ระบบกลืนกินพรสวรรค์ - บทที่ 766 ย่างกรายสู่ดินแดนที่ปกคลุมไปด้วยหมอกทมิฬ และนักบวชแห่งสัตว์อสูรเทพโบราณ!
- Home
- ระบบกลืนกินพรสวรรค์
- บทที่ 766 ย่างกรายสู่ดินแดนที่ปกคลุมไปด้วยหมอกทมิฬ และนักบวชแห่งสัตว์อสูรเทพโบราณ!
บทที่ 766 ย่างกรายสู่ดินแดนที่ปกคลุมไปด้วยหมอกทมิฬ และนักบวชแห่งสัตว์อสูรเทพโบราณ!
“ดูเหมือนว่า… หลังออกจากจักรวาลทมิฬนี้ ฉันจะต้องหาโอกาสกลับไปที่ดาวเคราะห์สีน้ำเงินอีกครั้ง เพื่อหาดูว่าจะพบโบราณวัตถุชิ้นอื่นเพิ่มอีกหรือไม่ จะได้เห็นเรื่องราวในช่วงเวลาอดีตมากขึ้น!”
ฉู่โม่วครุ่นคิด
แม้แผ่นหินชิ้นนี้จะสามารถฉายภาพผ่านสายธารกาลเวลาอันยาวนานได้ แต่ข้อมูลของมันก็ยังน้อยเกินไปที่จะเรียงร้อยเรื่องราวทั้งหมด
ดังนั้นจึงต้องไปค้นหาวัตถุโบราณเพิ่มเติม เพื่อที่จะได้เข้าถึงข้อมูลและเรื่องราวมากกว่านี้
โดยเมื่อนำข้อมูลทั้งหมดมาปะติดปะต่อกัน อาจเป็นไปได้ที่จะสรุปเหตุการณ์หรือสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต
เมื่อคิดได้แบบนั้น
ชายหนุ่มจึงถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก
เขาส่ายหัวเพื่อหยุดคิดเรื่องนี้ต่อไป จากนั้นออกจากถ้ำและมุ่งหน้าไปยังสถานที่ซึ่งปกคลุมไปด้วยหมอกทมิฬ
ก่อนจะออกจากเขตแดนลับ
เขาตั้งใจจะสำรวจที่นี่อย่างละเอียดเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
ชายหนุ่มตรวจพบเงื่อนงำบางอย่างในความทรงจำ ดังนั้นจึงใช้ชั่วลัดนิ้วมือมุ่งหน้าไปยังทิศทางนั้นทันที
…
ณ ส่วนลึกของแผ่นดินซึ่งปกคลุมไปด้วยหมอกทมิฬ
มีบรรดาสัตว์อสูรเทพโบราณจำนวนมากกำลังจำศีลอยู่ ร่างกายของพวกมันใหญ่โตยาวหลายพันเมตร โดยตัวที่สูงสุดนั้นสูงหลายหมื่นเมตรราวกับเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ที่สามารถบดบังทั้งโลกได้
ในขณะนั้นเอง
จู่ ๆ ก็ปรากฏสัตว์อสูรเทพโบราณขนาดใหญ่เดินออกมาจากวิหาร ส่งเสียงตื่นตระหนก
ตามมาด้วยเสียงที่ดังกึกก้อง
หนึ่งในสมาชิกเผ่าสัตว์อสูรเทพโบราณวิ่งมาอย่างแตกตื่นพลางส่งเสียงที่ไม่มีใครเข้าใจความหมาย
หากฉู่โม่วอยู่ที่นี่ บางทีเขาอาจจะบอกความแตกต่างได้
โดยสิ่งที่สัตว์อสูรเทพโบราณตัวนี้กำลังพูดคือมีสมาชิกตัวหนึ่งได้ถูกสังหารแล้ว
“กู่ม่อตายแล้ว!”
“เปลวเพลิงชีวิตของเขาได้ดับสูญไป และกลับสู่อ้อมกอดของสวรรค์โดยสมบูรณ์แล้ว!”
“แต่มันตายขณะอยู่ข้างนอกนั้นโดยที่ถือกุญแจแห่งหอคอยกาลเวลาออกไปด้วย หากมันเกิดอะไรบางอย่างขึ้น บางทีเราควรออกไปดูหน่อยนะ!”
“ไม่! ข้างนอกมันอันตรายเกินไป เราไม่ควรออกไปเด็ดขาด!”
“แต่กู่ม่อตายแล้ว อีกทั้งเขายังเป็นผู้เดียวที่ควบคุมหอคอยกาลเวลาได้ ในเมื่อตอนนี้เขาตายไป เราจะไม่เสียโอกาสที่จะออกไปจากที่นี่งั้นเหรอ พวกเราต้องรีบออกไปตามหากุญแจแห่งหอคอยกาลเวลาและช่วยกันฆ่าสิ่งมีชีวิตที่ฆ่ากู่ม่อสิ!”
บรรดาสัตว์อสูรเทพโบราณต่างถกเถียงกันอย่างเสียงดัง
ในขณะนั้นเอง
จากส่วนลึกในหมอกทมิฬ จู่ ๆ ก็มีสัตว์อสูรเดินออกมาอีกครั้ง
มันไม่ได้มีขนาดสูงที่สุดในบรรดาสมาชิกเหล่านี้ อาจสูงเพียงไม่กี่ร้อนเมตรเท่านั้น ซึ่งถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม ‘แคระ’ ท่ามกลางเหล่าสัตว์อสูรเทพโบราณ
ในเผ่าสัตว์อสูรเทพโบราณจะประเมินความแข็งแกร่งและสถานะจากขนาดความสูง
ยิ่งตัวสูงก็ยิ่งทรงพลัง แต่หากเตี้ยแสดงว่าอายุขัยและความแข็งแกร่งของมันจะถูกจัดว่าค่อนข้างต่ำ
แต่ยังมีข้อยกเว้นบางอย่าง
ตัวอย่างเช่นตัวตนของมันผู้นี้ แม้ว่าจะมีความยาวเพียงไม่กี่พันเมตร แต่เมื่อมันเดินออกมา ก็ทำให้เหล่าสัตว์อสูรเทพโบราณทุกตัวหยุดโต้เถียงกันโดยพลัน และหันมาทำความเคารพอย่างนอบน้อม “เคารพท่านนักบวช!”
“พวกเจ้าไม่จำเป็นต้องทะเลาะกันแล้ว!”
นักบวชส่ายหัวแล้วพูดว่า “ฉันสัมผัสได้ว่าสิ่งมีชีวิตที่ฆ่ากู่ม่อนั้น ในขณะนี้กำลังมุ่งตรงมาหาเรา!”
“อะไรนะ!”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ บรรดาสัตว์อสูรเทพโบราณต่างพากันตกตะลึง
“และ… ฉันยังไม่สามารถมองเห็นเหตุการณ์ในอนาคตต่อจากนั้นด้วย!”
นักบวชอธิบายด้วยสีหน้าเรียบเฉย โดยไม่สนใจท่าทางตกตะลึงของคนในเผ่า และยังกล่าวไปอีกว่า “ฉันเห็นเพียงหมอกทมิฬบริสุทธิ์กำลังจะถูกแสงแดดส่องลงมาชำระล้าง ทำให้ดินแดนต้องห้ามแห่งนี้ถูกเปิดเผยอย่างสมบูรณ์และโลกใบนี้จะล่มสลาย ตัวตนที่อยู่รอดในเขตแดนลับจะสามารถออกจากสถานที่ปิดตายไปสู่สถานที่ที่เต็มไปด้วยพลังชีวิตราวกับถือกำเนิดใหม่!”
เป็นถ้อยคำที่ตรงไปตรงมา
ทุกคนสามารถเข้าใจความหมายของคำเหล่านั้นได้อย่างชัดเจน
จึงทำให้สมาชิกในเผ่าทั้งหมดมีสีหน้าตกตะลึงไปชั่วขณะ
หลังจากนั้นไม่นาน สมาชิกในเผ่าคนหนึ่งก็ถามย้ำด้วยสีหน้าไม่เชื่อ “นักบวช… ท่านหมายความว่า หลังจากกู่ม่อถูกฆ่า จะยังมีหนทางอื่นสำหรับออกไปจากที่นี่อีกงั้นหรือ?”
นักบวชพยักหน้า
ทันทีที่สิ้นสุดเสียงนั้น ทุกคนในเผ่าต่างก็หันมามองหน้ากันด้วยความตกตะลึง
วินาทีถัดมา
เสียงตะโกนดีใจก็พลันดังก้องไปทั่วพื้นที่ที่ปกคลุมไปด้วยหมอกทมิฬทันที
“หมายความว่าหอคอยกาลเวลาจะยอมปลดปล่อยพวกเราออกจากที่นี่แล้วสินะ!”
สมาชิกในเผ่าคนหนึ่งกล่าวอย่างมีความสุข
“ฉันก็ไม่รู้หรอกนะว่าเป็นเพราะหอคอยกาลเวลาหรือเปล่า แต่ในอนาคต พวกเราจะได้ออกจากที่นี่ไปยังสถานที่ที่เต็มไปด้วยพลังชีวิต!”
นักบวชกล่าว
เขายังกล่าวต่อไปว่า “ไม่เพียงเท่านั้น หลังจากเราออกไปจากที่นี่ ก็จะไม่โดดเดี่ยวแบบนี้อีกต่อไป ภายนอกนั้นจะมีสิ่งมีชีวิตอีกมากมายที่เหมือนหรือแตกต่างจากเรา แต่พวกเขาล้วนเป็นตัวตนที่พิเศษมาก”
“มันไม่สำคัญหรอก!”
“ใช่แล้ว! ขอแค่เราออกไปจากที่นี่ได้ก็ถือว่าดีมากแล้ว”
“ท่านนักบวชบอกว่าเขากำลังมุ่งมาที่นี่ นั่นหมายความว่าเขารู้แล้วว่าพวกเราอยู่ที่ไหน!”
“ทันทีที่เขามาถึง พวกเราจะรีบจับกุมเขา จากนั้นก็บีบบังคับให้เขาส่งมอบหอคอยกาลเวลาออกมา!”
“ฉันถูกขังอยู่ที่นี่มาอย่างเนิ่นนาน ในที่สุดก็มีโอกาสออกไปได้เสียที!”
“สวรรค์ทรงโปรด! นี่ต้องเป็นโอกาสที่สวรรค์ประทานลงมาให้อย่างแน่นอน!”
เหล่าสัตว์อสูรเทพโบราณทั้งหมดต่างพากันดีใจและโห่ร้องเสียงดัง
แต่นักบวชกลับไม่ได้มองโลกในแง่ดี และสถานการณ์จะง่ายดายเช่นนั้น
เขาส่ายหัวและพูดด้วยความกังวลว่า “ตัวตนผู้นี้ทรงพลังมาก ดังนั้นพวกเราอย่าได้ประมาทเลินเล่อเด็ดขาด มิหนำซ้ำ เขายังมีชะตากรรมอันลึกลับบางอย่างที่แม้แต่ตัวฉันเองก็ยังมองไม่ออก”
“แล้วก็…”
เมื่อพูดมาถึงตรงนี้
นัยน์ตาของนักบวชก็แสดงร่องรอยของความวิตกกังวล ราวกับเขาได้เห็นบางสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง
“ฉันได้พยายามมองอนาคตของเขา แต่ก็เห็นเพียงความโกลาหลเท่านั้น มันเกิดจากสายธารพลังเพียงสายเดียวที่ทอดไหลยาวอย่างไม่มีที่สิ้นสุด และนำพาไปสู่ความว่างเปล่าอันเป็นนิรันดร์!”
สายธารสายนั้น… เต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งกาลเวลาที่ทรงพลังอย่างยิ่ง มันผู้นั้นนั่งเข้าฌานอยู่ที่ปลายสายธารที่ทอดยาวนี้ พร้อมแผ่กลิ่นอายออกไปไกลถึงสุดขอบฟ้า”
ทันทีที่สิ้นสุดเสียงนี้
สีหน้าของผู้คนในเผ่าก็เปลี่ยนไปเป็นหวาดกลัว
แม้นักบวชจะไม่ได้พูดออกมาอย่างชัดเจน แต่ใครก็สามารถเดาได้ว่าสายธารสายนี้มันก็คือสายธารกาลเวลา
และผู้ที่สามารถนั่งอยู่ที่ปลายสายธารกาลเวลานี้ได้ ควรเป็นตัวตนต้องห้ามที่มีพลังอันน่าสะพรึงกลัวอย่างหาผู้ใดเปรียบ
“แล้วแบบนี้เราควรทำอย่างไรดี?”
สมาชิกในเผ่าคนหนึ่งพูดด้วยน้ำเสียงกังวล “เป็นไปได้ไหมว่าเราจะไม่สามารถจัดการกับเขาได้ แต่นี่เป็นเพียงโอกาสเดียวของเราที่จะสามารถออกไปจากที่นี่ได้นะ!”
คนอื่น ๆ ในเผ่าไม่พูดสิ่งใด ทุกคนเพียงมองไปยังนักบวช
สมาชิกส่วนใหญ่ของเผ่าสัตว์อสูรเทพโบราณมักมีความคิดที่เรียบง่ายและไม่เก่งในการคิดเท่าไหร่
คนที่ฉลาดที่สุดในเผ่ามักจะได้รับสถานสูงส่งและกลายเป็นนักบวช
สถานะนักบวชไม่เพียงแต่ต้องเป็นคนที่ฉลาดที่สุดเท่านั้น แต่ยังต้องมีความเชี่ยวชาญทางจิตวิญญาณที่ไม่สามารถประเมินค่าได้ ซึ่งสามารถมองเห็นทั้งอดีตและอนาคตได้
โดยตอนนี้พวกเขาไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไร จึงอยากขอให้นักบวชเป็นผู้ตัดสินใจ
“ฉันก็ไม่รู้ว่าควรจะตัดสินใจยังไง!”
“เพราะฉันเห็นทางแยกสองทางในอนาคต”
“หนึ่งคือเผ่าสัตว์อสูรเทพโบราณของเราจะสูญสิ้น ผู้คนในเผ่าจะตกตายทุกคน หรืออีกประการหนึ่งคือผู้คนในเผ่าเราจะได้เข้าไปสู่สถานที่ที่เต็มไปด้วยอณูแห่งชีวิต ซึ่งมีต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ปกคลุมเหนือท้องฟ้าจนบดบังดวงอาทิตย์และนำพาไปสู่ชีวิตใหม่”