับการตายของกู่ม่อและรู้ด้วยว่าเขากำลังมาที่นี่จึงรีบหลบซ่อนตัว
ดังนั้นพวกมันคงกำลังซ่อนตัวและแอบดูเขาอยู่อย่างลับ ๆ
“ทำไมพวกมันถึงทำเช่นนี้?”
ฉู่โม่วรู้สึกงุนงง
ตามความทรงจำของกู่ม่อแล้ว
เขารับรู้มาว่าสมาชิกของสัตว์อสูรเทพโบราณล้วนแต่ทรงพลังอย่างมาก มีสิ่งมีชีวิตที่มีขนาดสูงใหญ่ซึ่งมีขุมพลังเทียบได้กับครึ่งก้าวสู่มหาเทวะยุทธ์ หรือแม้แต่มหาเทวะยุทธ์ที่แท้จริงด้วยซ้ำ
ด้วยเหตุผลดังกล่าว
จึงไม่จำเป็นเลยที่พวกมันต้องหลบซ่อนตัว
เว้นแต่ว่า…
พวกมันจะเกรงกลัวอะไรบางอย่าง จึงไม่สามารถกระทำการโจมตีได้ทันที!