ระบบกลืนกินพรสวรรค์ - บทที่ 773 ศัตรูคือกระจกเงา และ ความผิดปกติในภาพของเหล่าเทพสวรรค์
บทที่ 773 ศัตรูคือกระจกเงา และ ความผิดปกติในภาพของเหล่าเทพสวรรค์
ยังมีน้ำเหลืออยู่ในบ่อไม่มากนัก ฉู่โม่วหยุดเก็บมันเข้าไปหลังจากที่ได้มาเต็มสามขวดหยก
ส่วนที่เหลือนั้น ชายหนุ่มจิบมันเข้าไปทันที และพลันสัมผัสได้ถึงพลังงานมหาศาลที่หลั่งไหลเข้ามาตามแขนขาและกระดูกในทันใด หลังจากนั้น เขาก็รู้สึกว่าระดับพลังของร่างกายพัฒนาขึ้น และพลังกายเองก็เพิ่มสูงขึ้นด้วยเช่นกัน
ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น
เขารู้สึกได้ว่าอณูแห่งชีวิตของตัวเองได้รับการบำรุง
“อายุขัยยืดไปอีกแปดร้อยปี!”
ฉู่โม่วคำนวณดูคร่าว ๆ และต้องตกตะลึง
แค่เพียงจิบเล็ก ๆ ก็สามารถเพิ่มอายุขัยได้แปดร้อยปีแล้ว ผลลัพธ์เช่นนี้นั้นน่าสะพรึงกลัวจริง ๆ
ตามการคาดการณ์ของชายหนุ่ม
บ่อน้ำเหล่านี้คงจะเป็นบ่อน้ำแห่งสวรรค์ในสมัยก่อน พวกมันเต็มไปด้วยพลังงานอมตะซึ่งส่งผลให้พวกเขาเป็นเช่นนั้น
เมื่อเก็บมาจนหมด…
ฉู่โม่วก็ค่อย ๆ เก็บทั้งบ่อน้ำเข้าไปในที่เก็บของ แล้วจึงสำรวจต่อไป
หลังจากผ่านไปสักพัก
เขาก็มาถึงยังเรือนแห่งใหม่
ประตูของเรือนไม่ได้ถูกปิดเอาไว้
ฉู่โม่วจึงเดินเข้าไปตรง ๆ
ทันใดนั้น เขาก็พบว่าเรือนนี้นั้นว่างเปล่า เว้นก็แต่สาวรับใช้สองคนที่ยืนอยู่กลางห้องโถง เลือดเนื้อของพวกเธอจางหายไปจนหมดจนเหลือเพียงแค่กระดูกแล้ว แต่เขาก็ยังสัมผัสได้ถึงพวกเธอผ่านกระดูกและร่างกายเหล่านั้น
เทพสวรรค์สองคนที่แต่งตัวเป็นสาวรับใช้คงจะออกมาข้างนอกห้องโถงเมื่อเกิดระลอกคลื่นนั้นขึ้น พวกเธอได้แต่แสดงสีหน้าตกตะลึง แล้วจึงถูกแช่แข็งไปในทันที
ด้วยผลแห่งกาลเวลา พวกเธอค่อย ๆ สูญเสียอณูแห่งชีวิตไปจนหมด และกลายเป็นแค่กระดูกแห้ง ๆ ในท้ายที่สุด
อย่างที่เขาคาดเอาไว้
เมื่อฉู่โม่วเรียกภาพลวงตาของแม่น้ำแห่งกาลเวลาออกมาและย้อนเวลากลับไป ภาพที่เขาเห็นก็เป็นอย่างที่คาดการณ์เอาไว้ เมื่อระลอกคลื่นระเบิดออกมา แสงสีแดงฉานก็ปรากฏขึ้นบนขอบฟ้าและแพร่กระจายไปทั่วท้องนภา ส่งผลให้สาวรับใช้ทั้งสองนิ่งงันไปทันที
แต่
สิ่งที่ทำให้ชายหนุ่มสนใจก็คือ
เพราะประตูของห้องโถงไม่ได้ถูกปิดเอาไว้ สาวรับใช้คนหนึ่งจึงหันหน้าไปมองด้านนอกพอดี
ภายในสายตานั้น ฉู่โม่วมองเห็นบางอย่าง
ในเสี้ยววินาทีนั้น เมื่อท้องฟ้าเรืองแสงสีแดงฉาน แสงศักดิ์สิทธิ์สว่างจ้าพลันฉีกห้วงอากาศและส่องลงมาที่นี่
แม้จะเป็นเพียงแค่แวบเดียวเหมือนแสงกะพริบ
แต่หลังจากที่เขาได้เห็นก็ต้องตะลึงงัน
“แสงศักดิ์สิทธิ์นี่มันคืออะไรน่ะ?”
ฉู่โม่วมองกลับไปเพื่อพยายามตามหาที่มาของแสงศักดิ์สิทธิ์นั้นทันที
แต่สุดท้าย
แม้ว่าจะมองมันอีกมากกว่าสิบครั้งติดต่อกัน เขาก็ไม่อาจระบุได้ว่าแสงศักดิ์สิทธิ์นั้นมาจากทิศทางใดด้วยซ้ำ
เพียงแต่ว่า
“อะไรน่ะ?”
ในตอนนั้นเอง ชายหนุ่มพลันสังเกตเห็นบางอย่างและอุทานออกมา
เขาหันกลับไปมองอีกครั้ง โดยคราวนี้ไม่ได้มองตรงไปยังแสงศักดิ์สิทธิ์ แต่จดจ่อไปยังวินาทีก่อนที่แสงสีแดงจะแพร่กระจายออกมาบนท้องฟ้า
ในสายตาของเขา
แสงสีเลือดนี้ไม่ได้ปรากฏขึ้นในทันใด แต่มันค่อย ๆ แพร่กระจายออกมาผ่านแสงสว่างบนท้องฟ้า
เดิมที ฉู่โม่วคิดว่าแสงสว่างนั้นเป็นเพียงแค่ดาวดวงหนึ่ง
แต่หลังจากที่ตรวจสอบดูให้ดีแล้ว เขาก็สังเกตเห็นว่าแสงสว่างนั้นเป็นเหมือนกับกระจกเงาบางอย่าง
“เป็นกระจกเงา แต่ปล่อยแสงสีแดงไร้ที่สิ้นสุดออกมาได้…”
หัวใจของชายหนุ่มเต้นไม่เป็นจังหวะ
กระจกนี่มันอะไรกัน?
ฉู่โม่วรู้สึกเหมือนกับว่าได้ค้นพบความจริงบางอย่าง
แต่ก็น่าเสียดายที่ภาพเหล่านี้ยังมีน้อยเกินไป ทำให้เขาไม่อาจมองเห็นอะไรได้มากนัก
เขาจึงรีบออกไปจากที่นี่และมุ่งหน้าไปยังเรือนหรือตำหนักอื่น ๆ อย่างรวดเร็ว
ชายหนุ่มตั้งใจจะตรวจสอบเรือนทั้งหมดที่นี่เพื่อตามหาสมบัติแห่งสวรรค์ และอาจได้ค้นพบร่องรอยของพวกเขา ทำให้เขาสามารถคาดเดาสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตได้
ตามการค้นหาของฉู่โม่ว
ในไม่ช้า เขาก็มาถึงยังเรือนแห่งใหม่
ตำหนักแห่งนี้มีขนาดใหญ่ทีเดียว ใหญ่ยิ่งกว่าตำหนักอื่น ๆ ที่ตนเคยพบมาก่อน แม้แต่ตำหนักหลิงเซียวก็พอจะเทียบได้เสียด้วยซ้ำ
แต่… สถานที่แห่งนี้ก็ตั้งอยู่ต่ำกว่าตำหนักหลิงเซียว ซึ่งดูจะแสดงให้เห็นถึงสถานะของตำหนักหลิงเซียวไปด้วย
นี่เป็นเรื่องปกติทั่วไป อย่างไรแล้ว ตำหนักหลิงเซียวก็เป็นสถานที่ที่จักรพรรดิแห่งสวรรค์พักอาศัย
เพียงแต่ว่า…
ตำหนักแห่งนี้ตั้งอยู่ต่ำกว่าตำหนักหลิงเซียว และขนาดของมันก็ไม่ได้เล็กกว่ามากนัก เห็นได้ชัดว่าเจ้าของตำหนักแห่งนี้คือบุคคลที่ไม่ธรรมดาในสวรรค์อย่างแน่นอน
เขาเงยหน้าขึ้นมองเหนือประตูทางเข้าห้องโถงหลักเพื่อตามหาป้ายของห้องโถง
แต่ก็ต้องพบว่า
แผ่นป้ายของตำหนักแห่งนี้ได้หายไปแล้ว
และเมื่อเขาเดินเข้าไปในตำหนัก เขาก็มองไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น
“ที่นี่ไม่มีอะไรเลยเหรอ?”
ฉู่โม่วขมวดคิ้ว
เขาคาดหวังกับตำหนักแห่งนี้เอาไว้มาก และคิดว่าคงจะได้ข้อมูลที่มีประโยชน์มามากขึ้น แต่ใครจะไปคิดว่าจะได้พบกับผลลัพธ์เช่นนี้
แต่ชายหนุ่มก็ยังไม่ยอมแพ้และค้นหาอย่างละเอียดต่อไป โดยไม่ปล่อยให้หลุดรอดไปแม้แต่มุมเดียว
และในตอนนั้นเอง เขาพลันสังเกตเห็นบางสิ่ง
บนโดมเหนือห้องโถงหลักแห่งนี้มีภาพจิตรกรรมบางอย่างอยู่ด้วย
มันคือภาพของเหล่าเทพสวรรค์
มีภาพของเทพสวรรค์และผู้เป็นอมตะนับไม่ถ้วนอยู่บนนั้น พวกเขาต่างก็สวมใส่มงกุฎและเข็มขัดอันสง่างามขณะที่ทะยานขึ้นไปเหนือเมฆหมอก และแน่นอนว่าผู้ที่ยืนอยู่ตรงกลางก็คือจักรพรรดิแห่งสวรรค์
ภาพกลุ่มเทพสวรรค์เหล่านี้ดูธรรมดาเป็นอย่างมาก
แต่ฉู่โม่วก็สังเกตเห็นว่าเบื้องหลังเทพสวรรค์เหล่านี้มีกองเพลิงอ่อน ๆ อยู่
มันเป็นเพียงแค่ไฟดวงเล็ก ๆ และหากไม่เพ่งมองก็อาจมองข้ามได้อย่างง่ายดาย แต่เขาก็มั่นใจมากว่ามันคือกลุ่มเปลวเพลิงอย่างแน่นอน!
“จิตรกรในสวรรค์คงไม่มีวันทำงานชุ่ย ๆ ในภาพของเทพสวรรค์แน่ ไม่ว่าพวกเขาจะว่ายังไงก็ยังมีกฎที่เข้มงวดอยู่ แต่ถ้าเป็นแบบนั้น กองไฟข้างหลังพวกเขาก็ต้องไม่ใช่เรื่องทั่วไปแน่!”
สีหน้าของชายหนุ่มนิ่งงันและเขายังคงสืบค้นต่อไป
และในตอนนั้นเอง
เขาก็สังเกตเห็น
แม้ว่าเทพสวรรค์เหล่านี้จะดูเหมือนมองไปข้างหน้า ชายหนุ่มก็สังเกตเห็นว่าดวงตาของเทพสวรรค์บางคนชำเลืองไปด้านข้างด้วย
ตำแหน่งที่พวกเขาหันไปมองเป็นที่เดียวกัน
ฉู่โม่วจึงหันตามไปมอง ภาพเบื้องหน้าคือจุดสีขาว ราวกับดวงดาวที่ยากจะมองเห็นได้
แต่…
“ถ้าฉันเดาถูก แสงสีขาวนี้ต้องเป็นกระจกนั่นแน่!”
บุตรแห่งโชคชะตาสูดหายใจลึก
ตอนนี้เขาแทบจะมั่นใจได้แล้วว่า มีความเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่ไม่ธรรมดาเกิดขึ้นในสวรรค์อย่างแน่นอน
อุบัติเหตุนี้คงจะเกิดขึ้นเพราะกระจกเงาบานนั้น และก่อนที่เหตุการณ์จะเกิดขึ้น เทพสวรรค์มากมายก็สังเกตเห็นมัน
พวกเขากระทั่งพยายามตอบโต้เสียด้วยซ้ำ
แต่สุดท้าย พวกเขาก็ล้มเหลว!
‘ตัวตนแบบไหนกันนะที่แม้แต่จักรพรรดิแห่งสวรรค์กับเทพสวรรค์ก็จัดการไม่ได้ ทำให้สวรรค์ถูกทำลายในทันที!’
‘แล้วเทพสวรรค์ทุกคนไปไหนกันหมดล่ะ?’
ฉู่โม่วอดคิดด้วยพายุถาโถมในจิตใจไม่ได้
เขาหันไปมองภาพของเหล่าเทพสวรรค์อีกครั้ง แล้วข้อสันนิษฐานหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในใจ
ภาพนี้คือภาพของกลุ่มเทพสวรรค์ที่ถูกวาดขึ้นโดยจิตรกรในสวรรค์
และจิตรกรคนนี้
ทำไมเขาถึงวาดจุดสีขาวและเปลวเพลิงข้างหลังไว้ล่ะ? เขาต้องการจะสื่ออะไร หรือเขาต้องการให้ใครเห็นอะไรกันนะ?